Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรและประชาชน โดยมอบหมายให้กรมชลประทานดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างงานและชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรและแรงงานในท้องถิ่นในช่วงเว้นว่างจากการทำการเกษตร

    ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    ควบคู่กับการพัฒนาและบำรุงรักษาระบบชลประทานและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ อาทิ งานซ่อมแซม ปรับปรุง และบำรุงรักษาระบบชลประทาน พัฒนาแหล่งน้ำ ระบบส่งน้ำ และสนับสนุนการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

    โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นี้ กรมชลประทานมีแผนจ้างแรงงานรวม 84,512 คน วงเงิน 5,824.55 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 12 เดือน (ตุลาคม 2568–กันยายน 2569) ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีการจ้างแรงงานแล้ว 64,158 คน หรือร้อยละ 75.92 ของเป้าหมาย

    ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    จังหวัดที่มีการจ้างแรงงานมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดสกลนคร จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดสุพรรณบุรี สะท้อนถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานโครงการฯตามแผน พร้อมช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง 

    ทั้งนี้  กรมชลประทาน  จะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการฯ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างต่อเนื่องตามแผนที่กำหนด  และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่กับการสร้างงานและกระจายรายได้สู่ชุมชน ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ รองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    ชลประทานเร่งจ้างงาน 8.4 หมื่นคน ปั้นเศรษฐกิจฐานราก-เสริมความมั่นคงน้ำ

    ทั้งนี้จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/social-biz/663372&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KUJtsaPpCF7rIXUOOePe2

  • ไขปมดันไทยเข้า OECD ทำไม ‘อรรษิษฐ์’ ได้นั่งหัวโต๊ะ? เพราะ ‘หน้าที่’ หรือแค่ ‘ใกล้ชิด’

    ไขปมดันไทยเข้า OECD ทำไม ‘อรรษิษฐ์’ ได้นั่งหัวโต๊ะ? เพราะ ‘หน้าที่’ หรือแค่ ‘ใกล้ชิด’

    ช่วงนี้ คำว่า OECD น่าจะคุ้นๆ หูของใครหลายคน เพราะ ‘ประเทศไทย’ ในเวลานี้ เป็น 1 ใน 8 ประเทศที่อยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งการเป็นสมาชิก OECD นับเป็น “ก้าวย่างสำคัญ” เพื่อยกระดับยกระดับคุณภาพมาตรฐานด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การลงทุน และการบริหารภาครัฐ ให้ทันสมัย โปร่งใสและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

    OECD คืออะไร?

    OECD คือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ Organisation for Economic Co-operation and Development เป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลวิจัยและคำปรึกษา แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมความมั่นคง ความเท่าเทียม ความเป็นอยู่ที่ดี และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามวิสัยทัศน์ ‘Better Policies for Better Lives’

    OECD เป็นองค์กรที่พัฒนามาจากความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งภาคพื้นยุโรป ตั้งขึ้นตามแผนการ (Marshall Plan) ในปี 1948 เพื่อฟื้นฟู เศรษฐกิจของประเทศในภาคพื้นยุโรปภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งต่อมาในปี 1961 ได้จัดตั้งเป็น OECD และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

    ความคืบหน้าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของ ‘ประเทศไทย’

    ประเทศไทยตระหนักดีว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นประโยชน์มากมาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จึงลงนามคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงมหาดไทย”

    โดยมี ‘อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง

    เป้าหมายของ ‘อนุทิน’ กับการแต่งตั้งครั้งนี้ คือ ร่วมกันผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD

    แต่ชื่อของ ‘อรรษิษฐ์’ กับ ‘องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา’ กลับทำให้เกิดข้อสงสัย ในเมื่อชื่อองค์กรมีคำว่า ‘เศรษฐกิจ’ อย่างเด่นชัด แล้วเหตุใด จึงให้ ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ มาผลักดันภารกิจนี้ ?

    เหตุผลที่ต้องเป็น ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’

    สำหรับ OECD หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หลายคนมองว่า เป็นเรื่อง ‘เศรษฐกิจ’ เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้ว OECD มีขอบเขตที่กว้างกว่านั้นมาก โดยครอบคลุมนโยบายภาครัฐแทบจะทุกด้าน เช่น

    • เศรษฐกิจและการคลัง
    • การลงทุน
    • ภาษี
    • การศึกษา
    • สิ่งแวดล้อม
    • ดิจิทัล
    • การต่อต้านคอร์รัปชัน
    • การกำกับดูแลภาครัฐ
    • การกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น

    เมื่อดูขอบเขตหน้าที่ของ OECD แบบภาพรวมแล้ว จะพบว่า ยังมีประเด็นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย อย่าง การบริหารราชการส่วนภูมิภาค การปกครองท้องถิ่น หรือธรรมาภิบาล

    และเมื่อดูคำสั่งที่ ‘นายกฯ อนุทิน’ ลงนามแต่งตั้ง จะพบว่า คณะกรรมการดังกล่าว มีชื่อเรียกแบบเต็มๆ ว่า “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของกระทรวงมหาดไทย” ที่มี ‘ปลัดกระทรวงมหาดไทย’ เป็นประธานคณะกรรมการชุดของ ‘กระทรวงมหาดไทย’

    เท่ากับว่า คณะกรรมการฯ นี้ ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยทั้งหมดใช่หรือไม่? 

