Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • แยกกระทรวงกีฬา ดัน Sport Economy โอกาสใหม่กีฬาไทย หรือแค่เปลี่ยนชื่อ

    แยกกระทรวงกีฬา ดัน Sport Economy โอกาสใหม่กีฬาไทย หรือแค่เปลี่ยนชื่อ

    ไทยจะได้ ‘Sport Economy’ จริงหรือไม่
    จับตาแนวคิดแยก ‘กระทรวงกีฬา’ เมื่อกีฬา “ไม่ใช่แค่เรื่องเหรียญรางวัล แต่คือเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ”

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (7 ก.ค. 2569) มีอีกหนึ่งวาระที่ถูกจับตามอง คือข้อเสนอปรับโครงสร้างส่วนราชการ โดยแยก ‘กระทรวงกีฬา’ ออกจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมแนวคิดโอนภารกิจด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม

    ข้อเสนอดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งให้เหตุผลว่าต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนากีฬาเยาวชน กีฬาอาชีพ วิทยาศาสตร์การกีฬา และผลักดัน ‘เศรษฐกิจกีฬา’ (Sport Economy) ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยจะมีกระทรวงกีฬาเพิ่มขึ้นหรือไม่ แต่คือ การปรับโครงสร้างครั้งนี้จะสามารถเปลี่ยน ‘กีฬา’ ให้เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ การจ้างงาน และการลงทุนได้จริงเพียงใด

    กีฬา…อุตสาหกรรมมูลค่า 75 ล้านล้านบาท

    ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า เศรษฐกิจกีฬาโลกมีมูลค่าประมาณ 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 75 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 2% ของ GDP โลก และคาดว่าจะเติบโตเป็น 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 จากการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) การแข่งขันกีฬาอาชีพ ธุรกิจสุขภาพ เทคโนโลยีการกีฬา และลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด

    ขณะเดียวกัน UNESCO ประเมินว่า การลงทุนด้านกีฬายังช่วยลดภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว ทำให้หลายประเทศมอง ‘กีฬา’ เป็นการลงทุนมากกว่าค่าใช้จ่าย

    งบกีฬาไทยยังต่ำ เมื่อเทียบศักยภาพ

    เมื่อเปรียบเทียบกับแนวโน้มของโลก งบประมาณด้านกีฬาของไทยยังอยู่ในระดับค่อนข้างจำกัด ปีงบประมาณ 2569 ประเทศไทยมีงบประมาณรายจ่ายประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท ขณะที่งบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพียง 0.16% ของงบประมาณทั้งหมด

    ยิ่งไปกว่านั้น งบดังกล่าวยังต้องใช้กับภารกิจด้านการท่องเที่ยว ทำให้เม็ดเงินที่ลงสู่การพัฒนากีฬาโดยตรงมีสัดส่วนไม่มากนัก สะท้อนข้อจำกัดด้านการลงทุน หากรัฐบาลต้องการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางกีฬาและ Sport Economy ของภูมิภาค

    ตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า ‘กีฬา’ สร้างเม็ดเงินได้จริง

    แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีนโยบาย Sport Economy ที่เป็นระบบ แต่มีหลายตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านกีฬาสามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง

    การแข่งขัน MotoGP ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเริ่มจัดตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนสะสมเกือบ 25,000 ล้านบาท มีผู้เข้าร่วมงานเฉลี่ยมากกว่า 200,000 คนต่อปี ส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การค้าปลีก และผู้ประกอบการในพื้นที่

    ขณะที่งานวิจัยเกี่ยวกับ Bangsaen21 Half Marathon พบว่า การแข่งขันวิ่งระดับนานาชาติช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้ธุรกิจบริการ และสร้างภาพลักษณ์เมืองกีฬาได้อย่างต่อเนื่อง

    หากประเทศไทยสามารถดึงการแข่งขันระดับโลกเพิ่มเติม หรือพัฒนา “อีเวนต์กีฬาประจำจังหวัด” ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ก็อาจกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก

    หลายประเทศใช้กีฬาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    หลายประเทศได้ยกระดับกีฬาให้เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน เช่น

    สหราชอาณาจักร สร้างมูลค่าจากพรีเมียร์ลีกและมหกรรมกีฬาระดับโลก

    ญี่ปุ่น ใช้กีฬาเชื่อมโยงการพัฒนาเมืองและระบบคมนาคม

    ออสเตรเลีย ลงทุนด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและนวัตกรรม

    ส่วน ซาอุดีอาระเบีย ใช้การแข่งขัน Formula 1 ฟุตบอล กอล์ฟ และ eSports เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Vision 2030 เพื่อดึงการลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    จุดร่วมของประเทศเหล่านี้ คือการมองกีฬาเป็น ‘อุตสาหกรรม’ ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การลงทุน การจ้างงาน นวัตกรรม และการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ มากกว่าจะเป็นเพียงภารกิจด้านการแข่งขัน

    คนไทยจะได้อะไร หาก Sport Economy เกิดขึ้นจริง

    หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจกีฬาได้อย่างเป็นระบบ ผลประโยชน์จะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะนักกีฬา แต่จะขยายไปสู่ผู้ประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจอีเวนต์ ผู้ผลิตอุปกรณ์กีฬา ธุรกิจสุขภาพ วิทยาศาสตร์การกีฬา และแรงงานในภาคบริการจำนวนมาก

    การส่งเสริมให้ประชาชนออกกำลังกายมากขึ้นยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข เพิ่มคุณภาพชีวิต และยกระดับผลิตภาพแรงงาน ซึ่งเป็นผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่หลายประเทศใช้เป็นเหตุผลในการลงทุนด้านกีฬา

    บททดสอบหลังตั้งกระทรวง

    แม้ข้อเสนอแยกกระทรวงกีฬาจะได้รับความสนใจ แต่หลายฝ่ายมองว่า ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตั้งหน่วยงานใหม่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ทั้งเป้าหมายการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การดึงการแข่งขันระดับนานาชาติ การพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬา และการสร้างบุคลากรรองรับการเติบโตในอนาคต

    ท้ายที่สุด คำถามที่สังคมควรติดตามอาจไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจะมีกระทรวงกีฬาเพิ่มขึ้นหรือไม่” แต่คือ “ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนกีฬาให้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจแห่งอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sport-economy-thailand-new-sports-ministry&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cSBWYmYKfP4k-qi2RYQ8v

  • อสังหาฯประคองสภาพคล่อง หวั่นวิกฤติใหม่

    อสังหาฯประคองสภาพคล่อง หวั่นวิกฤติใหม่

    ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ชี้ผู้ประกอบการทั่วประเทศชะลอการลงทุนโครงการใหม่ในไตรมาสแรกอย่างชัดเจน สะท้อนผ่านจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดินเหลือ 5,783 หน่วย ลดลง 45.7% ขณะที่จำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างลดลง 50.2% เหลือ 27,870 หน่วย เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

