Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ศุภจี” ชี้ทองคำไม่ใช่แค่ลงทุน แต่เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลกยุคผันผวน

    “ศุภจี” ชี้ทองคำไม่ใช่แค่ลงทุน แต่เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลกยุคผันผวน

    “ศุภจี” ชี้ทองคำไม่ใช่แค่ลงทุน แต่เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลกยุคผันผวน

    “ศุภจี” ชี้ทองคำไม่ใช่แค่ลงทุน แต่เป็นสินทรัพย์ยุทธศาสตร์โลกยุคผันผวน

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดและปาฐกถาในงาน Thailand Gold Summit 2026 ภายใต้หัวข้อ “Thailand’s Golden Opportunity : โอกาสทองประเทศไทยในโลกยุคใหม่” ซึ่งจัดโดย Business Tomorrow ร่วมกับ ทันโลกกับ Trader KP ณ True Digital Park กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ประกอบการค้าทองคำ นักลงทุน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
     
    นางศุภจี กล่าวว่า เวที Thailand Gold Summit จัดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ การค้า การลงทุน และความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเด็นด้านความมั่นคงไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านการเมืองระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของทุกประเทศ
     
    ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการแข่งขันของขั้วอำนาจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งต่างใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีและการเจรจาการค้าเป็นเครื่องมือสำคัญ ขณะที่จีนยังคงให้ความสำคัญกับการค้าเสรีและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

    นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในภาพรวม ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย โดยยึดหลักการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit หรือ Joint Benefit) ไม่ใช่การเอาเปรียบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมเดินหน้าเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า
     
    ในส่วนของความร่วมมือกับจีน รัฐบาลได้หารือถึงแนวทางยกระดับคุณภาพการค้าและการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสินค้านำเข้าให้มีมาตรฐานและคุณภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ผ่านการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การจ้างแรงงานไทย และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ (Local Supply Chain) ให้เข้มแข็งมากขึ้น
     
    นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมการลงทุนร่วมในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทย ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดตามฤดูกาล และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อไทยและประเทศคู่ค้า
     
    นางศุภจี กล่าวว่า นอกจากการรักษาตลาดเดิมแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งขยายตลาดใหม่ควบคู่กัน ทั้งการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ในแอฟริกา ละตินอเมริกา และการผลักดันการเจรจา FTA กับประเทศที่มีศักยภาพ เช่น แคนาดา และเกาหลีใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ส่งออกไทย

    “ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชีย และมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ จำนวนมาก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากทั่วโลก โดยรัฐบาลจะใช้ศักยภาพดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่พร้อมเติบโตไปด้วยกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน” นางศุภจี กล่าว
     
    นางศุภจี กล่าวว่า แม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่จากแนวทางการดำเนินนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้การส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) เติบโตในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สะท้อนว่าการกระจายตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการใช้จุดแข็งของประเทศกำลังเดินมาถูกทิศทาง
     
    รัฐบาลจึงได้ปรับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจจาก Just in Time ไปสู่ Just in Case โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Resilient Supply Chain) และการสร้างความเชื่อมั่นในฐานะประเทศคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ มากกว่าการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ
     
    ในบริบทดังกล่าว “ทองคำ” จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอีกต่อไป แต่มีบทบาทเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลก ทั้งในฐานะสินทรัพย์ของประชาชน สินทรัพย์สำรองของประเทศ สินทรัพย์เพื่อการลงทุนระดับโลก รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ จึงเป็นทั้ง Legacy Asset และ Future Material ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคต
     
    อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความเชื่อมั่นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงตามภาวะตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เข้าใจความเสี่ยง และลงทุนผ่านผู้ประกอบการที่มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพราะหัวใจสำคัญของการลงทุนคือความรู้ ความเข้าใจ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
     
    นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงทุนทุกครั้งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต จึงขอให้ทุกคนลงทุนด้วยความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ลงทุนกับผู้ที่เชื่อถือได้ และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นคงและความสำเร็จในการลงทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/744971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fY4vUND__wIng4bwgNGhl

  • ไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม ปรับขึ้นราคาแผงละ 6 บาท มีผลพรุ่งนี้ 6 ก.ค.

    ไข่ไก่ คละหน้าฟาร์ม ปรับขึ้นราคาแผงละ 6 บาท มีผลพรุ่งนี้ 6 ก.ค.