    เนื่องจากก่อนหน้านี้ ครม.ได้ตั้ง “คณะกรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย” ซึ่งเป็น ‘คณะระดับชาติ’ มี ‘นายกรัฐมนตรี’ เป็นประธาน และมีรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้แทนหน่วยงานสำคัญร่วมกำกับทิศทาง ดังนั้น “คณะของมหาดไทย” จึงเป็นเพียงหนึ่งใน ‘กลไก’ ของทั้งองคาพยพ

    ทำไม ‘มหาดไทย’ มีบทบาทเด่น แทนที่จะเป็น ‘กระทรวงการคลัง’?

    ข้อสงสัยนี้ อาจไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะหากดูจากข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ‘กระทรวงการคลัง’ ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในการผลักดันไทยเข้าสู่ OECD เสมอ เพราะเป็นหน่วยงานหลักด้านการเจรจามาตรฐานเศรษฐกิจ ซึ่งรับผิดชอบการหารือกับ OECD ในหลายคณะกรรมการ

    • นโยบายเศรษฐกิจมหภาค
    • นโยบายการคลัง
    • ระบบภาษี
    • การลงทุนระหว่างประเทศ
    • ตลาดทุนและบริการทางการเงิน
    • การกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

    นอกจากนี้ ‘กระทรวงการคลัง’ ยังปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องมาตรฐาน OECD โดยที่ผ่านมา ผลักดันหลายเรื่อง ทั้งการปฏิรูประบบภาษีให้สอดคล้องมาตรฐานสากล ยกระดับความโปร่งใสด้านภาษี การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางภาษี ปรับปรุงกฎหมายป้องกันการฟอกเงินและการเงินผิดกฎหมาย ยกระดับธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจตามแนวปฏิบัติของ OECD ขณะเดียวกัน ยังผลักดันมาตรฐานภาษีระหว่างประเทศ โดยไทยเข้าร่วมความร่วมมือด้านภาษีกับ OECD มาอย่างต่อเนื่อง

    ‘กระทรวงการคลัง’ ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจมากมาย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยให้เป็นไปตามเกณฑ์ของ OECD

    แล้วทำไมช่วงนี้ ชื่อของ ‘กระทรวงมหาดไทย’ จึงเด่นชัด?

    การเข้า OECD เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมมาตรฐานมากกว่า 20 สาขา เช่น สิ่งแวดล้อม การศึกษา ดิจิทัล แรงงาน การแข่งขัน การต่อต้านคอร์รัปชัน เกษตร และการกำกับดูแลภาครัฐ ดังนั้น จึงต้องอาศัยหลายกระทรวงร่วมกัน นี่จึงน่าจะเป็นเหตุผลให้รัฐบาลมอบหมาย ‘กระทรวงมหาดไทย’ มารับบทนำในด้านธรรมาภิบาล การต่อต้านการทุจริต การบริหารราชการส่วนภูมิภาค และการประสานหน่วยงานทั่วประเทศ

    หากสรุปตามโครงสร้างบทบาทหน้าที่ ก็จะเข้าใจได้ว่า ‘กระทรวงมหาดไทย’ ไม่ได้เข้ามาแทน ‘กระทรวงการคลัง’

    อีกทั้ง การผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้มี ‘เจ้าภาพ’ เพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ซึ่งนอกจากกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยแล้ว ก็ยังมีกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักนายกรัฐมนตรี ทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องประสานความร่วมมือกัน

    เป็นเพราะความสนิทสนมกับ ‘นายกฯ’ หรือไม่ ที่ทำให้ชื่อ ‘อรรษิษฐ์’ โดดเด่นออกมาในเวลานี้?

    แม้ ‘ปลัดมหาดไทย’ จะเคยออกมาปฏิเสธแล้วว่า ไม่ใช่ ‘ร่างทรง’ ของนายกฯ อนุทิน แต่คนก็อดเคลือบแคลงไม่ได้ เมื่อมีคำสั่งเกี่ยวกับการผลักดัน OECD นี้ออกมา

    ทว่าหากมองแบบเป็นกลาง ผ่านมุมการบริหารงาน ‘นายกฯ อนุทิน’ ซึ่งนั่งอยู่ในเก้าอี้ ‘รมว.มหาดไทย’ ด้วย ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ต้องการให้กระทรวงที่กำกับโดยตรงได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพราะถือว่าเป็นสายบังคับบัญชาโดยตรง และเมื่อ ‘กระทรวงมหาดไทย’ จะต้องมีคณะกรรมการของตัวเอง คนที่เป็นหัวหน้าฝ่ายประจำของกระทรวงก็คือ ‘ปลัดกระทรวง’ นั่นเอง

    ส่วนการวางชื่อ ‘อรรษิษฐ์’ แบบนี้ จะดูเป็นการปูทางไปตำแหน่งใดหรือไม่ ก็ยัง ‘คาดเดา’ ได้ยาก เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เกิดขึ้นได้เสมอ คงต้องติดตามกันแบบใกล้ชิดว่า นี่จะเป็นแค่การ ‘แต่งตั้ง’ ตามปกติทั่วไป หรือ เป็นการวางรากฐานเพื่อปูทางให้ ‘ข้าราชการคนหนึ่ง’ อยู่ต่อได้อย่างมั่นคง ก่อนจะเกษียณอายุราชการในปี 2574 หรือไม่ ?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-ansit-oecd-7july2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ho4vDAemgMEgsY344N7Qa

  • สานพลัง พัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

    สานพลัง พัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

    ประเทศไทยเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ผลิตภาพแรงงานที่ชะลอตัว สังคมสูงวัย และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น  คุณภาพของคนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ 