       อสังหาฯเหยียบเบรกลงทุน ฉุดซัปพลายใหม่วูบ ตัดใจ “ขายที่ดิน-โครงการผ่าน EIA” แลกเงินสด เสนาฯชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน หวั่นวิกฤติใหม่ “Self-Rejection” ลูกค้าปฏิเสธตัวเอง -ไม่ซื้อบ้าน “แสนสิริ” มองครึ่งปีหลัง “ทรงตัว” เทียบเสมือน “กบต้ม” ผู้ประกอบการเน้นรักษาสภาพคล่องเพื่อความอยู่รอด

       ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทั่วประเทศ เลือก “แตะเบรก” การลงทุนใหม่ชัดเจน สังเกตได้จากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน เหลือเพียง 5,783 หน่วย ลดลง 45.7% จากช่วงเดียวกัน ปีก่อน ขณะที่จำนวนหน่วยที่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างลดลงถึง 50.2% เหลือ 27,870 หน่วย

       โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมได้รับผลกระทบ หนักที่สุด จำนวนหน่วยที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง ลดลงถึง 71.3% สะท้อนว่าผู้ประกอบการจำนวนมาก เลือก “ชะลอ” การเปิดโครงการแนวสูง หันไป “บริหารสต๊อก” แทนลงทุนใหม่ แม้ตัวเลข REIC จะสะท้อนการหดตัวของฝั่งซัปพลายอย่างชัดเจน แต่ฝั่งดีมานด์ยังไม่ถึงกับหยุดนิ่ง โดยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศยังเติบโต 11.2% และสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 11.1%

       การเติบโตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในตลาดระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่ม “เรียลดีมานด์” ที่ยังคงเผชิญปัญหาปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ขณะที่ตลาดระดับบนตั้งแต่ 7.51 ล้านบาท ขึ้นไป ส่งสัญญาณ “ชะลอตัว” จำนวนหน่วยโอน ลดลง 14.9% มูลค่าการโอนลดลง 16.4% ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือก “ชะลอ” ลงทุนเช่นกัน

       นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก จากกำลังซื้อที่เปราะบาง ต้นทุนทางการเงินสูง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจต่อเนื่องมานาน ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569-2570 ยังไม่กลับมาคึกคัก หรือ อยู่ในจุดที่ผู้ประกอบการทุกรายมีผลประกอบการที่ดี

       “คอนโดเปิดขายใหม่ปีนี้ ราว 17,000-20,000 ยูนิต แต่ต้องดูทิศทางตลาดครึ่งปีหลัง ถ้าปัจจัยลบโดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางหากไม่ดีขึ้นอาจมีผลต่อ ความเชื่อมั่นในระยะยาวลดลง คนไทยอาจเลือกใช้เงินลดลง ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องลดเปิดขายโครงการใหม่ จำนวนคอนโดที่เปิดขายใหม่อาจอยู่ที่ 17,000 ยูนิต บ้านราคามากกว่า 30 ล้านบาท ต่อยูนิตขึ้นไป อาจเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อ และขายได้เรื่อยๆ ขณะที่บ้านหรือคอนโดราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาทอาจเจอปัญหาการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยมาก จนส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของผู้ประกอบการบางรายได้”

       ขายที่-โครงการผ่าน EIA กำเงินสด

       นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ในภาวะปกติ โครงการที่ผ่าน EIA (Environmental Impact Assessment) หรือ รายงานการประเมิน ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง เพราะผู้ประกอบการลงทุนทั้งเวลาและเงินทุนจำนวนมากกว่าจะพัฒนาโครงการมาถึงจุดนี้ หลายบริษัทเลือกนำสินทรัพย์ประเภทนี้ออกมาขาย ซึ่งเป็นเรื่องการบริหารจัดการพอร์ตเพื่อสร้างสภาพคล่องให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ มากกว่าการขาดศักยภาพ

       ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งบริษัทจดทะเบียนและนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ทยอยปรับโครงสร้างการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการขายที่ดิน ขายโครงการ หรือหาพันธมิตรร่วมทุน (Joint Venture) เพื่อแบ่งเบาภาระเงินลงทุน หลายบริษัทมีการปรับพอร์ตทั้งในส่วนของโครงการคอนโด โรงแรม และสินทรัพย์อื่น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนว่า “เงินสด” กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากกว่าการถือครองสินทรัพย์ใน ช่วงเวลานี้

       เบรกลงทุนใบอนุญาตก่อสร้างวูบ50%

       นอกจากนี้ “จำนวนใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน” และ “ใบอนุญาตก่อสร้าง” ที่ลดลงราว 50% ผู้ประกอบการจำนวนมากชะลอการเปิดโครงการใหม่ เพราะไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยง ในตลาดที่กำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้ประกอบการเลือก รอจังหวะมากกว่า เร่งลงทุนการควบคุมอุปทานจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดและช่วยรักษาสมดุลของกระแสเงินสด

       เศรษฐกิจผันผวนแผนธุรกิจต้องยืดหยุ่น

       ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ประเมินว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ “Losing Ground” หรือการสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน หลังเศรษฐกิจเติบโต ในอัตราต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเร่งพัฒนาและดึงดูดการลงทุนอย่างรวดเร็ว โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ วางยุทธศาสตร์ประเทศให้ชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนรอบใหม่ที่ยั่งยืน

       โลกธุรกิจปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงไม่ได้มาจากเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ภายใต้ บริบทดังกล่าว ความสามารถในการปรับตัวจึงเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จขององค์กร มากกว่าการวางแผนระยะยาวแบบเดิม ผู้ประกอบการที่บริหารธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนได้ดีที่สุด จะเป็นผู้ที่ยังยืนอยู่ในตลาด

       วิกฤติใหม่ “Self-Rejection”

       ผศ.ดร.เกษรา กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวล ยิ่งกว่าปัญหาการถูกธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ คือปรากฏการณ์ “Self-Rejection” หรือการ ที่ผู้บริโภคเลือกไม่ซื้อบ้าน แม้มีศักยภาพในการกู้ เนื่องจากไม่มั่นใจต่อรายได้และเศรษฐกิจในอนาคต

       “วิกฤติรอบนี้ซับซ้อนกว่าช่วงโควิด-19 เพราะในเวลานั้นทุกฝ่ายรู้ต้นเหตุและเห็นทางออกผ่านวัคซีน แต่ปัจจุบันปัจจัยลบเกิดขึ้นหลายด้านพร้อมกัน จนยากจะระบุว่าปัจจัยใดเป็นตัวฉุดกำลังซื้อที่แท้จริง ผลลัพธ์คือตลาดที่อยู่อาศัยเข้าสู่ภาวะชะลอตัวจากความระมัดระวังของผู้บริโภค มากกว่าปัญหาด้านสินเชื่อเพียงอย่างเดียว”

       การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคกำลังบังคับให้ผู้ประกอบการต้องคิดโมเดลธุรกิจใหม่ “เสนา” เลือกพัฒนาแนวคิด “Rent-to-Own” หรือเช่าก่อนซื้อ เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมก่อหนี้ระยะยาวเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ ซึ่ง เทรนด์ Generation Rent หรือการเลือกเช่ามากกว่าซื้อเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ประกอบกับโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนประชากรลดลง ทำให้ตลาดอสังหาฯ อาจไม่กลับไปเติบโตร้อนแรงเช่นเมื่อ 7-8 ปีก่อนได้อีก