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/158503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RN_MpI2Gvsn3TpCZCcqWi

  • คลังยัน! ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง ร้านค้าที่เข้าร่วม ไทยช่วยไทย พลัส

    คลังยัน! ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง ร้านค้าที่เข้าร่วม ไทยช่วยไทย พลัส

    โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องการแรงสนับสนุนจากภาครัฐ

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นโครงการได้เกิดความกังวลในหมู่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง การนำข้อมูลการขายหรือข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นในโครงการไปใช้ในการตรวจสอบและ เรียกเก็บภาษีย้อนหลัง

    เพื่อลดความกังวลดังกล่าว กระทรวงการคลัง ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส จะไม่ถูกนำข้อมูลไปใช้ในการเรียกเก็บภาษีย้อนหลังเหมือนที่หลายฝ่ายกังวล

    พร้อมย้ำว่า รัฐบาลมีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการ ไม่ใช่การสร้างภาระเพิ่มเติมให้แก่ร้านค้า

    คลังยืนยันชัด ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง

    ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมายืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยนำข้อมูลร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐในอดีต ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง หรือโครงการชิมช้อปใช้ ไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง และโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก็ใช้หลักการเดียวกัน

    การชี้แจงดังกล่าวมีขึ้นหลังจากมีกระแสความกังวลในสังคมออนไลน์ว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอาจถูกตรวจสอบรายได้ย้อนหลังจากข้อมูลที่บันทึกผ่านระบบการชำระเงินของภาครัฐ ซึ่งกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และขอให้ผู้ประกอบการมั่นใจในการเข้าร่วมโครงการ

    การยืนยันครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะร้านค้าขนาดเล็ก ร้านอาหาร ร้านโชห่วย และผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก หากผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ ก็อาจทำให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถกระจายไปสู่ชุมชนได้อย่างเต็มที่

    ไทยช่วยไทย พลัส กับเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน โดยรัฐบาลร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 60% ขณะที่ประชาชนร่วมจ่าย 40% ส่งผลให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าและบริการได้ในราคาที่ถูกลง ขณะเดียวกันร้านค้าก็มียอดขายเพิ่มขึ้น

    แนวคิดสำคัญของโครงการคือ การกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินภายในประเทศ โดยเฉพาะในระดับชุมชนและท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

    ข้อมูลจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า หลังเปิดใช้งานโครงการเพียงไม่นาน มีประชาชนเข้าร่วมใช้สิทธิจำนวนมาก และเกิดยอดใช้จ่ายสะสมหลายพันล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

    สร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    ผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กในต่างจังหวัด มักมีความกังวลเกี่ยวกับภาระทางภาษีและขั้นตอนทางราชการ จึงลังเลที่จะเข้าร่วมโครงการของรัฐ การที่กระทรวงการคลังออกมายืนยันว่าไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลัง จึงถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่สำคัญ ทำให้ร้านค้าจำนวนมากตัดสินใจสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ภาครัฐยังได้พัฒนาระบบการสมัครและการใช้งานให้สะดวกมากขึ้น เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ โดยเฉพาะสำหรับร้านค้ารายย่อยที่อาจไม่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมากนัก ผลที่ตามมาคือ การขยายตัวของจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชนทั่วประเทศ

    เตือนร้านค้าห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคา

    แม้ว่ารัฐบาลจะให้การสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส แต่กระทรวงการคลังได้ย้ำเตือนร้านค้าทุกแห่งว่า ห้ามปรับขึ้นราคาสินค้าหรือบริการสำหรับลูกค้าที่ใช้สิทธิในโครงการ เนื่องจากวัตถุประสงค์ของโครงการคือ การลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน หากร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา ก็จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของมาตรการ

    หากพบว่ามีการขายสินค้าเกินราคาหรือเอาเปรียบผู้บริโภค ประชาชนสามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าตรวจสอบได้ และหากพบความผิดจริง ร้านค้าอาจถูกดำเนินการตามเงื่อนไขของโครงการ รวมถึงอาจถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมในอนาคต

    ผลดีต่อเศรษฐกิจฐานราก

    หนึ่งในจุดแข็งของ โครงการไทยช่วยไทย พลัส คือการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม เพราะเม็ดเงินจากภาครัฐไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่กระจายไปยังร้านค้าในชุมชนทั่วประเทศ

    เมื่อประชาชนมีแรงจูงใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ร้านค้าก็มียอดขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดรายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก และแรงงานในท้องถิ่นได้รับประโยชน์ร่วมกัน

    นอกจากนี้ การที่ร้านค้าจำนวนมากเข้าสู่ระบบการชำระเงินดิจิทัล ยังช่วยยกระดับการค้าปลีกของไทยให้ทันสมัยมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงมาตรการสนับสนุนอื่นๆ ของภาครัฐในอนาคต

    สรุป การที่กระทรวงการคลัง ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่าจะ ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ถือเป็นการคลายความกังวลของผู้ประกอบการทั่วประเทศ และช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับร้านค้ารายย่อยในการเข้าร่วมมาตรการของรัฐมากขึ้น

    โครงการไทยช่วยไทย พลัส ไม่เพียงเป็นมาตรการช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการ และสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน โดยร้านค้าต้องรักษาความเป็นธรรมด้านราคา ขณะที่ประชาชนใช้สิทธิอย่างถูกต้อง เพื่อให้มาตรการดังกล่าวสามารถสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว
     
    อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
    Source : Inflow Accounting

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1241626&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wJPD9ENHzm6UGncooAVLI

  • จับตาสายตรงปูติน-ทรัมป์ ผลสะเทือนสงครามยูเครน-เศรษฐกิจโลก

    จับตาสายตรงปูติน-ทรัมป์ ผลสะเทือนสงครามยูเครน-เศรษฐกิจโลก

    วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียโทรศัพท์พูดคุยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (4 ก.ค.) ซึ่งตรงกับวันชาติและการเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ

    ยูริ อูชาคอฟ ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซีย ระบุว่า ประธานาธิบดีปูตินได้กล่าวแสดงความยินดีกับทรัมป์เนื่องในโอกาสวันสำคัญนี้

    สำหรับการพูดคุยครั้งดังกล่าวนี้ ถือเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ โดยไม่ใช่แค่การโทรศัพท์ตามธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตเท่านั้น แต่เป็นการพูดคุยที่เน้นเรื่องงานและเป็นไปในเชิงสร้างสรรค์อย่างยิ่ง 

    ซึ่งเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นเร่งด่วน ทั้งในระดับทวิภาคีและวาระระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ดี ในระหว่างการสนทนา ปูตินได้แจกแจงถึงสถานการณ์จริงในสมรภูมิรบ ซึ่งกองทัพรัสเซียกำลังรุกคืบตลอดแนวรบทั้งหมด ซึ่งบรรดาประเทศในยุโรปยังคงมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับภาพรวมและสถานการณ์จริงในพื้นที่แนวรบ ท่ามกลางความขัดแย้งในยูเครนที่ยังคงดำเนินอยู่

    สำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคีนั้น ปูตินและทรัมป์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในด้านการเมือง-การทหาร และด้านเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/663146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uk2c-d8lyOZQJDzyEn2Mg

  • เสียงสะท้อนธุรกิจไทยฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ถอดบทเรียนทั่วประเทศ การเอาตัวรอดยุคพลังงานแพง

    เสียงสะท้อนธุรกิจไทยฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ ถอดบทเรียนทั่วประเทศ การเอาตัวรอดยุคพลังงานแพง

    ตลอดช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ภาวะเศรษฐกิจไทยไม่อาจอธิบายได้เพียงคำว่า “ชะลอตัว” เพราะเป็นช่วงเวลาที่หลายธุรกิจต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่พุ่งสูง และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

    เมื่อมองผ่านสายตาของผู้ประกอบการจากหลายภูมิภาคทั่วไทย ทีมเศรษฐกิจ “ไทยรัฐ” พบว่าพวกเขาอาจทำธุรกิจต่างประเภท แต่กลับมีความรู้สึกไม่ต่างกัน นั่นคือการพยายามรักษาธุรกิจให้อยู่รอดโดยไม่ผลักภาระทั้งหมดไปยังผู้บริโภค ยอมลดกำไร ยอมชะลอการลงทุน หรือยอมทำงานหนักกว่าเดิม เพื่อรักษาลูกค้าและรักษาการจ้างงาน

    ด้วยตระหนักดีว่าหากวันนี้เสียฐานลูกค้าไป การฟื้นตัวในวันข้างหน้าจะยิ่งยากกว่าเดิมหลายเท่า