    การพัฒนาคน ต้องให้คนเป็นศูนย์กลาง และทำในหลายมิติ โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้กล่าวในงานสัมมนา Equity Forum 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับ 8 นวัตกรรม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทยไว้อย่างน่าสนใจมาก

    rn

     

    rn

    1. ระบบข้อมูล

    rn

    ดร.ประสารฯ ชี้ให้เห็นความสำคัญของข้อมูล ซึ่งในอดีตเราขาดข้อมูลการศึกษาของเด็กยากจนในมิติต่าง ๆ “เปรียบได้กับหมอที่ไม่มีประวัติคนไข้ ไม่มีผลเลือด ต่อให้หมอเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางวินิจฉัยได้ถูก” กสศ. จึงสร้างระบบข้อมูล iSEE ที่เชื่อมโยงข้อมูลกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อค้นหาเด็กยากจนได้อย่างแม่นยำ

    rn

     

    rn

    2. หลักประกันโอกาสทางการศึกษา

    rn

    พ่อแม่ที่มีทุนมนุษย์ต่ำและทรัพย์น้อย ย่อมไม่มีกำลังพอจะดูแลลูกอย่างที่ควรจะเป็น กสศ. จึงริเริ่มระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ด้วยเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข โดยเป็นระบบที่บูรณาการการคัดกรองความยากจน และการติดตามพัฒนาการ หากทุนมนุษย์มีมากขึ้น จะมีโอกาสที่จะตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น

    rn

     

    rn

    3. Thailand Zero Dropout

    rn

    การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ลงมือทำร่วมกันให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องก้าวสู่ Thailand Zero Dropout Plus โดยเชื่อมต่อไปยังการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ ตอบโจทย์ชีวิตเด็กได้ รวมถึงโอกาสเรียนรู้ควบคู่การทำงาน

    rn

     

    rn

    4. โรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher & School Quality Program – TSQM)

    rn

    คุณภาพการศึกษาไม่อาจเกิดขึ้นได้จากคำสั่งส่วนกลาง เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งมีข้อจำกัดแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ต้องเกิดจากความสามารถของโรงเรียนในการเห็นปัญหา เรียนรู้ และพัฒนาตนเอง TSQM จึงเน้นการขับเคลื่อนกลไกเครือข่ายที่หนุนเสริมให้โรงเรียนพัฒนาตนเองได้

    rn

     

    rn

    5. ครูรัก(ษ์)ถิ่น

    rn

    เพื่อตอบโจทย์โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลขาดครู จึงเน้นการพัฒนาคนรุ่นใหม่ในชุมชน ให้กลับไปเป็นครูของบ้านเกิดตนเอง การสร้างครูหนึ่งคน สามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กได้อีกหลายรุ่น

    rn

     

    rn

    6. การศึกษายืดหยุ่น (Flexible Learning / Learning Passport)

    rn

    เด็กบางคนมีเงื่อนไขชีวิตที่ต้องทำมาหากิน ช่วยเหลือครอบครัว ทำให้เข้าเรียนในเวลาปกติไม่ได้ ดังนั้น เราไม่ควรบังคับให้ชีวิตของเด็กยึดตามระบบ แต่ต้องทำให้ระบบการศึกษายืดหยุ่นพอที่จะเดินทางไปหาเด็ก นวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ทั้งการศึกษาในระบบ/การศึกษานอกระบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน/การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ เพื่อเปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียนที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับทักษะชีวิตและอาชีพ โดยเทียบโอนผลการเรียนระหว่างกันได้ และนวัตกรรมอย่าง “Learning Passport” เพื่อให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้รับการรับรองและนำไปสร้างอนาคตได้

    rn

     

    rn

    7. All for Education

    rn

    อนาคตของเด็กไทย เป็นอนาคตร่วมกันของทุกคน ผลตอบแทนจากการลงทุนในเด็กหนึ่งคน ไม่ได้กลับคืนเฉพาะเด็กคนนั้น แต่กลับคืนสู่ครอบครัว ตลาดแรงงาน และสังคมโดยรวม

    rn

     

    rn

    8. การวิจัยเชิงประจักษ์ (Evidence-based Research)

    rn

    ดร.ประสารฯ เปรียบเปรยว่า “งานวิจัยเสมือนเข็มทิศ ข้อมูลบอกเราว่าเรืออยู่ที่ไหน แต่งานวิจัยบอกเราว่าควรแล่นเรือไปทิศใด และเส้นทางใดจะพาไปถึงปลายทางได้เร็วและปลอดภัยที่สุด โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยชีวิตของเด็ก” จึงได้มีการใช้การวิจัยเชิงประจักษ์ที่หลากหลาย ก่อนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย

    rn

     

    rn

    โจทย์ใหญ่ คือ ทำอย่างไรให้ 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมเหล่านี้ เกิดความยั่งยืน ความเสมอภาคทางการศึกษาจึงเป็นเป้าหมายที่คนไทยทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันเป็นเจ้าของ

    rn

     

    rn

    ดร. ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ที่เข้าร่วมงานเสวนา ชี้ให้เห็นว่า ทุนมนุษย์สำคัญมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เนื่องจากไทยเผชิญสังคมสูงวัยและคนเกิดน้อยลงจึงต้องชดเชยด้วยคุณภาพ ทุกภาคส่วนจึงควรร่วมกันสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและลดวงจรอุบาทว์ความยากจนข้ามรุ่น

    rn

     

    rn

    แบงก์ชาติเป็นภาคี ALL FOR EDUCATION ของ กสศ. ผ่าน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. โดยให้ทุนแก่เด็กยากจนในสาขาขาดแคลน ผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง

    rn

     

    rn

    อีกเรื่องที่ผู้ว่าการ คุณวิทัย รัตนากร ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การให้ความรู้ทางการเงิน เพราะเป็นรากฐานของความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว จึงได้ยกระดับการดำเนินงาน จัดตั้งฝ่ายส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน เพื่อเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และมีทิศทางที่ชัดเจน