       “กบต้ม” วิกฤติที่กดดันเศรษฐกิจ

       นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดอสังหาฯ ครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มไม่แตกต่างจากช่วงครึ่งปีแรก แม้ ภาคส่งออกและการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่ยังไม่มากพอจะชดเชยผลกระทบจากเศรษฐกิจที่โตต่ำ ซึ่งรัฐบาลประเมินว่า GDP ปีนี้อาจขยายตัวไม่ถึง 2%

       ขณะที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ยังคงสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนก่อสร้าง ค่าขนส่ง และต้นทุนดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องเดินเกมอย่างระมัดระวังมากขึ้น แสนสิริ จึงให้น้ำหนักกับการบริหารกระแสเงินสด การควบคุมต้นทุน การบริหารสต๊อก และการเปิดโครงการใหม่เฉพาะทำเลที่มีอุปสงค์แท้จริงมากกว่าการเร่งขยายธุรกิจ

       นายอุทัย เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันว่าไม่ใช่วิกฤติที่เกิดขึ้นฉับพลัน แต่เป็นเสมือน “กบในน้ำเดือด” (Boiled Frog) ที่แรงกดดันจากเศรษฐกิจเติบโตต่ำสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี จนกำลังซื้อของประชาชนอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ผลที่ตามมา ทำให้ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนและสภาพคล่องต่อไปได้ ต้องทยอยถอนตัวออกจากตลาด ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ซึ่งมีฐานะ การเงินแข็งแกร่งมีโอกาสรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้

       นโยบายต้นทุนต่ำ แต่ผลคูณทางเศรษฐกิจสูง

       นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% จนถึงวันที่ 30 มิ.ย.2570 เชื่อว่าสร้างผลตอบแทนทาง เศรษฐกิจได้สูง เนื่องจากช่วยลดต้นทุน การซื้อบ้านโดยตรง และกระตุ้นการตัดสินใจ ของผู้ซื้อที่ชะลอการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ ก่อนหน้านี้

       จากก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ผ่อนคลายมาตรการควบคุมสินเชื่อ Loan to Value (LTV) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึง สินเชื่อได้ง่ายขึ้นจากเดิมหมดอายุวันที่ 30 มิ.ย.2569 ขยายเป็นวันที่ 30 มิ.ย. 2570 เมื่อรวมกับ การลดค่าโอนและค่าจดจำนอง จึงทำให้ต้นทุนการซื้อบ้านลดลงทั้งในมิติของ “การกู้” และ “ค่าใช้จ่ายวันโอน”

       ทั้งนี้ ธุรกิจอสังหาฯ คิดเป็น 7-8% ของ GDP ไทย มี Multiplier Effect หรือผลคูณทางเศรษฐกิจในระดับสูง ทุกการซื้อขายบ้านหนึ่งหลัง จะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปยังธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีกนับร้อยประเภท ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง เหล็ก ปูนซีเมนต์ สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า โลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจออกแบบและตกแต่งภายใน ดังนั้นการกระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัย คือการกระตุ้นห่วงโซ่เศรษฐกิจทั้งระบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470911&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3khaH52tVuMQ0p-rLHlpZV

  • บาทเปิด 33.30 แข็งค่าเล็กน้อย จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐชี้ทิศทางเฟด

    บาทเปิด 33.30 แข็งค่าเล็กน้อย จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐชี้ทิศทางเฟด


    ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าเล็กน้อย หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าจากการลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐและสถานการณ์ตะวันออกกลาง 

     นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 33.27-33.36 บาทต่อดอลลาร์ในลักษณะ Sideways Down

    เงินบาทได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังนักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินสหรัฐกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้ความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ลดลง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำที่รีบาวด์กลับขึ้นเหนือ 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาท

    ด้านตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนี S&P 500 ปรับเพิ่ม 0.72% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.12% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบจากแรงขายหุ้นกลุ่ม Defensive แม้หุ้นกลุ่มการเงินและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังปรับตัวได้ดี

    สำหรับตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวในกรอบ 4.45-4.50% สะท้อนว่าตลาดยังรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญเพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของ FED โดยยังคงแนะนำทยอยลงทุนในพันธบัตรระยะยาวเมื่อบอนด์ยีลด์ปรับขึ้นเหนือ 4.50%

    ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนจะติดตามถ้อยแถลงและรายงานการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) รวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ADP, ประมาณการ GDPNow ของ Atlanta FED และผลสำรวจคาดการณ์เงินเฟ้อของ NY FED ตลอดจนพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลก

    ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 33.20-33.45 บาทต่อดอลลาร์ แม้ภาพรวมระยะกลางยังคงให้น้ำหนักว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าหรือแกว่งตัว จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ที่ทำให้ตลาดปรับลดมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของ FED อย่างชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/44422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqRpGiDnloi15_krjDJvV

  • พิษเศรษฐกิจ ผู้ค้าย่าน “ประตูน้ำ-โบ๊เบ๊” ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจ ผู้ค้าย่าน “ประตูน้ำ-โบ๊เบ๊” ทยอยปิดกิจการ

    บรรยากาศร้านขายเสื้อผ้าย่านประตูน้ำหลายร้านปิดกิจการ บางร้านติดป้ายประกาศให้เช่าพื้นที่ ผู้ประกอบการย่านประตูน้ำ หลายรายสะท้อนว่า การปิดตัวของร้านเสื้อผ้ามาจากหลายสาเหตุทั้งภาวะเศรษฐกิจ กำลังซื้อลดลง ค่าเช่าที่มีราคาสูง และเทรนด์การซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยหันไปซื้อผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ทำให้ต้องปรับตัวเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    ริต้า ชัยยง พนักงานขายเสื้อผ้าในย่านประตูน้ำ ระบุว่า ขณะนี้บรรยากาศการค้าขายซบเซาลงอย่างมาก โดยเฉพาะร้านค้าที่อยู่ในซอยลึก ร้านค้าหายไปมากกว่า 50% เพราะลูกค้าเข้าไปไม่ถึง ส่วนร้านค้าที่อยู่ด้านหน้า ค่าเช่าสูงหลักแสนต่อเดือน หลายร้านทยอยปิดไปอยู่ในพื้นที่ที่ค่าเช่าราคาถูกกว่า โดยค่าเช่าย่านประตูน้ำ หากเป็นพื้นที่นอกห้าง ราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่ 40,000-150,000 บาทต่อเดือนขึ้นอยู่กับทำเล