    “สงขลา” น้ำมันแพงซ้ำเติมวิกฤติน้ำท่วม

    จ.สงขลา เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน หลังจากเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติอุทกภัยครั้งใหญ่ ธุรกิจจำนวนมากยังไม่ทันฟื้นตัวเต็มที่ก็ต้องเผชิญคลื่นลูกใหม่จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

    โรงแรมซึ่งเคยหวังพึ่งการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวกลับต้องแบกรับต้นทุนพลังงาน ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถปรับขึ้นราคาห้องพัก เพราะเกรงจะกระทบต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว

    ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการโรงแรมที่ จ.สงขลา โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ ขณะที่ต้นทุนพลังงาน ค่าแรง และค่าใช้จ่ายหลังบ้านเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่กลับไม่สามารถปรับขึ้นราคาห้องพักได้ตามต้นทุน เพราะจะยิ่งกระทบต่อการท่องเที่ยวและความสามารถในการแข่งขัน

    “ทางออกในเวลานี้จึงไม่ใช่การขึ้นราคา แต่เป็นการ “ลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ” โดยตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมคำสั่งซื้อของผู้ประกอบการหลายแห่งเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง และหันไปจัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น ประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดตัว สบู่ แปรงสีฟัน และอุปกรณ์สุขอนามัยต่างๆ ขณะเดียวกัน หลายโรงแรมยังลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ทั้งระบบโซลาร์เซลล์ การเปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED การเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ รวมถึงระบบบริหารจัดการโรงแรมแบบดิจิทัล เพื่อลดต้นทุนระยะยาว”

    ขณะที่ในส่วนของธุรกิจโลจิสติกส์ใน จ.สงขลา ก็เผชิญสถานการณ์ไม่ต่างกัน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งโดยตรง ผู้ประกอบการหลายรายจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการคิดค่าขนส่งจากอัตราคงที่มาเป็นการอ้างอิงต้นทุนเชื้อเพลิงจริง พร้อมเปิดเผยข้อมูลต่อลูกค้าอย่างโปร่งใส ขณะเดียวกันก็ปรับเส้นทางการเดินรถให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดเที่ยววิ่งเปล่า และบริหารการใช้เชื้อเพลิงอย่างเข้มงวด

    ดร.ไพโรจน์ ชัยจิระธิกุล อุปนายกสมาคมโลจิสติกส์และขนส่งภาคใต้ เปิดเผยว่า จำเป็นต้องปรับรูปแบบการคิดค่าขนส่งใหม่ จากเดิมที่กำหนดราคาแบบคงที่ มาเป็นการปรับตามราคาน้ำมันจริง

    “เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนขนส่งก็เพิ่มขึ้นตาม หากยังใช้ราคาเดิม ธุรกิจจะขาดทุนทันที จึงต้องพูดคุยกับลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา ใช้ระบบปรับราคาตามต้นทุนน้ำมันจริง เมื่อน้ำมันลง ราคาค่าขนส่งก็ปรับลดลงเช่นกัน”

    โรงแรม “พิษณุโลก” พลิกตัววุ่น

    ภาพที่เกิดขึ้นใน จ.พิษณุโลก กลับสะท้อนอีกมิติหนึ่งของเศรษฐกิจไทย แม้จะเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือตอนล่าง แต่การฟื้นตัวกลับไม่เท่าเทียม

    โรงแรมขนาดกลางและขนาดเล็กซึ่งพึ่งพานักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นหลักได้รับผลกระทบอย่างหนัก หลายแห่งมียอดเข้าพักลดลงกว่าครึ่ง ลูกค้าที่จองห้องพักล่วงหน้าบางส่วนยกเลิกการเดินทาง

    ในขณะที่โรงแรมขนาดเล็กต้องดิ้นรน โรงแรมขนาดใหญ่ซึ่งมีฐานลูกค้าต่างชาติและกรุ๊ปทัวร์กลับยังสามารถประคองตัวได้จากยอดจองล่วงหน้า สะท้อนให้เห็นว่าความหลากหลายของตลาดลูกค้ากลายเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงที่สำคัญ ผู้ประกอบการหลายรายจึงเริ่มหันมาทบทวนกลยุทธ์การตลาด ไม่พึ่งพาลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากจนเกินไป พร้อมพัฒนาแพ็กเกจและโปรโมชันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางนานขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้น

