Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • คลัง ไม่รวมหนี้ภาคการเกษตร พิจารณา’บัตรคนจน’ ประกาศผล 17 ก.ค.นี้

    คลัง ไม่รวมหนี้ภาคการเกษตร พิจารณา’บัตรคนจน’ ประกาศผล 17 ก.ค.นี้

    06 กรกฎาคม 2569, 10:57น.

               การพิจารณาทบทวน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ครั้งที่ 8/2569 ซึ่งที่ประชุมได้รับทราบผลการลงทะเบียนและการตรวจสอบคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2569 ในเบื้องต้น โดยได้มีการเห็นชอบการเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย โดยนำกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้สำรวจพบในระหว่างการลงพื้นที่ลงทะเบียน (วันที่ 4 -21 มิถุนายน 2569) จำนวน 5,383,393 คน เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามขั้นตอนต่อไป

              สำหรับการคัดกรองคุณสมบัติโครงการฯ ปี 2569 จะไม่มีการนำเกณฑ์คุณสมบัติของบุคคลที่ไม่เข้าข่ายได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนกรณีบิดามารดาของผู้มีเงินได้ที่ผู้มีเงินได้ได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนเงินได้พึงประเมินสำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดามาใช้

             นอกจากนี้ ยังได้นำความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้เสนอประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 มาพิจารณาทบทวนเกณฑ์คุณสมบัติวงเงินสินเชื่อรวม 100,000 บาท โดยจะไม่นับรวมสินเชื่อภาคการเกษตร เนื่องจากสินเชื่อภาคการเกษตรมีลักษณะแตกต่างจากสินเชื่อทั่วไป โดยเป็นสินเชื่อที่ผูกพันตามรอบฤดูกาลเพาะปลูก และในบางกรณีเป็นการเยียวยาบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติธรรมชาติ จึงอาจไม่สะท้อนถึงความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อหรือฐานะทรัพย์สินของผู้มีเงินได้เช่นเดียวกับสินเชื่อประเภทอื่น

             นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเสนอให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบันที่จะไม่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2569 ได้รับสิทธิตามโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) เป็นระยะเวลา 2 เดือน (ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม 2569 – 30 กันยายน 2569) เนื่องจากผู้ถือบัตรดังกล่าวเป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ในช่วงการเปิดลงทะเบียน

              ทั้งนี้ ในขั้นตอนต่อไปจะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ก่อนประกาศผลการลงทะเบียนตามกำหนดในวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ต่อไป

    #บัตรคนจน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162734&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p2RDqaJ5pGEKzGgFhXgVF

  • “เอกนิติ” ย้ำไทยรอไม่ได้! ดันกู้ 4 แสนล้าน เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานก่อนเศรษฐกิจอ่อนแอ

    “เอกนิติ” ย้ำไทยรอไม่ได้! ดันกู้ 4 แสนล้าน เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานก่อนเศรษฐกิจอ่อนแอ


    “เอกนิติ” ย้ำ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านจำเป็น ฝ่าวิกฤตพลังงาน หวังดึงเอกชนร่วมลงทุน – PPP กู้เศรษฐกิจ ลั่นไทยรอไม่ได้ หลังศาลฯ เตรียมวินิจฉัย 9 ก.ค.นี้  

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการแถลงร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำ​ปีงบประมาณ​ 2569 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา​ ว่าการเร่งเบิกจ่ายก็ช่วยได้ในส่วนหนึ่ง​ แต่ปัจจุบันเราเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงต้องมีการโอนงบประมาณ จากโครงการที่ยังไม่ได้จัดซื้อจัดจ้าง​ เมื่อนำมาเป็นงบในส่วนของการประคองเศรษฐกิจ และชะลอผลกระทบวิกฤต

    พร้อมยังย้ำว่า​ ส่วนการพิจารณา พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ซึ่งอยู่ในชั้นของกรรมาธิการ​ ตั้งใจให้เป็นงบฯที่โปร่งใส เปิดเผย​ ไม่หมกเม็ด​ และยึดหลักวินัยการคลัง​ พร้อมกับมีการถ่ายทอดสดทุกครั้งที่มีการพิจารณาของกรรมาธิการงบประมาณ ถือเป็นการยกระดับความโปร่งใส​ ขณะเดียวกันจะต้องมีการเร่งงบลงทุน โดยเป็นการลงทุนระหว่างประเทศ เพื่อมาสนับสนุนการลงทุนในประเทศ รวมถึงกระบวนการร่วมภาครัฐและเอกชนหรือ PPP เพื่อให้เป็นปีแห่งการลงทุน