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    เมื่อสำรวจตามห้างค้าปลีกค้าส่งบางแห่งพบว่า บรรยากาศไม่ต่างกัน คนซื้อและนักท่องเที่ยวบางตา ไม่คึกคักเหมือนเมื่อก่อน ผู้ประกอบการบางรายให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันยอดขายเสื้อผ้าลดไปถึง 35- 40% แต่ค่าเช่าปรับขึ้นทุกปีเฉลี่ย 20% ต่อปี โดยหากทำเลดีติดบันไดเลื่อนค่าเช่าจะอยู่ที่ 200,000 – 300,000 บาทต่อเดือน ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไทยเป็นเจ้าของร้านแต่เป็นต่างชาติที่เข้ามาเช่ากิจการ เพื่อเปิดร้านจำหน่ายสินค้า โดยใช้ชื่อคนไทยเป็นเจ้าของ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    ขณะที่ตลาดโบ๊เบ๊ แหล่งค้าส่งค้าปลีกเสื้อผ้า บรรยากาศเงียบเหงาอย่างมาก ผู้ค้ารายย่อยที่มาซื้อของที่ตลาดแห่งนี้บอกว่า คนเดินน้อยมาก ลูกค้าหายไปถึง 95% หลังจากที่ตลาดออนไลน์เข้ามามีบทบาท ส่งผลให้เจ้าของร้านประกาศเซ้งกิจการ หรือให้เช่าพื้นที่ต่อจำนวนมาก

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    ขณะที่ บรรจบ เพียรพาณิชย์พร ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายถุงเท้า ย่านตลาดโบ๊เบ๊ ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาเนื่องจากสินค้าจีนเข้ามาตีตลาด และเทรนด์การขายออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น กระทบต่อการขายหน้าร้าน ทำให้เจ้าของพื้นที่ลดค่าเช่าให้ผู้ประกอบการจากเดิม 40,000 บาท เหลือ 8,000 บาทต่อเดือน แต่ยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้ค้ากลับมาเปิดร้านค้าจำหน่ายสินค้าได้

    บรรจบ เพียรพาณิชย์พร ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายถุงเท้า ย่านตลาดโบ๊เบ๊

    บรรจบ เพียรพาณิชย์พร ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายถุงเท้า ย่านตลาดโบ๊เบ๊

    ขณะที่มุมมองจาก ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ ประเมินว่า ธุรกิจเสื้อผ้าออนไลน์แม้จะเป็นทางเลือกของผู้ประกอบการในการปรับตัว แต่หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดีก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้ทุนจมไปกับสินค้าค้างสต็อก เพราะการตลาดที่เข้าไม่ถึงกลุ่มลูกค้า

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการเสื้อผ้าออนไลน์ควรระวัง คือ การขายสินค้าเหมือนกันกับเจ้าอื่น, แข่งขันกันตัดราคาและเน้นเชิงปริมาณ, เข้าไม่ถึงแหล่งผลิตต้นทาง และไม่ทำการตลาด ดังนั้นผู้ประกอบการ ต้องหาข้อมูลและปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงจะสามารถอยู่รอดในธุรกิจได้

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    พิษเศรษฐกิจกระทบผู้ค้าประตูน้ำ-โบ๊เบ๊ ทยอยปิดกิจการ

    อ่านข่าว :

    เริ่ม 24 เม.ย.69 ปิดสะพานข้ามแยกประตูน้ำ 24 ชม. ถึง ก.พ. 70 สร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม

    “วิทยากร มณีเนตร” กับโจทย์ใหญ่คุมค่าครองชีพ ฝ่าวิกฤตราคาสินค้า

    FTA ไทย-EU เร่งเครื่อง “พาณิชย์” ปิดเจรจาเพิ่ม 8 ประเด็น จ่อเข้าสู่โค้งสุดท้าย

    เงินเฟ้อ มิ.ย.พุ่ง 2.42% เผยอาหารตามสั่ง 7 เมนู ราคาขยับ 5-10 บาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/507949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T78eOqkVa-wO8vTH9ecAu

  • ราคาทองวันนี้ 06/07/69 ประกาศครั้งที่ 10 ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 66,350 บาท

    ราคาทองวันนี้ 06/07/69 ประกาศครั้งที่ 10 ปรับลง 50 บาท รูปพรรณขายออก 66,350 บาท

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MnH2aaWh4-ffzjjiaCqS9

  • คนไทยกังวลค่าครองชีพ ถือเงินสดรอดูเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    คนไทยกังวลค่าครองชีพ ถือเงินสดรอดูเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    LINE TODAY POLL เปิดผลสำรวจเสียงคนไทยครึ่งปีแรก 2569 พบ “ค่าครองชีพ-ปากท้อง” ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้

    คนไทยกังวลค่าครองชีพ ถือเงินสดรอดูเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    LINE TODAY เปิดเผยผลสำรวจ LINE TODAY POLL จากเสียงสะท้อนของผู้ใช้งานออนไลน์กว่า 12,000 โหวต ระหว่างวันที่ 15-28 มิถุนายน 2569 สะท้อนภาพสังคมไทยในช่วงครึ่งปีแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง และค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง

    ปากท้องยังเป็นโจทย์ใหญ่รัฐบาล

    ผลสำรวจพบว่า สิ่งที่คนไทยต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุดภายในปี 2569 คือ การควบคุมค่าใช้จ่ายพื้นฐาน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมัน สะท้อนแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่ยังเป็นปัญหาหลักของครัวเรือนไทย

    ประเด็นที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่

    • ควบคุมค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เช่น ค่าไฟฟ้าและราคาน้ำมัน 38.5%
    • ปรับโครงสร้างค่าจ้างและเงินเดือนให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ 21.31%
    • แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบ 13.55%

    เศรษฐกิจไม่แน่นอน ดันคนไทยถือเงินสด

    ภาวะเศรษฐกิจที่ยังผันผวน ทำให้คนไทยระมัดระวังการใช้เงินและการลงทุนมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เลือกถือเงินสดเพื่อรอดูสถานการณ์ มากกว่าการเร่งลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

    คนไทยกังวลค่าครองชีพ ถือเงินสดรอดูเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

    แนวทางการจัดพอร์ตลงทุนของคนไทยในช่วงครึ่งปีแรก ได้แก่

    • ถือเงินสด รอดูความชัดเจนของสถานการณ์ 40.6%
    • โยกเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ 18.81%
    • พักเงินไว้ในตราสารหนี้หรือพันธบัตรรัฐบาล 16.73%

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า “ความมั่นคงทางการเงิน” กลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าการแสวงหาผลตอบแทนในช่วงที่เศรษฐกิจ การเมือง และค่าครองชีพยังมีความไม่แน่นอนสูง

    น้ำมันแพง ฉุดแผนเที่ยวต่างประเทศ

    แรงกดดันจากราคาน้ำมันและต้นทุนการใช้ชีวิต ยังส่งผลต่อพฤติกรรมการเดินทางของคนไทย โดยเฉพาะแผนท่องเที่ยวต่างประเทศที่เริ่มถูกชะลอหรือทบทวนใหม่

    พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทย ได้แก่

    • งดแผนท่องเที่ยวต่างประเทศเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย 26.59%
    • ยังเดินทางตามแผนเดิม 23.25%
    • ยังไม่มีแผนเดินทางที่ชัดเจน 23.08%

    อุบัติเหตุซ้ำซาก คนไทยเรียกร้องความปลอดภัย

    นอกจากปัญหาเศรษฐกิจ ประเด็นความปลอดภัยยังเป็นอีกเรื่องที่สังคมให้ความสำคัญ หลังเกิดอุบัติเหตุรุนแรงหลายครั้งในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งเหตุโครงสร้างก่อสร้างถล่มและอุบัติเหตุบนระบบขนส่ง