    นายเกรียงไกร ศุภกนิษฐถวิล กรรมการผู้จัดการโรงแรมดราก้อนริเวอร์อเวนิว เปิดเผยว่า ลูกค้าจองโรงแรมส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ยอดผู้เข้าพักลดลงถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะหลังเกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและประชาชนมีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า เพื่อประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป โรงแรมต้องปรับตัวหลายด้าน ทั้งการควบคุมต้นทุน ลดค่าใช้จ่าย และปรับเปลี่ยนหน้าที่ของพนักงานจากงานบริการมาช่วยปรับปรุงและรีโนเวทห้องพัก เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันปลายปี ยอมรับว่าการดำเนินธุรกิจในเวลานี้เป็นเรื่องยาก เพราะรายได้ลดลง แต่ต้นทุน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าแรง และค่าดำเนินงาน กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วง 6 เดือนหลังของปี ทั้งโครงการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ การจัดกิจกรรมดึงดูดนักท่องเที่ยว รวมถึงการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรม

    ด้าน นางสาวปรียา สุขเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายขายโรงแรมเมย์ฟลาวเวอร์ แกรนด์ พิษณุโลก กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ภาพรวมของโรงแรมยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ เนื่องจากฐานลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นักธุรกิจ และกรุ๊ปทัวร์ ซึ่งมีการจองห้องพักล่วงหน้าตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ทำให้สามารถวางแผนบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กระแสการท่องเที่ยวเมืองรองยังได้รับความนิยมมากขึ้น แม้จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานเช่นเดียวกัน แต่โรงแรมได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการจัดโปรโมชันสำหรับผู้เข้าพักหลายคืน เพิ่มแพ็กเกจสำหรับนักท่องเที่ยว และบริหารจัดการการใช้พลังงาน เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน

    ธุรกิจ “อุดรธานี” วิ่งสู้ฟัด

    หากมองไปยัง จ.อุดรธานี ภาพของธุรกิจค้าส่งอุปกรณ์ช่างและฮาร์ดแวร์สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน จากเดิมที่ลูกค้าจะเดินทางมาซื้อสินค้าที่หน้าร้าน ปัจจุบันกลับเปลี่ยนมาใช้การสอบถามข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ดูสินค้าในรูปแบบวิดีโอ ไลฟ์สด และให้จัดส่งถึงปลายทาง ธุรกิจที่เคยพึ่งพาหน้าร้านจึงต้องเปลี่ยนตัวเองสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    นายวงศธร อารยางกูร หรือ เสี่ยอู๋ เจ้าของร้าน ป.เจริญไฮดอลิค ซึ่งเปิดธุรกิจฮาร์ดแวร์มากว่า 50 ปี กล่าวสั้นๆถึงการดำเนินธุรกิจช่วงครึ่งปีแรกนี้ว่า “ซบเซา” ร้านต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการขายใหม่ จะมาขายหน้าร้านเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีการโฆษณาร้านในสื่อโซเชียล ไลฟ์สดขายสินค้า ติดต่อกับลูกค้าทางออนไลน์ เพราะพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป ทำให้การขายในปัจจุบันเป็นขายหน้าร้าน 40% อีก 60% มาจากยอดขายทางโซเชียล

    “ส่วนสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนจากวิกฤติตะวันออกกลางนั้น มีผลกระทบต่อการขายมาก หลักๆคือค่าขนส่งแพงขึ้น ร้านต้องสั่งสินค้าเท่าที่จำเป็น จากสั่งสัปดาห์ละ 3 ครั้งก็เหลือ 1 ครั้ง แต่สั่งจำนวนมาก ส่วนการขายลูกค้าจะโทร.มาเช็กสินค้าและราคาก่อนซื้อ เราจะติดต่อลูกค้าผ่านทางโซเชียล ส่งสินค้าให้ทางดีลิเวอรี”

    “สำหรับเศรษฐกิจช่วงปีหลังพูดได้คำเดียวว่าไม่ดีขึ้น เพราะแม้ว่าสงครามตะวันออกกลางจะสงบ แต่น้ำมันก็ยังไม่ลดราคามากนัก”