    rn

     

    rn

    ที่ผ่านมา แบงก์ชาติให้ความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Fin.ดี Happy Life!!! สำหรับวัยทำงาน และ Fin.ดี We Can Do!!! สำหรับนักเรียนอาชีวศึกษา ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ จึงมาเน้นที่การผลักดันเชิงนโยบาย ขับเคลื่อนความรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาไทย

    rn

     

    rn

    1. สร้างมาตรฐานร่วมของประเทศ

    rn

    พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงิน (Financial Competency Framework) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานภาคการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดว่าเด็กไทย
    rnแต่ละช่วงวัย ควรมีความรู้ทักษะ และพฤติกรรมทางการเงินอะไรบ้าง

    rn

     

    rn

    2. สร้างเครื่องมือให้ครู

    rn

    พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการเงิน 4 ช่วงชั้น (ป.ต้น ป.ปลาย ม.ต้น ม.ปลาย) ที่ได้ออกแบบตามกรอบสมรรถนะฯ ของแต่ละช่วงวัย เป็นตัวช่วยการสอนให้กับครูสามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ได้

    rn

     

    rn

    3. โครงการ “ครูสตางค์”

    rn

    เพื่อสร้างครูที่มีองค์ความรู้ด้านการเงิน และทักษะการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่เพียงพอต่อการถ่ายทอดสู่ผู้เรียน

    rn

     

    rn

    4. ต่อยอดไปยังระดับอุดมศึกษา

    rn

    แบงก์ชาติร่วมมือกับหน่วยงานภาคการเงิน จัดทำ standard course syllabus ของระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยมีเนื้อหาวิชา Financial Literacy เป็นวิชาพื้นฐานที่นักศึกษาทุกคนได้เรียน และ ยังได้ผลักดันเชิงนโยบายผ่านกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินในหลายมิติ

    rn

     

    rn

    บทบาทของแบงก์ชาติ คือ การทำงานร่วมกับภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ด้านการเงินได้อย่างต่อเนื่อง

    rn

     

    rn

    ทั้งหมดนี้ เป็นการสานพลังจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันขับเคลื่อนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีองค์ความรู้ทั้งทักษะวิชาการ และทักษะทางการเงิน ให้ได้แรงงานคุณภาพที่ครบเครื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้กับเศรษฐกิจไทย เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนกันนะคะ

    rn”}}” id=”text-bdd2aca8f4″>

    การพัฒนาคน ต้องให้คนเป็นศูนย์กลาง และทำในหลายมิติ โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้กล่าวในงานสัมมนา Equity Forum 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับ 8 นวัตกรรม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทยไว้อย่างน่าสนใจมาก

    1. ระบบข้อมูล

    ดร.ประสารฯ ชี้ให้เห็นความสำคัญของข้อมูล ซึ่งในอดีตเราขาดข้อมูลการศึกษาของเด็กยากจนในมิติต่าง ๆ “เปรียบได้กับหมอที่ไม่มีประวัติคนไข้ ไม่มีผลเลือด ต่อให้หมอเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางวินิจฉัยได้ถูก” กสศ. จึงสร้างระบบข้อมูล iSEE ที่เชื่อมโยงข้อมูลกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อค้นหาเด็กยากจนได้อย่างแม่นยำ

    2. หลักประกันโอกาสทางการศึกษา

    พ่อแม่ที่มีทุนมนุษย์ต่ำและทรัพย์น้อย ย่อมไม่มีกำลังพอจะดูแลลูกอย่างที่ควรจะเป็น กสศ. จึงริเริ่มระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ด้วยเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข โดยเป็นระบบที่บูรณาการการคัดกรองความยากจน และการติดตามพัฒนาการ หากทุนมนุษย์มีมากขึ้น จะมีโอกาสที่จะตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น

    3. Thailand Zero Dropout

    การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ลงมือทำร่วมกันให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องก้าวสู่ Thailand Zero Dropout Plus โดยเชื่อมต่อไปยังการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ ตอบโจทย์ชีวิตเด็กได้ รวมถึงโอกาสเรียนรู้ควบคู่การทำงาน

    4. โรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher & School Quality Program – TSQM)

    คุณภาพการศึกษาไม่อาจเกิดขึ้นได้จากคำสั่งส่วนกลาง เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งมีข้อจำกัดแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ต้องเกิดจากความสามารถของโรงเรียนในการเห็นปัญหา เรียนรู้ และพัฒนาตนเอง TSQM จึงเน้นการขับเคลื่อนกลไกเครือข่ายที่หนุนเสริมให้โรงเรียนพัฒนาตนเองได้

    5. ครูรัก(ษ์)ถิ่น

    เพื่อตอบโจทย์โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลขาดครู จึงเน้นการพัฒนาคนรุ่นใหม่ในชุมชน ให้กลับไปเป็นครูของบ้านเกิดตนเอง การสร้างครูหนึ่งคน สามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กได้อีกหลายรุ่น

    6. การศึกษายืดหยุ่น (Flexible Learning / Learning Passport)

    เด็กบางคนมีเงื่อนไขชีวิตที่ต้องทำมาหากิน ช่วยเหลือครอบครัว ทำให้เข้าเรียนในเวลาปกติไม่ได้ ดังนั้น เราไม่ควรบังคับให้ชีวิตของเด็กยึดตามระบบ แต่ต้องทำให้ระบบการศึกษายืดหยุ่นพอที่จะเดินทางไปหาเด็ก นวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ทั้งการศึกษาในระบบ/การศึกษานอกระบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน/การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ เพื่อเปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียนที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับทักษะชีวิตและอาชีพ โดยเทียบโอนผลการเรียนระหว่างกันได้ และนวัตกรรมอย่าง “Learning Passport” เพื่อให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้รับการรับรองและนำไปสร้างอนาคตได้