    แนวทางที่คนไทยเห็นว่าควรเร่งดำเนินการ ได้แก่

    • สร้างจิตสำนึกการใช้ถนนอย่างปลอดภัย 24.53%
    • ออกกฎหมายจราจรให้เข้มงวดมากขึ้น 19.76%
    • ปรับปรุงสภาพถนน แสงสว่าง และป้ายจราจร 13.21%

    ซอฟต์พาวเวอร์ยังเป็นพื้นที่ความหวัง

    แม้เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดัน แต่คนไทยยังมองว่าวัฒนธรรมและความบันเทิงเป็นพื้นที่สร้างความสุข และสามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจได้

    เทศกาลที่คนไทยอยากเห็นผลักดันเป็นซอฟต์พาวเวอร์ในครึ่งปีหลัง ได้แก่

    • เทศกาลลอยกระทง 55.79%
    • เทศกาลผลไม้ภาคตะวันออก 16.16%
    • ประเพณีผีตาโขน 10.53%

    ส่วนกระแสเพลงและ T-POP ยังได้รับความสนใจต่อเนื่อง โดยเพลงไวรัลครึ่งปีแรกที่โดนใจคนไทยมากที่สุด ได้แก่

    • “อู้บ่จ้าง” บี้ สุกฤษฎิ์ 26.98%
    • “ฮ็อบ” PROXIE 20.21%
    • “ฮัลโหลโหม๋” อูโน่ หลาวทอง 8.7%

    หมวดเพลง T-POP ยอดนิยม ได้แก่

    • “Jelly Heart” น้องหมีเนย Butterbear 46.07%
    • “NEW SEASON (ฤดูใหม่)” NuNew 30.14%
    • “WHY” SVRN หรือ ปอร์เช่-ศิวกร 4.8%

    สุขภาพมาแรง คนไทยเชียร์ “เดินเร็ว”

    ด้านเทรนด์สุขภาพ ผลสำรวจพบว่า คนไทยให้ความสนใจกิจกรรมที่ทำได้ง่าย เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน และสะท้อนแนวโน้มการดูแลสุขภาพระยะยาวมากขึ้น

    กิจกรรมสุขภาพที่คนไทยอยากให้กลายเป็นไวรัลในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่

    • เดินเร็ว 27.20%
    • เต้นลีลาศ 23.41%
    • โยคะกลางแจ้ง 12.93%

    ผลสำรวจ LINE TODAY POLL ครั้งนี้ สะท้อนภาพคนไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนหลายด้าน โดยเฉพาะค่าครองชีพ ภาระหนี้ และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ผู้คนยังคงมองหาความหวังผ่านวัฒนธรรม ความบันเทิง สุขภาพ และการใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ครึ่งปีหลังที่โจทย์เศรษฐกิจยังเป็นภารกิจหลักของรัฐบาลและสังคมไท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/663238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_JoTGctTBLGgCF72uCUlX

  • กรมลดโลกร้อน ลุยยกระดับสินค้าชุมชน ดึงนวัตกรรมสีเขียว พลิกท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำ

    กรมลดโลกร้อน ลุยยกระดับสินค้าชุมชน ดึงนวัตกรรมสีเขียว พลิกท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำ

    กรมลดโลกร้อน เดินหน้ายกระดับสินค้าชุมชนรักษ์โลก ดึงนวัตกรรมสีเขียว-Storytelling พลิกฐานทรัพยากรท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจชุมชนคาร์บอนต่ำ

    เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (ส.ส.) กระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงาน “ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนาสินค้าและบริการของเครือข่าย ทสม. และภาคีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” หรือ “Green Fair สินค้าชุมชนรักษ์โลก” ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับศักยภาพเครือข่ายภาคประชาชนในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน ควบคู่กับการปรับตัวและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประธานในพิธีเปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นประเด็นท้าทายระดับโลก กรมฯ ให้ความสำคัญกับการเสริมสมรรถนะให้กับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะระดับพื้นที่ซึ่งเป็นฐานการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน การทำงานในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่ส่งเสริมการปรับตัวเพื่ออยู่รอดในสถานการณ์และกติกาใหม่ของโลกเท่านั้น แต่ต้องมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กับการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ผ่านการสร้าง “นวัตกรรมสีเขียว” และการสร้างเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ (Storytelling) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    “เราต้องยกระดับการทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน จากเดิมที่เน้นการอนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือเฝ้าระวัง มาสู่การเข้าถึงคุณค่าและใช้ประโยชน์จากฐานทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนกลยุทธ์ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ จากการเน้นปริมาณมาเป็นการเน้นคุณภาพและรายได้ (Value over volume) เช่น การเชื่อมโยงสินค้าและบริการเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยวสีเขียว (Sustainable Tourism) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน บนกลไกความร่วมมือที่ออกแบบร่วมกันทุกภาคส่วน” ดร.พิรุณ กล่าว

    นอกจากนี้ ดร.พิรุณ ยังได้ระบุถึงแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในอนาคตเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำและสอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG ไว้ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับมาตรฐานสู่สากล: โดยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อรับรองความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าชุมชน การออกแบบและบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย: พัฒนาดีไซน์ให้มีความพรีเมียม ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายยุคใหม่ การใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม: ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ AI ช่วยออกแบบ และการชูจุดเด่นผ่าน Storytelling การกระจายรายได้และเพิ่มช่องทางการขาย: ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 150 คน ประกอบด้วย เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) จาก 50 เขตในกรุงเทพมหานคร เครือข่ายศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน เครือข่ายชุมชนคาร์บอนต่ำ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง

    ภายในงานมีการรวมรวบสินค้าของเครือข่าย ทสม. จาก 77 จังหวัด จัดทำเป็น Catalog เพื่อการสื่อสารและคัดเลือกผลงานเด่นมาจัดแสดงนิทรรศการจำนวน 15 บูธ พร้อมทั้งมีการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ “การส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการของเครือข่ายภาคประชาชนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ” และ “การพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับสู่ชุมชน BCG คาร์บอนต่ำ” โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วน ควบคู่ไปกับกิจกรรม Workshop ด้านการสร้าง Content Creation, การออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging Design) และการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เพื่อให้เครือข่ายอาสาสมัครสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5794696&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h6JL5vSEmF1rPGl3q_FPB

  • “กรมศุลกากร” ครบรอบ 152 ปีก้าวสู่มิติใหม่ “NEXT DRIVE CUSTOMS” ยกระดับองค์กรให้ทันสมัยโปร่งใสเข้าถึงง่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

    “กรมศุลกากร” ครบรอบ 152 ปีก้าวสู่มิติใหม่ “NEXT DRIVE CUSTOMS” ยกระดับองค์กรให้ทันสมัยโปร่งใสเข้าถึงง่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