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ ยังระบุอีกว่า ยังจำว่าวันนี้เราต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ การประคองเศรษฐกิจในระยะสั้น เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน และต้องเร่งปฏิรูปเพื่อเน้นการลงทุน

    ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท วันที่ 9 ก.ค.นี้ ว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับตุลาการศาล รัฐธรรมนูญที่จะมีการพิจารณา วันนี้สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุด คือ เราพยายามชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน โดยหวังว่าการชี้แจงของรัฐบาลเรามีความจำเป็น ที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาพลังงานมากและต้องการช่วยเหลือประชาชน ย้ำว่านี่คือเรื่องความมั่นคงของเศรษฐกิจ เพราะวันนี้การที่เราพึ่งพาน้ำมันมาก สะท้อนตัวเลขจริงแล้ว แต่ตัวเลขดุลบัญชีในเงินสะพัดที่ขาดดุล ส่วนหนึ่งและส่วนใหญ่มาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และยังไม่รู้ว่าวันนี้สงครามจะจบอย่างไร แต่ที่แน่แน่คือโครงสร้างพื้นฐานพลังงานโลก ถูกทำลายไปเยอะ โรงกลั่นก็ถูกทำลายไปมาก ฉะนั้น คือ เหตุผลที่ทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ยังคงสูงอยู่

    ขณะนี้เราได้มีการเตรียมแผนสำรอง หรือไม่กรณีที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นคุณต่อรัฐบาล นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้เราต้องใช้ทุกภาคส่วน และสิ่งที่สำคัญตนคิดว่าแผนที่เราดำเนินการอยู่คือ พยายามนำภาคเอกชนเข้ามาช่วย มาร่วมลงทุน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านอย่างไรเราก็ต้องมีเอกชนเข้ามาร่วมอยู่แล้ว เราจึงจับมือกับเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ซึ่งงบประมาณที่จะนำมาช่วยจะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้เร็วขึ้น ต้องบอกตรง ๆ ว่าวันนี้ประเทศไทยจะรอให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้ แต่หากรอก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ และหากราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงสูงสิ่งที่เกิดขึ้น คือเราต้องนำเข้าน้ำมัน เพราะฉะนั้นวันนี้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก 

    ส่วนวันนี้โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ส่งเข้าคณะกรรมการการกรองของกระทรวงการคลังแล้วหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า เรื่องนี้เราได้มีการพูดคุยกันแล้วโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่าน การใช้พลังงานสะอาด หรือโซลาร์เซล เพราะตอนนี้เรายังแสงแดดยังร้อนอยู่ ถือว่าเป็นโครงการหนึ่งที่จะเข้าข่าย และการเปลี่ยนผ่านเรื่องพลังงานรถยนต์ให้มีการใช้รถยนต์ใช้ไบโอดีเซล ใช้พลังงานชีวมวล ชีวภาพ และผลพลอยได้ก็จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น 

    นายเอกนิติ​ ยืนยันว่า​ พ.ร.ก.เงินกู้​ นั้นจำเป็นที่จะประคองเศรษฐกิจ​ ท่ามกลางสภาวะวิกฤต เห็นได้จากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ออกมาก่อนหน้านี้มีการเบิกจ่าย ตัวเลข 50,000 กว่าล้านบาท ส่วนงบประมาณที่จะใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงมีความจำเป็น เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันของไทยที่มีอยู่สูงมาก ซึ่งส่งผลให้บัญชีเดินสะพัดขาดดุล
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/44389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Auc_1CRv2JcJ83XFSJEe3

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.52 น.


    กลยุทธ์: ทองพุ่ง ลุ้นเป้า 66,200
    แนวต้าน: $4,240 , 66,200 บาท
    แนวรับ: $4,080 , 64,700 บาท
    .

    ราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่งสัญญาณชะลอตัว โดยเฉพาะตัวเลขตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง ซึ่งช่วยลดความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเริ่มทรงตัว ส่งผลให้ทองคำกลับมาได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกันความเสี่ยงและรักษามูลค่า นอกจากนี้ การคาดการณ์ว่า Fed อาจชะลอการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวด ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนทิศทางราคาทองคำในระยะนี้

    .

    ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะเริ่มผ่อนคลายลง หลังช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดดำเนินการได้ตามปกติและช่วยลดแรงกดดันด้านพลังงานโลก แต่ความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม หลังจีนและรัสเซียประกาศเตรียมซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่ภายใต้ปฏิบัติการ “Joint Sea-2026” ซึ่งอาจกระตุ้นความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และเพิ่มความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยอีกครั้ง ขณะที่ตลาดหุ้นโลกยังคงเคลื่อนไหวในโหมดเปิดรับความเสี่ยง หลังหลายดัชนีสำคัญปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่

    .

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำสามารถปรับตัวทะลุกรอบกลางของแนวโน้มขาลงระยะสั้นได้สำเร็จ และยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,240 ดอลลาร์ หรือประมาณ 66,200 บาท อย่างไรก็ตาม ดัชนี RSI ที่ปรับขึ้นเข้าสู่ระดับ Overbought สะท้อนว่าระยะสั้นอาจเกิดแรงขายทำกำไรสลับออกมาได้ จึงแนะนำกลยุทธ์ “ย่อซื้อ” โดยรอจังหวะสะสมบริเวณแนวรับสำคัญที่ 4,080 ดอลลาร์ หรือประมาณ 64,700 บาท เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในรอบการฟื้นตัวถัดไป

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-6-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rMmE3fDJTD3CgB3mnzqYU

  • นายกฯ หารือ ‘กก.ผจก.WEF’ ย้ำความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ดึงการลงทุนฝ่าความผันผวนโลก

    นายกฯ หารือ ‘กก.ผจก.WEF’ ย้ำความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ ดึงการลงทุนฝ่าความผันผวนโลก

    6 ก.ค.2569-ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายมารูน ไครูซ (Mr. Maroun Kairouz) กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีที่ WEF มีบทบาทร่วมกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมชื่นชมว่า WEF เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมุมมองและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และทุกภาคส่วนของโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความไม่แน่นอนสูง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ

    ด้านนายมารูน ไครูซ กรรมการผู้จัดการ WEF แสดงความยินดีในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง พร้อมชื่นชมประเทศไทยที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและมีทิศทางการบริหารประเทศที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมแนวทางของรัฐบาลไทยในการบริหารเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมถือโอกาสเชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม WEF Annual Meeting 2027 ซึ่งจะจัดขึ้นในปีหน้า

    ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการพัฒนาในระยะต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอน พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศควบคู่กับการเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ยกระดับธรรมาภิบาล และผลักดันประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคตอันใกล้ เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    แม้การแข่งขันด้านการลงทุนในภูมิภาคจะทวีความเข้มข้น แต่ประเทศไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่น คือ การเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำคัญของโลก และเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก (Global Food Supply Chain) ซึ่งทำให้ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานโลก

    ประเทศไทยมีศักยภาพจากที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การเชื่อมโยง การลงทุน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค โดยรัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีที่จะรับฟังข้อเสนอแนะจาก WEF เกี่ยวกับรูปแบบการประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างสร้างสรรค์ ประเทศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของประชาคมโลก และยังมีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเวที WEF Annual Meeting 2027 เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจโลกที่มีความยั่งยืน เข้มแข็ง และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1027080/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2K51s1GMrPhoZkuY-b_K0l

  • ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/playlist04/watch/ZvbfLiLFbyE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hu5hZiBO-oMrqv57geA9w

  • “เอกนิติ” เปิดเฟซบุ๊กทางการ สื่อสารนโยบายเศรษฐกิจตรงสู่ประชาชน ร่ายยาวการทำงานในรัฐบาลอนุทิน 2

    “เอกนิติ” เปิดเฟซบุ๊กทางการ สื่อสารนโยบายเศรษฐกิจตรงสู่ประชาชน ร่ายยาวการทำงานในรัฐบาลอนุทิน 2

    “เอกนิติ” เปิดเฟซบุ๊กทางการ โพสต์ร่ายยาวการทำงานในรัฐบาลอนุทิน 2 ลั่นตั้งใจสื่อสารนโยบายเศรษฐกิจตรงสู่ประชาชน เผยรัฐบาลเจอวิกฤตตะวันออกกลาง กระทบปากท้อง ทำการตัดสินใจเชิงนโยบายไม่เคยง่าย

    วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เปิดเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการชื่อ “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” โดยโพสต์ข้อความว่า สวัสดีครับ หลังจากที่ตั้งใจมาสักพักว่าจะเปิด Facebook เป็นทางการของตนเองในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อใช้เป็นพื้นที่สื่อสารและอธิบายแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจรวมทั้งผลการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสาธารณะในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาค การคลัง งบประมาณ การเงิน ตลาดทุน และการลงทุน วันนี้ผมขอเปิด post แรกแบบภาพรวมก่อนนะครับ

    นายเอกนิติ ระบุว่า ผมเริ่มรับตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน 2 ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 พร้อมกับวิกฤตราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันขาดและแพง วิกฤตต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤตปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤตเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤตซ้อนวิกฤต  ความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก

    ด้วยงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ผมในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุดเพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ในอนาคต ภายใต้หลักการที่ผมเรียกว่า 5 T ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency, Together เพื่อประคองเศรษฐกิจระยะสั้น (Stabilize Today) และสร้างการเปลี่ยนผ่านเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส (Transition Now) รวมทั้งลงทุนสร้างอนาคตให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งในระยะยาว (Transform for Tomorrow) บนฐานวินัยการเงินการคลัง

    Stabilizing Today: ประคับประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมโลก

    นายเอกนิติ ระบุว่า จากที่ตั้งธงจะเข้ามาสานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่ได้ทำไว้ก่อนหน้าจนเศรษฐกิจไทยเมื่อปลายปีก่อนฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อมีวิกฤตการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น จึงต้องประคองเศรษฐกิจฝ่ามรสุมวิกฤตพลังงานโลกที่กระทบไทยอย่างแรงก่อน เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับต้นๆ ในเอเชีย รัฐบาลจึงพยายามประคับประคองให้ราคาน้ำมันไม่ผันผวนสุดโต่งและขาดแคลนเหมือนหลายประเทศ โดยรัฐบาลสามารถประคองให้ไทยมีน้ำมันใช้ในราคาที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียนในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม การตัดสินใจใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคาน้ำมันทำให้ไม่กระทบฐานะการคลัง (ซึ่งมีสถานะตึงตัวอย่างมากอย่างที่ทุกท่านทราบกันดีในช่วงอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา) จนลามไปเกิดวิกฤตการคลังเหมือนกรณีตัวอย่างประเทศในอาเซียนที่ต่างชาติไม่เชื่อมั่นในฐานะการคลังและแห่ถอนเงินออกจากประเทศนั้น (เลยกลายเป็นอานิสงส์ส่วนหนึ่งที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยทำให้ set index โตขึ้นมาเฉียด 1600 จุดในปัจจุบัน) พร้อมกันนั้นได้ออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบภาคขนส่งและภาคเกษตรเมื่อวันที่ 11 เมษายน เพื่อชะลอผลกระทบไม่ให้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าอื่นๆ มากเกินไป นอกจากนั้น รัฐบาลยังได้มีมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินสวัสดิการเพื่อช่วยคนมีรายได้น้อยลดค่าครองชีพ ป้องกันวิกฤตปากท้อง และต่อลมหายใจร้านค้ารายย่อยในช่วงที่ผ่านมา

    Transition Now: เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดวันนี้เพื่อลดจุดเปราะบางและสร้างความมั่นคงในระยะยาว

    นายเอกนิติ ระบุว่า อย่างที่ทุกท่านทราบกันดี ผมย้ำเสมอว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสำคัญมากในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง หลายท่านอาจจะมีแนวคิดว่าจำเป็นเร่งด่วนไหม ค่อยๆ ทำตามแผนงานที่วางไว้ได้ไหม งบประมาณก็มีจัดสรรตามหน่วยงานไว้แล้วในระยะยาว ทำไมต้องออกพ.ร.ก. เงินกู้ฯ ให้เป็นหนี้เพิ่มมาอีก ผมอยากใช้โอกาสนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ในระยะสั้น หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลยเราอาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตหนักขึ้น ดั่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ หลังจากไทยเจอวิกฤติราคาน้ำมันแพงในเดือนเม.ย-พ.ค ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไทยเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นในจำนวนที่มาก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ และสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันในโลกผันผวนยังไม่จบง่ายๆ เราอาจจะต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤตขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต

    การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือ ไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้ง Solar ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนา upgrade สายส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ smart grid และยังทำได้ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศเนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีมีจำกัด การลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ เงินกู้ 2 แสนล้านอาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ผมตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ

     Transform for tomorrow: พลิกโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุน

    หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมทั้งการปลดล็อกกฎหมาย ทำให้การลงทุนง่ายขึ้น จะทำให้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง (investment-led growth) โดยตั้งเป้าให้สัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ค่อย ๆ กลับไปอยู่ใกล้ระดับประมาณ 30% เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่การลงทุนรอบใหม่นี้ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบเดิมเท่านั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเตรียมประเทศสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    อย่างที่เคยเรียนในระหว่างการอภิปรายงบประมาณ การลงทุนภาครัฐผ่านงบประมาณเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศเท่านั้น เรายังมีการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ เช่น Thailand Future Fund และที่สำคัญอย่างมาก คือการลงทุน FDI ที่ได้รับการเร่งรัดผ่านกลไก Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 9 แสนล้านบาทในปี 2569 นี้ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุน หรือเพิ่มมูลค่า FDI ให้สูงขึ้นเท่านั้น คำถามสำคัญกว่านั้นคือ การลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ไทยเข้าไปอยู่ใน supply chain ของการผลิตสมัยใหม่ของโลกได้อย่างไร และสร้างงานและยกระดับคุณภาพให้แรงงานไทยได้เท่าไร เหล่านี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ของ BOI 

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังจะทำต่อไป ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชนผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐภาคเอกชน (กรอ.) และมีหลายสิ่งที่รัฐบาลต้องปฏิรูปอีกมาก โดยเฉพาะด้านการจัดทำงบประมาณและด้านการคลัง เราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ดีและอยู่ในระหว่างการวางแผนปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังทั้งหมด โดยก้าวแรกของเราคือ สร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูล เปิดแผล และเปิด Live ในระหว่างการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ และเชื่อว่าจะมีก้าวต่อไปตามมา เพราะหากเราไม่ทำวันนี้ เราอาจจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว

    การตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในฐานะรองนายกฯ และ รมว.คลัง ไม่เคยง่าย และไม่สามารถถูกใจทุกคนได้ แต่ผมเชื่อว่าหากเรายึดหลักการและลงมือทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและตั้งใจจริงเพื่อประเทศ ก็จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาวได้อย่างแน่นอน

    นายเอกนิติ ระบุว่า ท้ายที่สุด Teamwork เป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่สามารถทำทุกอย่างได้คนเดียว แรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนสำคัญอย่างมาก ตั้งแต่รัฐบาล ข้าราชการประจำในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ภาคเอกชน และทีมงานที่เข้มแข็งของรองนายกฯ และ รมว.คลัง ผมขอขอบคุณทุกท่านจากใจ

    ผมจะพยายามมา Update  เรื่องต่างๆ อยู่เรื่อยๆ นะครับ โดยอาจจะมีทีม Admin ของ page มาสรุป กิจกรรมของผมและให้ความรู้ต่างๆ รวมทั้งช่วยตอบคำถามเป็นระยะๆ ในช่วงที่ผมติดภารกิจครับ  Stay Tune และขอบคุณครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2944299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FwDfKs6AVERTamsrWCvO9

  • ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/ZvbfLiLFbyE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XQyymvKKl2AqoyZeVFB1_

  • เอกนิติ ย้ำเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กำลังเป็นมะเร็งเรื้อรัง ชูกู้เงิน 2 แสนแก้วิกฤติขาดดุลฯ | เดลินิวส์

    เอกนิติ ย้ำเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ผู้ป่วย แต่กำลังเป็นมะเร็งเรื้อรัง ชูกู้เงิน 2 แสนแก้วิกฤติขาดดุลฯ | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งช่วงต้นเดือน เม.ย. 69 ไทยได้เผชิญกับวิกฤติราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอกให้เกิดวิกฤติน้ำมันขาดและแพง ต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤติปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤติเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก

    นอกจากนี้ ไทยยังประสบปัญหาด้านงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ซึ่งในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุด เพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ในขณะเดียวกัน จำเป็นต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งสำคัญมากในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง 