    7. All for Education

    อนาคตของเด็กไทย เป็นอนาคตร่วมกันของทุกคน ผลตอบแทนจากการลงทุนในเด็กหนึ่งคน ไม่ได้กลับคืนเฉพาะเด็กคนนั้น แต่กลับคืนสู่ครอบครัว ตลาดแรงงาน และสังคมโดยรวม

    8. การวิจัยเชิงประจักษ์ (Evidence-based Research)

    ดร.ประสารฯ เปรียบเปรยว่า “งานวิจัยเสมือนเข็มทิศ ข้อมูลบอกเราว่าเรืออยู่ที่ไหน แต่งานวิจัยบอกเราว่าควรแล่นเรือไปทิศใด และเส้นทางใดจะพาไปถึงปลายทางได้เร็วและปลอดภัยที่สุด โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยชีวิตของเด็ก” จึงได้มีการใช้การวิจัยเชิงประจักษ์ที่หลากหลาย ก่อนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย

    โจทย์ใหญ่ คือ ทำอย่างไรให้ 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมเหล่านี้ เกิดความยั่งยืน ความเสมอภาคทางการศึกษาจึงเป็นเป้าหมายที่คนไทยทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันเป็นเจ้าของ

    ดร. ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ที่เข้าร่วมงานเสวนา ชี้ให้เห็นว่า ทุนมนุษย์สำคัญมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เนื่องจากไทยเผชิญสังคมสูงวัยและคนเกิดน้อยลงจึงต้องชดเชยด้วยคุณภาพ ทุกภาคส่วนจึงควรร่วมกันสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและลดวงจรอุบาทว์ความยากจนข้ามรุ่น

    แบงก์ชาติเป็นภาคี ALL FOR EDUCATION ของ กสศ. ผ่าน มูลนิธิ 50 ปี ธปท. โดยให้ทุนแก่เด็กยากจนในสาขาขาดแคลน ผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง

    อีกเรื่องที่ผู้ว่าการ คุณวิทัย รัตนากร ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การให้ความรู้ทางการเงิน เพราะเป็นรากฐานของความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว จึงได้ยกระดับการดำเนินงาน จัดตั้งฝ่ายส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน เพื่อเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และมีทิศทางที่ชัดเจน

    ที่ผ่านมา แบงก์ชาติให้ความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Fin.ดี Happy Life!!! สำหรับวัยทำงาน และ Fin.ดี We Can Do!!! สำหรับนักเรียนอาชีวศึกษา ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ จึงมาเน้นที่การผลักดันเชิงนโยบาย ขับเคลื่อนความรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาไทย

    1. สร้างมาตรฐานร่วมของประเทศ

    พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงิน (Financial Competency Framework) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานภาคการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดว่าเด็กไทย
    แต่ละช่วงวัย ควรมีความรู้ทักษะ และพฤติกรรมทางการเงินอะไรบ้าง

    2. สร้างเครื่องมือให้ครู

    พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการเงิน 4 ช่วงชั้น (ป.ต้น ป.ปลาย ม.ต้น ม.ปลาย) ที่ได้ออกแบบตามกรอบสมรรถนะฯ ของแต่ละช่วงวัย เป็นตัวช่วยการสอนให้กับครูสามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ได้

    3. โครงการ “ครูสตางค์”

    เพื่อสร้างครูที่มีองค์ความรู้ด้านการเงิน และทักษะการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่เพียงพอต่อการถ่ายทอดสู่ผู้เรียน

    4. ต่อยอดไปยังระดับอุดมศึกษา

    แบงก์ชาติร่วมมือกับหน่วยงานภาคการเงิน จัดทำ standard course syllabus ของระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยมีเนื้อหาวิชา Financial Literacy เป็นวิชาพื้นฐานที่นักศึกษาทุกคนได้เรียน และ ยังได้ผลักดันเชิงนโยบายผ่านกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินในหลายมิติ

    บทบาทของแบงก์ชาติ คือ การทำงานร่วมกับภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ด้านการเงินได้อย่างต่อเนื่อง

    ทั้งหมดนี้ เป็นการสานพลังจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันขับเคลื่อนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีองค์ความรู้ทั้งทักษะวิชาการ และทักษะทางการเงิน ให้ได้แรงงานคุณภาพที่ครบเครื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้กับเศรษฐกิจไทย เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนกันนะคะ

    financialclassroom

                            QR ห้องเรียนการเงิน ที่รวมกรอบสมรรถนะทางการเงินและชุดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย

    ** บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด **

    ผู้เขียน

    pornpen photo

    ดร.พรเพ็ญ สดศรีชัย
     

    pornpen photo

    จันทร์ธิดา พัวรัตนอรุณกร

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    คอลัมน์ “แจงสี่เบี้ย”
    ฉบับวันที่ 7 กรกฎาคม 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/articles/article-20260707.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jew4RiPpWo4QVDJNeHpgw

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.34 น.  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 0.60-1.20 บาท

    ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 46.44 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 37.45 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.08 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 32.45 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 37.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 37.50 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 32.50 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/663210&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fu1vXKihzHPZvxZG7Gnq7

  • ครม. รับทราบผลประชุมเอเปคด้านสตรีฯ ไทยชูพลังสตรีต่อยอดวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