    วันนี้ (6 ก.ค.69) กรมศุลกากรจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมศุลกากรครบรอบ 152 ปีเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของกรมศุลกากรภายใต้แนวความคิด “NEXT DRIVE CUSTOMS” พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ก้าวสู่มิติใหม่ขององค์กรที่พร้อมขับเคลื่อนไปสู่ศุลกากรแห่งอนาคตที่ทันสมัย โปร่งใส เข้าถึงง่ายและพร้อมปรับเปลี่ยนบทบาทให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 152 ปีกรมศุลกากรได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองต่อบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยในปีนี้กรมศุลกากรได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการคลังอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องภายใต้นโยบาย “10พลัส”และ”ENGINE เสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” อันเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับองค์กรครั้งสำคัญภายใต้แนวคิด NEXT DRIVE CUSTOMS ที่มุ่งปรับภาพลักษณ์และบทบาทของกรมศุลกากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการยกระดับมาตรฐานดำเนินการให้ทันสมัย โปร่งใส รวมถึงสามารถตอบสนองความต้องการและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน โดยการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการต่อยอดบทบาทของกรมศุลกากรจากการเป็นหน่วยงานด้านพิธีการศุลกากร การป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าและส่งออกสินค้าผิดกฎหมายตามแนวชายแดนและมุ่งเน้นการจัดเก็บอากรศุลกากรไปสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศใน 3 มิติสำคัญได้แก่ TRADE ENABLER การใช้มาตรการทางศุลกากรเพื่อกระตุ้นให้เกิดการค้า SOCIAL PROTECTOR :การคุ้มครองสังคมและความมั่นคงของประเทศและ REVENUE COLLECTOR :การจัดเก็บรายได้ทุกประเภทของรัฐให้มีประสิทธิภาพโปร่งใสและเป็นธรรมซึ่งมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนบทบาทของกรมศุลกากรให้เป็นกลไกซ้ำกันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนผ่านการพัฒนากระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดจนการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน

    กรมศุลกากรได้ดำเนินงานภายใต้แนวคิดข้างต้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มต้นปีงบประมาณ 2569 โดยช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 -มิถุนายน 2569)ภายใต้บทบาท REVENUE COLLECTOR กรมศุลกากรสามารถจัดเก็บรายได้รวม 476,106 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยคิดเป็นอากรศุลกากร 85,766 ล้านบาทและการจัดเก็บรายได้แทนกรมสรรพากร 308,016 ล้านบาทกรมสรรพสามิต 43,725 ล้านบาท ซึ่งรายได้ที่จัดเก็บได้ดังกล่าวจะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆต่อไป

    นอกจากนี้ภายใต้บทบาท SOCIAL PROTECTOR กรมศุลกากรได้ดำเนินมาตรการปราบปรามการกระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากรและกฎหมายอื่นอย่างเข้มข้นและต่อเนื่องโดยสามารถตรวจยึดของผิดกฎหมายรวมถึงการตรวจสอบความผิดกรณีหลีกเลี่ยงภาษีอากรได้รวมถึง 43,796 คดี ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 20 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าคิดเป็นร้อยละ 26.5 โดยผลการจับกุมที่สำคัญคือสามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษอาทิไอซ์เฮโรอีนยาบ้าเคตามีนโคเคนได้รวมถึง 214 คดีคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 691 ล้านบาทปริมาณรวมกว่า 917 กิโลกรัม

    อีกทั้งสามารถตรวจยึดบุหรี่ผิดกฎหมายรวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบร่วมกันถึง 2537 คดีมูลค่ารวมกว่า 370 ล้านบาทปริมาณรวมกว่า 65 ล้านชิ้นซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของกรมศุลกากรที่ทำหน้าที่ปกป้องสังคมและความมั่นคงของประเทศที่นอกเหนือไปจากการจัดเก็บรายได้ นอกจากนี้ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรสามารถตรวจยึดสินค้ากัญชาได้ถึง 3,309 คดี ปริมาณรวม 37,210 กิโลกรัมมูลค่ารวมกว่า 474 ล้านบาทสะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของกรมศุลกากรในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกันกำกับดูแลสินค้านำเข้าหากยังครอบคลุมการเฝ้าระวังและสกัดกั้นการลักลอบส่งสินค้าผิดกฎหมายเพื่อคุ้มครองภาพลักษณ์ของประเทศและรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีการค้าระหว่างประเทศอีกด้วย

    นอกเหนือจากบทบาทดังกล่าวภายใต้บทบาท TRADE ENABLER กรมศุลกากรได้ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูประบบศุลกากรตลอด 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 โดยทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภาคธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านการประชุมหารือและเวทีรับฟังความคิดเห็นภายใต้แนวคิด “รับฟัง เพื่อพัฒนาและร่วมสร้างอนาคต” เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงกฎหมายระเบียบพิธีการและกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับบริบทการค้าโลกและความต้องการของภาคธุรกิจลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอำนวยความสะดวกทางการค้าและยกระดับเขตความสามารถในการแข่งขันของประเทศจนเกิดผลเป็นรูปประธรรมผ่านมาตรการสำคัญหลายด้านอาทิการจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) ตั้งแต่บาทแรกสำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างสินค้านำเข้าและสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

    การลงนามบันทึกความเข้าใจกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลการส่งสินค้าระหว่างประเทศอันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีอากรและสร้างระบบการค้าที่เป็นธรรมการพัฒนาระบบถ่ายลำสินค้าทางเรือด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสามารถลดระยะเวลาการตรวจปล่อยสินค้าถ่ายลำจากเฉลี่ย 4.58 วัน เหลือเพียง 0.65 วัน หรือลดลงร้อยละ 85.81 การให้บริการพิธีการศุลกากรตรวจสอบปล่อยสินค้าบางส่วนณสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าลาดกระบัง ที่ช่วยลดระยะเวลารอตรวจปล่อยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการนำเข้าสินค้าตลอดจนการยกระดับบริการดิจิทัลผ่านระบบ Tariff e-service รูปแบบใหม่และบริการอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการของกรมศุลกากรอย่างสะดวกรวดเร็วโปร่งใสและลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่อันเป็นการยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้าให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและรับรองการค้ายุคดิจิทัลควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาลขององค์กรเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)โดยได้ปรับปรุงระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัลเพื่อยกเลิกสิทธิการรับเงินรางวัลของผู้บริหารระดับสูงและเดินหน้าผลักดันยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลของพนักงานศุลกากรทุกระดับเพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสลดผลประโยชน์ทับซ้อนและสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจนักลงทุนและประชาชนอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาระบบศุลกากรไทยให้มีประสิทธิภาพและพร้อมรองรับการค้าโลกในอนาคต

    อธิบดีกรมศุลกากรกล่าวเพิ่มว่าการครบรอบ 152 ปีของกรมศุลกากรในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเดินหน้าสู่องค์กรศุลกากรแห่งอนาคตที่พร้อมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างคุณค่าให้กับประเทศภายใต้พันธกิจในการอำนวยความสะดวกทางการค้าคุ้มครองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงโปร่งใสและยั่งยืนต่อไป

    กรมศุลกากรในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงประตูการค้าของประเทศแต่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโดยเราพร้อมสนับสนุนภาคธุรกิจเพิ่ม 7 ความสามารถการแข่งขันลดต้นทุนเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/75073&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3x9RDDX8-m8UbMxudbpMRl