    “หลายคนอาจคิดว่าจำเป็นเร่งด่วนไหม ค่อยๆ ทำตามแผนงานที่วางไว้ได้ไหม งบประมาณก็มีจัดสรรตามหน่วยงานไว้แล้วในระยะยาว ทำไมต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ให้เป็นหนี้เพิ่มมาอีก 

    ผมอยากใช้โอกาสนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ  หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลย เราอาจจะเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติหนักขึ้น ดั่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ หลังจากไทยเจอวิกฤติราคาน้ำมันแพงในเดือน เม.ย-พ.ค. ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไทยเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นในจำนวนที่มาก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ และสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันในโลกผันผวนยังไม่จบง่ายๆ เราอาจจะต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤติขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนาสายส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสมาร์ทกริด และยังทำได้ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศเนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีมีจำกัด การลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ ซึ่งเงินกู้ 2 แสนล้านบาท อาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ก็ตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ จะเร่งพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุน โดยหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมทั้งการปลดล็อก กฎหมายทำให้การลงทุนง่ายขึ้น จะทำให้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง โดยตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีค่อยๆ กลับไปอยู่ใกล้ระดับประมาณ 30% เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่การลงทุนรอบใหม่นี้ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบเดิมเท่านั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเตรียมประเทศสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    สำหรับการลงทุนภาครัฐ นอกจากงบประมาณจะเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาแล้ว เรายังมีการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) และเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ เช่น กองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์  และที่สำคัญอย่างมาก คือการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ได้รับการเร่งรัดผ่านกลไกไทยแลนด์ ฟาสต์พาส ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 9 แสนล้านบาทในปีนี้  โดยการลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ไทยเข้าไปอยู่ในซัพพลาย เชน ของการผลิตสมัยใหมของโลกได้อย่างไร และสร้างงานและยกระดับคุณภาพให้แรงงานไทยได้เท่าไร  เหล่านี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6004842/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1elkgNy812hFvjHd3qQK-x

  • นายกฯ หารือ WEF แชร์มุมมองเศรษฐกิจ ย้ำดึงการลงทุนฝ่าโลกผันผวน | เดลินิวส์

    นายกฯ หารือ WEF แชร์มุมมองเศรษฐกิจ ย้ำดึงการลงทุนฝ่าโลกผันผวน | เดลินิวส์

    วันที่ 6 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายมารูน ไครูซ (Mr. Maroun Kairouz) กรรมการผู้จัดการ World Economic Forum (WEF) เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีที่ WEF มีบทบาทร่วมกับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมชื่นชมว่า WEF เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนมุมมองและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และทุกภาคส่วนของโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความไม่แน่นอนสูง เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายจากการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ

    ด้านนายมารูน ไครูซ กรรมการผู้จัดการ WEF แสดงความยินดีในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเข้ารับตำแหน่ง พร้อมชื่นชมประเทศไทยที่มีเสถียรภาพทางการเมืองและมีทิศทางการบริหารประเทศที่ชัดเจน ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้ ยังกล่าวชื่นชมแนวทางของรัฐบาลไทยในการบริหารเศรษฐกิจและรับมือกับความท้าทายของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมถือโอกาสเชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม WEF Annual Meeting 2027 ซึ่งจะจัดขึ้นในปีหน้า

    ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการพัฒนาในระยะต่อไป โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอน พร้อมชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศควบคู่กับการเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ยกระดับธรรมาภิบาล และผลักดันประเทศไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคตอันใกล้ เพื่อยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นายกรัฐมนตรียังย้ำว่า แม้การแข่งขันด้านการลงทุนในภูมิภาคจะทวีความเข้มข้น แต่ประเทศไทยมีจุดแข็งที่โดดเด่น คือ การเป็นฐานการผลิตอาหารที่สำคัญของโลก และเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก (Global Food Supply Chain) ซึ่งทำให้ไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร และสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานโลก

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีศักยภาพจากที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพร้อมก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การเชื่อมโยง การลงทุน นวัตกรรม และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค โดยรัฐบาลเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีที่จะรับฟังข้อเสนอแนะจาก WEF เกี่ยวกับรูปแบบการประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ประเทศไทยสามารถมีส่วนร่วมได้อย่างสร้างสรรค์ ประเทศไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของประชาคมโลก และยังมีบทบาทเชิงรุกในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านเวที WEF Annual Meeting 2027 เพื่อร่วมสร้างเศรษฐกิจโลกที่มีความยั่งยืน เข้มแข็ง และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