    ครม. รับทราบผลประชุมเอเปคด้านสตรีฯ ไทยชูพลังสตรีต่อยอดวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน

    ครม. รับทราบผลประชุมเอเปคด้านสตรีฯ ไทยชูพลังสตรีต่อยอดวิสาหกิจชุมชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน


    7/07/2569 | 26 |

    วันนี้ (7 ก.ค. 2569) ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปการเข้าร่วมการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ (APEC Women and the Economy Meeting 2026) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และคณะ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 พฤษภาคม 2569

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนนโยบายและแนวปฏิบัติด้านการส่งเสริมบทบาทสตรีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคัญ อาทิ การส่งเสริมผู้ประกอบการและการจ้างงาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของสตรี การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน

    ในการประชุม ผู้แทนไทยได้นำเสนอแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและวิสาหกิจชุมชนผ่าน กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่สตรีทั่วประเทศ โดยในช่วงปี 2562–2568 กองทุนได้สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สมาชิก 41,179 โครงการ วงเงินรวมประมาณ 7,249 ล้านบาท และสามารถพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นผู้ผลิตและผู้ประกอบการ One Tambon One Product (OTOP) ได้ 20,263 โครงการ สะท้อนผลสำเร็จของการสนับสนุนสตรีในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับศักยภาพวิสาหกิจชุมชนของไทย

    นอกจากนี้ ไทยยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสตรี การส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและแหล่งทุน ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของสตรี เพื่อให้ผู้หญิงสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ผลการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้สะท้อนความก้าวหน้าของไทยในการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาศักยภาพสตรี โดยเฉพาะการต่อยอดวิสาหกิจชุมชน การสนับสนุนผู้ประกอบการหญิง และการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง ครอบคลุม และยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกระดับ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/519811&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uVB2Fj63UrAlEx5CRS6y-

  • “พาณิชย์” ร่วมเวทีประชุมระดับรัฐมนตรีของ WIPO ชูบทบาทไทยในการขับเคลื่อนระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อมนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยสู่ตลาดโลก

    “พาณิชย์” ร่วมเวทีประชุมระดับรัฐมนตรีของ WIPO ชูบทบาทไทยในการขับเคลื่อนระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อมนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยสู่ตลาดโลก

    ​เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Ministerial Policy Dialogue) ภายใต้หัวข้อ “Bridge Builders: Innovation and Creativity Driving Future Societies” ซึ่งจัดโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) โดยมีนายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่ WIPO เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม และนำผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งประกอบไปด้วยรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิก WIPO กว่า 40 ประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและร่วมกำหนดทิศทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต ณ พิพิธภัณฑ์โอลิมปิก เมืองโลซานน์ สมาพันธรัฐสวิส

    ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า WIPO ได้จัดการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Ministerial Policy Dialogue) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีให้ผู้กำหนดนโยบายระดับสูงจากประเทศสมาชิกได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ประสบการณ์ แนวทางเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ด้วยแนวคิดหลักที่ว่า นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ภาคธุรกิจ วัฒนธรรม และประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อันเป็นกลไกสนับสนุนการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ​

    ในการประชุมดังกล่าว ดร.กิริฎา ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านการกำหนดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมุ่งปรับบทบาทภาครัฐ จากเดิมที่มุ่งเน้นการกำกับดูแลด้านการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สู่การเป็นผู้ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนสังคมแห่งอนาคต โดยมุ่งเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และภูมิปัญญาไทยให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ผ่านยุทธศาสตร์ “สะพานเชื่อมโยง 3 มิติ” ดังนี้

    ​มิติแรก ด้านสะพานเศรษฐกิจ (Economic Bridges) โดยไทยได้เร่งผลักดันผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพไทยสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก ผ่านการส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและใช้ประโยชน์จากระบบอำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศของ WIPO ทั้งระบบ PCT สำหรับสิทธิบัตร และระบบ Madrid สำหรับเครื่องหมายการค้า รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าร่วมภาคีความตกลงสำคัญ อาทิ สนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมของไทย โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของ “เมติคูลี่” บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ของไทย ที่ได้พัฒนานวัตกรรมกระดูกเทียมไทเทเนียมเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระยะเวลาเพียง 9 ปีบริษัทสามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญากว่า 80 รายการ พร้อมระดมทุนได้กว่า 290 ล้านบาท ปัจจุบันได้ร่วมมือกับศัลยแพทย์กว่า 850 คน ในโรงพยาบาลกว่า 240 แห่งทั่วโลก และให้การรักษาผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวกว่า 3,000 ราย สะท้อนศักยภาพนวัตกรรมไทยที่สามารถต่อยอดสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจและด้านการแพทย์

    ​มิติที่สอง ด้านสะพานสังคม (Social Bridges) ไทยได้ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นกลไกในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการ ลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้สู่ชุมชนผู้ผลิตอย่างทั่วถึง โดยผลักดันสินค้า GI คุณภาพพรีเมียม เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ให้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหารระดับมิชลิน เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลตอบแทนจากภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างคุ้มค่า โดยปัจจุบันไทยมีสินค้า GI รวม 260 รายการ ครอบคลุม 77 จังหวัด มีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์กว่า 51,752 ราย สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.16 แสนล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออกสินค้า GI ไทยกว่า 150 ล้านบาท