  • ยักษ์ใหญ่ แห่พลิกโฉมศูนย์การค้า รับรถไฟฟ้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง

    ยักษ์ใหญ่ แห่พลิกโฉมศูนย์การค้า รับรถไฟฟ้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง

    ท่ามกลางภูมิทัศน์ค้าปลีกไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ได้เกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เมื่อศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่างเร่งลงทุน พลิกโฉมโครงการครั้งใหญ่ เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป ควบคู่กับปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าสายใหม่ การขยายตัวของเมือง และการช่วงชิงทำเลยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อการเดินทางของผู้คน

    การแข่งขันในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับปรุงพื้นที่ค้าปลีกให้ทันสมัย แต่ยังเป็นการยกระดับโครงการให้ก้าวขึ้นเป็น แลนด์มาร์กแห่งใหม่ของแต่ละย่าน สร้างภาพจำและดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้ชีวิต จับจ่าย และทำกิจกรรมมากกว่าการเป็นเพียงแหล่งช้อปปิ้ง

    ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังส่งแรงกระเพื่อมไปสู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยศูนย์การค้าขนาดใหญ่กลายเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าอาคารโดยรอบ กระตุ้นการพัฒนาโครงการใหม่ และผลักดันราคาที่ดินให้ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า ศูนย์การค้า ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองและกำหนดทิศทางการเติบโตของทำเลในอนาคต

     พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน  ยักษ์ใหญ่ ชิงไหวชิงพริบ เซ็นทรัล-เดอะมอลล์ -เครือทีซีซี  แห่พลิกโฉมศูนย์การค้า รับรถไฟฟ้า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง ดันมูลค่าอาคาร ที่ดินพุ่ง

    พลิกโฉมเดอะมอลล์ 3 รามคำแหง สู่”1981 Soul & Sold” รับสายสีส้ม  บูมทำเลทอง 

    เริ่มจากเดอะมอลล์กรุ๊ป  ทุ่มงบกว่า 1,300 ล้านบาท พลิกโฉมเดอะมอลล์ 3 รามคำแหง (สาขาแรกของเดอะมอลล์) สู่โปรเจ็กต์ใหม่ “1981 Soul & Sold”  ซึ่งเป็นการปรับโฉมครั้งใหญ่ในรอบ 43 ปี ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์มอลล์และ Cultural Hub แห่งใหม่ของฝั่งตะวันออก ภายใต้แนวคิด Newstalgia โดยเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา

     การพลิกโฉมครั้งนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจ  เน้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่หลงใหลในความคลาสสิก โดยแบ่งพื้นที่เป็นศูนย์รวม สินค้าวินเทจ แฟชั่นสตรีท ศิลปะ แผ่นเสียง และของสะสมหายาก มีการจัดสรรพื้นที่สำหรับคอมมูนิตี้คนรักงานคราฟต์ พื้นที่จัดแสดงงานอาร์ต (Art Exhibition) และจุดแฮงก์เอาต์สังสรรค์

    ทั้งนี้นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ของกลุ่มเดอะมอลล์ ทีรักษาย่านเก่าแก่อย่างรามคำแหง ไว้ และเป็นภาพจำของขาช้อปคนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน ไม่ได้ทิ้งกลุ่มคนรุ่นเก่าที่ยังหวลระลึกถึง กลิ่นอายของศูนย์การค้าเดอะมอลล์ แห่งนี้ในยุคแรกๆ  

    นอกจากนี้ที่เป็นไฮไลต์ การมาของรถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์-มีนบุรี) โดยเฉพาะ สายสีส้มตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี  )โดยงานโยธาสร้างเสร็จแล้วและอยู่ระหว่างติดตั้งระบบ คาดว่าจะเปิดให้ใช้บริการได้ในช่วงปลายปี 2570 ถึงต้นปี 2571 ประเมินว่า จะสร้างความคึกคักไม่น้อย  ขณะราคาที่ดินขยับไปไกล  จากการวิเคราะห์ของกูรูอสังหาริมทรัพย์พบว่าที่ดินบางแปลงบอกขายราคา8 แสนบาทถึง1ล้านบาทต่อตารางวา โดยเฉพาะ ทำเลโดยรอบ”1981 Soul & Sold”   ที่ปัจจุบันมีโครงการคอนโดมิเนียมค่ายใหญ่แบรนด์ดังตั้งอยู่รายรอบ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินอย่างมากบนถนนรามคำแหง

    เซ็นทรัลพัฒนาพลิกโฉม3 ทำเล 3ศูนย์การค้าดัง กรุงเทพฯ-ปริมณฑล

    เช่นเดียวกับ บริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจำกัด (มหาชน) หรือ CPN  ทุ่มงบกว่าหมื่นล้านบาทพลิกโฉม 3 สาขาหลักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้แก่ เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ เซ็นทรัล บางนา โดยเน้นปรับภาพลักษณ์ใหม่ให้เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิต (Center of Life) พร้อมรีโนเวทร้านค้าและพื้นที่พักผ่อนให้มีความโปร่งโล่งและทันสมัยยิ่งขึ้น

    ที่เป็นไฮไลต์ ทุบสร้างใหม่ 100%  คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์ พลิกโฉมเป็น  “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” และเปิดให้บริการ ไปเมื่อวันที่  3 กรกฎาคม 2569  ที่สร้างปรากฎการณ์คลื่นนักช้อปเรือนแสนจากทั่วสารทิศ เดินทางเข้า‘เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์’   โดยงานนี้ เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่มงบ 4,500 ล้านบาท พลิกโฉมที่ดินรัตนาธิเบศร์ 59ไร่  เป็นศูนย์การค้ารูปแบบมิกซ์ยูส นับเป็นการก้าวเดินครั้งสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา  ในการขยายอาณาจักรค้าปลีกฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือขยายฐานดูดทราฟฟิกข้ามสาย

     การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการรีโนเวทศูนย์การค้าเพื่อความสวยงามทางกายภาพ แต่เป็นการวางกลยุทธ์ยกระดับย่านรัตนาธิเบศร์สู่ ‘The New District of North Bangkok’ เพื่อตอกย้ำความสำเร็จของศูนย์การค้าตระกูล Ville Series ที่ก้าวข้ามจากคอนเซปต์ Semi-Outdoor ของสาขาอีสต์วิลล์และเวสต์วิลล์ สู่การเป็น Thailand’s First Outdoor-Inspired Indoor Shopping Centre แห่งแรกในไทย ที่นำธรรมชาติเข้ามาหลอมรวมไว้ในพื้นที่ปรับอากาศทั้งหมด เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของคนเมือง

    ที่น่าจับตาและสร้างปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน เซ็นทรัลพัฒนา  กำลังพลิกโฉม เซ็นทรัล บางนา ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 30 ปี เพื่อยกระดับสู่โครงการมิกซ์ยูสเต็มรูปแบบ โดยศูนย์การค้าโฉมใหม่ เป็นแม่เหล็ก มีกำหนดการเปิดให้บริการใน ไตรมาส 4 ปี 2569  ที่จะสู้ศึกกับบางกอกมอลล์ มิกซ์ยูสโครงการยักษ์ของกลุ่มเดอะมอลล์ที่จะเปิดให้บริการในส่วนของศูนย์การค้า ช่วงปลายปีนี้เช่นเดียวกัน  