    ต่อมาในเวลา 16.30 น. วันเดียวกันนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทยว่า ในวันนี้ได้พบกับนายมารูน ไครูซ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ World Economic Forum (WEF) ซึ่งก็ให้ความมั่นใจ แล้วก็บอกว่าประเทศไทยมีอนาคตที่สดใส มีโอกาสที่จะดีมากที่จะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในภูมิภาคได้

    “การเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ตอนนี้ ถือว่าไทยก็ได้รับการสนับสนุนจากทุกประเทศ โดยการที่ได้พบกับตัวแทนจากประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิก OECD ทุกประเทศก็สนับสนุนให้ประเทศไทย”

    นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วันนี้ในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศมีสัญญาณเป็นบวกเพราะจีดีพีก็โต เงินลงทุนต่างชาติมาไทยก็เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นก็เสถียรขึ้น ตอนนี้ดัชนีขึ้นมาเกินกว่า 1,600 จุด ขณะที่การจัดอันดับขีดแข่งขันของประเทศก็ได้ลำดับที่สูงขึ้น

    “ตอนนี้เรื่องอะไรที่เป็นภาระ เป็นสิ่งที่ฉุดรั้งเรา ก็ต้องพยายามสลัดให้ออก กำจัดสิ่งชั่วร้ายต่างๆ แล้วต้องเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศไทยให้มากที่สุด”นายอนุทิน กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6004737/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cj4ZWk8OGKaJWBbeXXB5C

  • “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ | TOPNEWS

    “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 06/07/2026 22:53

    “ปานปรีย์” ผู้แทนพิเศษไทยเข้าพบ “รมว.ต่างประเทศอิหร่าน” หารือซื้อขายน้ำมัน ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 2 ประเทศ

    “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ – Top News รายงาน

    เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประจำประเทศไทย เผยภาพนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ผู้แทนพิเศษแห่งราชอาณาจักรไทย และซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ได้หารือร่วมกันเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2026 ในระหว่างการเยือนอิหร่านของนายปานปรีย์ เพื่อเข้าร่วมพิธีศพอย่างเป็นทางการของท่านอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

    ในการพบปะครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับพัฒนาการทางการทูตล่าสุดภายหลังช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง การบรรเทามาตรการคว่ำบาตร และความเป็นไปได้ในการซื้อขายน้ำมันให้กับประเทศไทย, ความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ, ความสำคัญของการรื้อฟื้นกลไกคณะกรรมาธิการร่วมไทย-อิหร่าน เพื่อผลักดันและกระชับความร่วมมือทวิภาคีให้มีความเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น รวมถึงการสำรวจความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เช่น สินค้าอาหาร รวมถึงข้าวและน้ำตาล, การท่องเที่ยว และสุขภาพ

    1275297

    02

    “ผู้แทนไทย” หารือ “รมต.อิหร่าน” คุยซื้อน้ำมัน ผลักดันร่วมมือเศรษฐกิจ 2 ประเทศ

    “รมว.วธ.” เปิดการแสดงโขนสงขลานครินทร์ “รามเกียรติ์ ชุดศึกกุมภกรรณ ตอน สุครีพถอนต้นรัง” เชิดชูพระมหากรุณาธิคุณ “สมเด็จพระพันปีหลวง” ผู้ทรงสืบสานโขนไทย พร้อมร่วมเฉลิมฉลอง 35 ปี ม.อ.สุราษฎร์ธานี

    แอดมินไขข้อข้องใจ “ศุภจี” หายไปไหน เพจกระทรวงพาณิชย์ มีคำตอบ

    ตร.จ่อเอาผิด “แม่-ยาย” ฐานปล่อยปละละเลย “เด็ก 11 ขวบ” ขับรถชนพระธุดงค์มรณภาพ

    เปิด 5 ชื่อบิ๊กสถ. “ปลัดมหาดไทย” ตั้งคกก.สอบวินัยร้ายแรง “ทุจริตสอบท้องถิ่นปี 68”

    “กปภ.” ผนึก “อจน.” ลงนาม MOU ยกระดับการบริหารองค์กรสู่การเสริมศักยภาพการจัดการน้ำของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1622530&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E5e6G6wl6CDV2lTJ01cwI