    ​มิติสุดท้าย ด้านสะพานภูมิศาสตร์ (Geographic Bridges) ไทยได้เดินหน้าเชื่อมโยงทุกพื้นที่ของประเทศให้เข้าถึงบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเชื่อมั่นว่าระยะทางไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ จึงได้เปลี่ยนผ่านระบบการทำงานและการบริการประชาชนสู่ระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร ทำให้สามารถดำเนินการด้านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบออนไลน์ได้ทุกขั้นตอน ปัจจุบันมีคำขอที่ยื่นผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าร้อยละ 80 นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ อาทิ ระบบ AI Image Search และระบบ Trademark Checker เพื่อช่วยผู้ประกอบการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นจดทะเบียน ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดข้อจำกัดด้านระยะทาง และอำนวยความสะดวกให้ผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงงานบริการและการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเท่าเทียม

    ​ดร.กิริฎา กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของ WIPO ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติด้านนโยบายกับประเทศสมาชิก ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และแนวคิดอันเป็นประโยชน์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายของไทยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลก และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับ WIPO และประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1034408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw075XeVYtlzVzRd4HO9a3XI

  • SFLEX เด่นรับเศรษฐกิจเวียดนามโต หนุนออเดอร์แพ็กเกจจิ้งพุ่ง

    SFLEX เด่นรับเศรษฐกิจเวียดนามโต หนุนออเดอร์แพ็กเกจจิ้งพุ่ง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าไปปักธงในตลาดเวียดนามผ่านการลงทุนและความร่วมมือทางธุรกิจ ทำให้มีโอกาสรับอานิสงส์จากดีมานด์บรรจุภัณฑ์ที่เติบโตตามเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมของเวียดนาม

    โดยขณะนี้แนวโน้มความต้องการบรรจุภัณฑ์ในเวียดนามยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่เติบโตตามกำลังซื้อในประเทศ ส่งผลให้ SFLEX มีโอกาสต่อยอดออเดอร์ใหม่ และสร้างฐานรายได้จากตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/844441&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17_b0ofeW58QY1z7MftE-R

  • บันทึกหน้า 4

    บันทึกหน้า 4

    ความน่าสนใจของมาตรการนี้อยู่ที่การสนับสนุนให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงานให้เป็นอิสระ ปราศจากการเกรงใจผู้มีอำนาจหรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง

    โดยมุ่งเน้นการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและหลักวิชาการเป็นสำคัญ หากผลการศึกษาชี้ชัดว่ากัญชาสร้างปัญหาสังคมมากกว่าประโยชน์ รัฐบาลพร้อมที่จะดึงกลับไปเป็นยาเสพติดเพื่อปกป้องอนาคตของชาติ

    ซึ่งในทางปฏิบัติ กมธ.ตำรวจฯ ควรลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบและชี้เป้าการกระทำผิดอย่างจริงจัง และประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจจัดการ

    โดยเฉพาะในพื้นที่ย่านสุขุมวิทซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีการลักลอบเปิดร้าน “สายเขียว” เพื่อการสันทนาการและมั่วสุมเป็นจำนวนมาก การลงพื้นที่เชือดไก่ให้ลิงดูในย่านเศรษฐกิจใจกลางเมืองจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลว่าการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ทำจริงและไร้ข้อยกเว้นอย่างแท้จริง

    อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในแวดวงเศรษฐกิจ คือการที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ได้เปิดเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารโดยตรงกับประชาชน 

    การเปิดพื้นที่ออนไลน์ครั้งนี้สะท้อนความตั้งใจที่จะทำงานใกล้ชิดกับชาวบ้านมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการอธิบายทิศทางนโยบายเศรษฐกิจที่ซับซ้อน ทั้งเรื่องการคลัง งบประมาณ และการลงทุน ให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงสาธารณะ ตลอดจนใช้เป็นช่องทางรับฟังปัญหาเพื่อนำมาปรับจูนแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

    ในมิติทางการเมือง แม้ปัจจุบันชื่อของ เอกนิติ อาจจะยังไม่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มตัวย่อ “ศ” ที่ถูกจับตาในฐานะผู้จะมาแทนที่ อนุทิน ในช่วงเวลาปัจจุบัน  เพราะแคนดิเดตของพรรค คือ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ

    แต่ความโดดเด่นในฐานะนักบริหารเศรษฐกิจที่มีแนวคิดทันสมัยและการวางยุทธศาสตร์ 5 T (Target, Transition, Transform, Transparency, Together) ในช่วงวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่ท้าทาย

    ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าเขาคือ ตัวเลือก ที่น่าสนใจ หากในอนาคตพรรคภูมิใจไทยต้องการขุนพลสายเศรษฐกิจที่มีความพร้อมและเป็นที่ยอมรับ เอกนิติ ย่อมมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการขยับขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคในสมัยหน้าได้อย่างสง่างามและมีต้นทุนทางสังคมที่แข็งแกร่ง

    ปิดท้ายด้วยประเด็นการเมืองภายในกระทรวงคมนาคม กรณีการลาออกของ รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการ รมว.คมนาคม จากกระแสข่าวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งปมประเด็นส่วนตัว และอาจเกี่ยวข้องกับทุจริตสอบท้องถิ่นหรือไม่ 

    “โกเกี๊ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แสดงจุดยืนที่น่าชื่นชมด้วยการประกาศ “ไม่ตั้งใครแทน” และยืนยันว่าได้ยับยั้งใบลาออก แต่สุดท้ายก็อนุมัติให้ออก และปล่อยให้เจ้าตัวเดินหน้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม อาจเป็นทางออกที่ดีและแฟร์ที่สุดสำหรับทุกฝ่ายในเวลานี้ เพราะเปิดโอกาสให้ข้าราชการการเมืองที่มี “ตำหนิ” หรือมีข้อครหาได้เคลียร์ตัวเอง และยังช่วยลดแรงกระแทกทางการเมืองมาที่เจ้านายอีกด้วย แม้คนอย่าง รองฯ พิพัฒน์ ไม่กลัวทัวร์ลงอยู่แล้วก็ตาม.   

    เสือดำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1027412/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uHlljun-8bl14dAi1v-E4

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.14 น.


    กลยุทธ์: ย่อซื้อ
    แนวต้าน: $4,220 , 66,000 บาท
    แนวรับ: $4,120 , 65,000 บาท
    .

    ราคาทองคำเริ่มอ่อนตัวลงหลังขึ้นไปทดสอบบริเวณ 4,200 ดอลลาร์ ก่อนย่อลงมาเคลื่อนไหวแถว 4,130–4,140 ดอลลาร์ โดยปัจจัยที่ตลาดยังติดตามคือความคืบหน้าของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งแม้จะเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก แต่ยังไม่สิ้นสุดอย่างสมบูรณ์ ทำให้ความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงมีอยู่ ขณะเดียวกัน ตลาดยังรอประเมินภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังตัวเลขแรงงานล่าสุดออกมาแข็งแกร่ง สวนทางกับกระแสการลดจำนวนพนักงานในหลายภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ทำให้ยังต้องติดตามว่าตลาดแรงงานจะเริ่มชะลอตัวลงในระยะถัดไปหรือไม่

    .

    สัปดาห์นี้นักลงทุนให้ความสำคัญกับการประกาศดัชนี ISM PMI และรายงานการประชุม FOMC Minutes ซึ่งอาจส่งสัญญาณเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หากรายงานออกมาในเชิงผ่อนคลายนโยบายการเงิน จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ นอกจากนี้ การที่ OPEC เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มอ่อนตัว ยังช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และอาจเปิดทางให้ Fed มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้นในระยะต่อไป

    .

    ในมุมมองทางเทคนิค แนวรับบริเวณ 4,120 ดอลลาร์ หรือประมาณ 65,000 บาท ยังคงเป็นระดับสำคัญที่ต้องจับตา หากราคาสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ มีโอกาสฟื้นตัวกลับขึ้นทดสอบแนวต้านบริเวณ 4,220 ดอลลาร์ หรือประมาณ 66,000 บาท ได้อีกครั้ง แต่หากหลุดแนวรับนี้ อาจทำให้ราคากลับเข้าสู่การแกว่งตัวในกรอบ Sideway ดังนั้น กลยุทธ์ระยะสั้นยังคงแนะนำ “ย่อซื้อ” บริเวณแนวรับ และทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาปรับขึ้นสู่โซนแนวต้าน พร้อมติดตามปัจจัยเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyz-7-7-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NslcMyavwVOKzhrlWx1Ed

  • เงินเฟ้อมิ.ย.69 พุ่ง 2.42%ไข่ไก่ปรับขึ้น เป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 2 ปี ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    เงินเฟ้อมิ.ย.69 พุ่ง 2.42%ไข่ไก่ปรับขึ้น เป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 2 ปี ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    06 กรกฎาคม 2569, 15:55น.

              นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 102.85 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.42 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน จากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปรับโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมัน ส่งผลให้ค่าโดยสารสาธารณะปรับเพิ่มตาม

               ขณะที่ผู้ประกอบการทยอยปรับราคาอาหารสำเร็จรูป ทำให้ค่าครองชีพด้านอาหารสูงขึ้นชัดเจน หมวดสินค้าที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.31 โดยมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าเช่าบ้าน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ส่วนหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.03 จากราคาอาหารสำเร็จรูป ข้าวสารเจ้า เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผลไม้สด แม้ว่าราคาเนื้อสุกร ข้าวสารเหนียว และผักสดหลายชนิดจะปรับลดลงเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2569

                ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปลดลงร้อยละ 0.34 จากการปรับลดลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงตามทิศทางราคาน้ำมันดิบโลก หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย รวมถึงค่าห้องพักโรงแรมและค่าโดยสารเครื่องบินภายในประเทศที่ลดลงตามช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งหักอาหารสดและพลังงานออก เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.23 จากร้อยละ 0.92 ในเดือนก่อน สะท้อนแรงกดดันด้านราคาสินค้าและบริการ ในวงกว้างมากขึ้น   

                 ภาพรวมไตรมาส 2 ปี 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.70 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค่าเฉลี่ย 6 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.08 สนค. ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ไว้ที่ร้อยละ 1.5-2.5 โดยใช้สมมติฐานเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยน 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องติดตามช่วงครึ่งหลังของปี ได้แก่ ราคาอาหารจานเดียวที่อาจปรับเพิ่มร้อยละ 3-5,ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ย 35-40 บาทต่อลิตร,ค่าไฟฟ้า 3.93 บาทต่อหน่วย

                 ขณะที่วันนี้เป็นวันแรกที่เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกาศปรับขึ้นราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอีก 0.20 บาทต่อฟอง หรือ 6 บาทต่อแผง ส่งผลให้ราคาอยู่ที่ 3.80 บาทต่อฟอง ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 2 ปี ผลกระทบนี้ทำให้ผู้บริโภคต้องเผชิญค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพรวมเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกสาเหตุหลักเพราะปริมาณไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดลดลง เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงปลดแม่ไก่ยืนกรงจำนวนมาก ประกอบกับช่วงต้นเดือน ก.ค. มีแรงซื้อเพิ่มขึ้นจากผู้ค้าปลีกจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่งผลให้ความต้องการไข่ไก่เพิ่มสูงขึ้น

    #ดัชนีราคาผู้บริโภคมิย69

    Cr:สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/162741&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FCFcmrUetv6KdDhnMG4h2