    สำหรับเป้าหมาย ของ เซ็นทรัล บางนา ยกระดับสู่ Elevated Mixed-Use Destination บนพื้นที่กว่า 50 ไร่ ประกอบด้วย ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และโครงการที่อยู่อาศัย (ทั้งคอนโดมิเนียม ESCENT Bangna และโครงการใหม่ในอนาคต)มูลค่าการลงทุน มิกซ์ยูส เซ็นทรัลบางนา โดยเซ็นทรัลพัฒนาตั้งงบรวม การปรับโฉมสาขาอื่นๆ มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 15,000 ล้านบาท  โดยมีคอนเซปต์ใหม่ มุ่งเน้นการตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าย่านบางนาที่มีกำลังซื้อสูง (Wealth Segment) โดยผสานพื้นที่ไลฟ์สไตล์ พื้นที่สีเขียว พื้นที่สำหรับครอบครัว ศูนย์รวมความบันเทิง และโซนสุขภาพเข้าด้วยกัน ขณะราคาที่ดิน อยู่ที่ 3 แสนบาทต่อตารางวา และมีแนวโน้มขยับต่อเนื่อง รองรับรถไฟฟ้าสายสีเงินที่เชื่อมต่อมาจากสถานีบางนา รถไฟฟ้าสายสีเขียว วิ่งไปตามถนนบางนา-ตราด และเชื่อมเข้ากับอาคารสนามบินสุวรรณภูมิเฟส3 ในอนาคต  

    เช่นเดียวกับ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ได้พลิกโฉมครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 3 ทศวรรษ ด้วยงบลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาท ภายใต้คอนเซ็ปต์ “New Soul of the District ” โดยได้เปิดให้บริการโฉมใหม่อย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว เพื่อยกระดับสู่ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมที่ดีที่สุดของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก สร้างแรงกระเพื่อมให้กับพื้นที่ไม่น้อย ที่ โครงการที่อยู่อาศัย ต่างปักหมุดรองรับการเติบโตที่จะขยายเพิ่มขึ้น ราคาที่ดินขยับร้อนแรง เพราะมีรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินพาดผ่าน  

    เครือ ทีซีซีกรุ๊ป  พลิกโฉมบิ๊กซีราชดำริ- พันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ” ศูนย์กลางอาหารระดับโลก

    มาที่ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ สาขาราชดำริ เขตปทุมวัน ดำเนินงานภายใต้เครือทีซีซี (TCC Group) โดยบริหารผ่านบริษัท บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในเครือเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี สาขานี้เป็นหนึ่งในสาขาแฟล็กชิปขนาดใหญ่ย่านศูนย์กลางธุรกิจสำคัญของกรุงเทพมหานครที่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09:00 – 23:00 น.

    โดยได้พลิกโฉมครั้งใหญ่เพื่อยกระดับสู่แลนด์มาร์กไลฟ์สไตล์ โดยเปิดโซนใหม่ 3 ชั้น (5-7) ไฮไลต์เด่นคือชั้น 5 “Landing Thailand” แหล่งรวมของฝากและสินค้าเอกลักษณ์ไทย ชั้น 6 โซนสายมู (ประดิษฐานพระศิวะ) และศูนย์รวมร้านอาหาร รวมถึงบริการพิเศษอย่างทริปล่องเรือฟรี  

    จุดเด่นและบริการหลักๆแหล่งรวมสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยว ขึ้นชื่อเรื่องของฝาก ของที่ระลึก และขนมขบเคี้ยวสำหรับลูกค้าชาวต่างชาติ โปรโมชั่นพิเศษ: มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันลดราคาอย่างต่อเนื่อง เช่น เทศกาลอาหารและบุฟเฟต์ตามฤดูกาล การเดินทาง: ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีชิดลมหรือสถานีสยามแล้วเดินสกายวอล์กเชื่อมเข้าสู่ตัวห้างได้ ขณะราคาที่ดินย่านดังกล่าวไม่ต่ำกว่า3ล้านบาทต่อตารางวา โดยรายล้อมไปด้วยศูนย์การค้าและโรงแรมชั้นนำ

     เช่นเดียวกับพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC  ทายาทเจ้าสัวเจริญ ได้พลิกโฉม สู่ศูนย์กลางด้านอาหารระดับโลกในชื่อ Phenix (ฟีนิกซ์) มูลค่าโครงการกว่า 10,000 ล้านบาทมาระยะหนึ่งแล้ว รับการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ พฤติกรรมผู้บริโภคโดยพัฒนาเป็นแหล่งรวมร้านอาหารชื่อดังระดับมิชลินและร้านระดับตำนานกว่า 200 ร้าน พร้อมซูเปอร์มาร์เก็ตคอนเซปต์ใหม่

    จุดเด่นของโครงการ Phenixเป็นศูนย์รวมอาหารครบวงจร (Food Ecosystem Destination): เป็นทั้งแหล่งค้าส่งและค้าปลีกอาหารขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 69,000 ตารางเมตร มีฟู้ดเลานจ์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมร้านดังระดับตำนานและร้านมิชลินไกด์มาไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ มี Big C at Phenix ซูเปอร์มาร์เก็ตบิ๊กซีคอนเซปต์ใหม่ที่ชั้น G ซึ่งรวมสินค้าวัตถุดิบกว่า 50,000 รายการ ทั้งสำหรับ B2C และ B2B พร้อมโซน Live Promotion Corner สำหรับไลฟ์สไตล์การชอปปิ้งยุคดิจิทัล PhenixBox แพลตฟอร์มเครือข่ายออนไลน์ที่เชื่อมต่อผู้ซื้อและผู้ประกอบการธุรกิจอาหารเข้าด้วยกัน

    โดยทำเลนี้ มีรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) พาดผ่าน และมีสถานีใต้ดิน เชื่อมเข้าสู่ศูนย์การค้าแห่งนี้ได้ เรียกว่า เป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญ ขณะราคาที่ดินอยู่ที่ 1.5ล้านบาทต่อตารางวา แนวโน้มหากรถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดให้บริการ ราคาปรับขึ้นเป็น2ล้านบาทต่อตารางวา

    เรียกว่าน่าจับตายิ่งเมื่อยักษ์ใหญ่ ต่างขยับชิงไหวชิงพริบ รองรับกำลังซื้อ และเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมืองครั้งสำคัญท่ามกลางเศรษฐกิจโลกเศรษฐกิจประเทศชะลอตัว   

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/663252&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nxpivH3pJik40t56tcCGt

  • ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    ราคาน้ำมันโลกลดลง เศรษฐกิจไทยเร่งไม่ขึ้น ติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง : ข่าวลึกปมลับ 06/07/69

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@news1_live

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/secret-news/ZvbfLiLFbyE&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bnpnozcgXnpmfUknFYFdE