    ทุเรียน “ระยอง” ส่งออกไม่หมู

    จากภาคอีสาน หากขยับลงมาสู่ภาคตะวันออก เสียงสะท้อนของผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนใน จ.ระยอง ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า วิกฤติพลังงานไม่ได้กระทบเฉพาะธุรกิจที่ใช้น้ำมันโดยตรงเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปถึงภาคการเกษตรและการส่งออกซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย แม้ “ทุเรียนไทย” จะยังครองตำแหน่ง “ราชาแห่งผลไม้” ในตลาดโลก สร้างรายได้มหาศาลเข้าสู่ประเทศทุกปี

    นายอนิรุตติ ลี้ปฐมากุล กำนันตำบลกร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง นักธุรกิจส่งออกทุเรียนไทยไปยังประเทศจีน กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีแรก ธุรกิจส่งออกทุเรียนไปประเทศจีน ต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ของไทยสูงเกินจริง ทำให้เราเสียเปรียบในการแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งอย่างเวียดนาม ซึ่งได้เปรียบเรื่องระยะทางที่ใกล้กว่า ทำให้ต้นทุนขนส่งของเขาต่ำกว่าเรามาก และด้วยระยะทางที่สั้นกว่า ทำให้สินค้าของเขามีความสดใหม่ ถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่า

    ในส่วนของการปรับตัวหรือเอาตัวรอด ในช่วงที่ต้นทุนการขนส่งแพงขึ้น เพราะต้องจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นจากเดิมเท่าตัว กำไรแทบจะหายไปหมด การปรับตัวไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะแม้การขนส่งทางเรือจะมีราคาถูกกว่า แต่ก็ติดข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาเดินทางที่อาจทำให้คุณภาพผลผลิตลดลง เราจึงต้องพลิกกลยุทธ์ ด้วยการหันมาเน้นการคัดกรองทุเรียนหน้าล้ง และปรับกระบวนการผลิต เพิ่มความเข้มงวด ให้ทุเรียนมีคุณภาพมากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงสินค้าเสียหายระหว่างทางที่เกิดความล่าช้า

    สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังต่อจากนี้ไป จะเข้าสู่ฤดูกาลผลผลิตของทุเรียนใต้ ที่ปลูกกันในหลายจังหวัด และเริ่มเข้าหน้ามรสุม มีฝนตกชุกในช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพ ความสดของทุเรียน ทำให้ต้องเพิ่มความรอบคอบในการตรวจสอบสินค้า เน้นเป็นพิเศษกว่าทุกปี เช่น เรื่องหนอน รูปทรง และผิวของทุเรียน

    “ครึ่งปีหลังนี้ กลยุทธ์ของเราจึงไม่ใช่การเร่งทำกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการประคองธุรกิจ ด้วยการคุมมาตรฐานคุณภาพให้ดีที่สุด เพื่อรักษาฐานลูกค้าประจำ และสร้างความมั่นใจในชื่อชั้นของทุเรียนไทยที่ครองใจผู้บริโภคชาวจีนตลอดมา”

    เรือแพ “กาญจนบุรี” พลิกเกมรับมือ

    อีกฟากหนึ่งของประเทศ ที่ จ.กาญจนบุรี ภาพการท่องเที่ยวริมแม่น้ำแควที่สวยงามได้ซ่อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไว้ทุกระลอกคลื่น เพราะเครื่องยนต์ทุกลำต้องใช้น้ำมัน

    นายภานุวัฒน์ ศิลแดนจันทร์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกาญจนบุรี และนายกสมาคมชาวแพชาวเรือจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีแรก “หนักกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์”

    ผู้ประกอบการวันนี้ไม่ได้เจอปัญหาเพียงเรื่องเดียว แต่เป็นหลายวิกฤติที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งต้นทุนพลังงาน เศรษฐกิจโลก ความผันผวนจากสงคราม กำลังซื้อที่ลดลง และตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทุกคนจึงต้องประคองธุรกิจด้วยความระมัดระวังมากกว่าที่เคย

    แม้สถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวย แต่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กลับเลือกใช้ช่วงเวลานี้ในการปรับตัวมากกว่าหยุดรอ หลายแห่งลงทุนซ่อมเรือ ปรับปรุงห้องพัก พัฒนามาตรฐานความปลอดภัย อบรมบุคลากร และออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ตลาดกลับมาฟื้นตัว

    “เราเลือกซ่อมเรือ ไม่ใช่ลดคุณภาพ เราเลือกพัฒนาบริการ ไม่ใช่ลดมาตรฐาน เพราะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวสร้างยาก แต่เสียได้ง่ายมาก”

    รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

    จากเสียงสะท้อนเหล่านี้พบว่าแม้ผู้ประกอบการจากแต่ละจังหวัดจะประกอบธุรกิจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่แนวคิดในการรับมือกลับมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด ไม่มีใครพูดถึงการขึ้นราคาเป็นทางออกหลัก หากแต่เลือกควบคุมต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าให้แน่นแฟ้นกว่าเดิม หลายธุรกิจหันมาทำตลาดออนไลน์จริงจัง ใช้ข้อมูลวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ปรับระบบจัดซื้อ ลดของเสีย และบริหารสต๊อกสินค้าอย่างรอบคอบ

    ทุกการตัดสินใจตั้งอยู่บนหลักคิดเดียวกัน คือทำให้ต้นทุนทุกบาทเกิดประโยชน์สูงสุด

    ท่ามกลางความไม่แน่นอน ยังมีความหวังซ่อนอยู่ในวิธีคิดของผู้ประกอบการไทย หลายคนไม่ได้รอคอยความช่วยเหลือจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เลือกสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านพลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การขยายช่องทางจำหน่าย การพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ หรือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ

    บทเรียนสำคัญจากเสียงสะท้อนของผู้ประกอบการเหล่านี้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นหรือกำไรที่ลดลง หากแต่เป็นบทเรียนของการปรับตัวในโลกที่ไม่มีความแน่นอนอีกต่อไป ธุรกิจที่อยู่รอดอาจไม่ใช่ธุรกิจที่มีเงินทุนมากที่สุด แต่คือธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด บริหารต้นทุนได้ดีที่สุด และรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าไว้ได้ยาวนานที่สุด!!!

    ทีมเศรษฐกิจ

    อ่านคอลัมน์ “สกู๊ปเศรษฐกิจ” ทั้งหมดที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2944157&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yS1qrz5Jmr8k-O0ZgucNV

  • บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังกำหนดจำนวนผู้ได้รับสิทธิไหม

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังกำหนดจำนวนผู้ได้รับสิทธิไหม

    บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ล่าสุด กระทรวงการคลัง ตอบแล้วมีกำหนดผู้ได้รับสิทธิบัตรคนจน รอบใหม่ ไหม

    ความคืบหน้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 กระทรวงการคลัง เตรียมคัดกรองคุณสมบัติผู้มีสิทธิบัตรคนจน รอบใหม่ โดยไม่ได้กำหนดจำนวนผู้มีสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะต้องการช่วยเหลือกลุ่มทีต้องการความช่วยเหลือจริงๆ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุ ที่ประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก และสังคม ได้เห็นชอบให้นำผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งรายเดิม และรายใหม่จำนวนราว 19 ล้านคน มาคัดกรองตามเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รอบใหม่ ได้แก่ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายเดิม ที่ยืนยันสิทธิจำนวน 12.7 ล้านคน จากเดิม 13.18 ล้านคน โดยในกลุ่มนี้ให้นำข้อสังเกตของสังคม ในการไม่ให้นำเกณฑ์กรณีตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำมาหักลดหย่อนภาษีในการเลี้ยงดู

    นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้นำกลุ่มเปราะบางจากฐานข้อมูลกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงมหาดไทย จำนวน 1.04 ล้านคน รวมถึงกลุ่มตกหล่นจากการลงพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทยจำนวน 5.4 ล้านคน เข้ามาคัดกรองตามเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ด้วย

    หลังจากนี้ คณะกรรมการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะใช้เวลากลั่นกรองผู้ที่ผ่านเกณฑ์ได้บัตรคนจน รอบใหม่ เพื่อกลับมารายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการบัตรคนจนฯ เห็นชอบอีกครั้ง โดยคาดว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบได้ในวันที่ 14 ก.ค. 2569 ก่อนที่จะมีการประกาศชื่อผู้ได้สิทธิบัตรคนจนรอบใหม่อย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ก.ค. 2569

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/953703/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_nbcnWOGQgHUu6j2MoMl9

  • สวนดุสิตโพลเผย อนุทิน-รักชนก นั่งแท่นนักการเมืองเด่น ปชช.ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส

    สวนดุสิตโพลเผย อนุทิน-รักชนก นั่งแท่นนักการเมืองเด่น ปชช.ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส

    สวนดุสิตโพลเผย อนุทิน-รักชนก นั่งแท่นนักการเมืองเด่น ปชช.ปลื้ม ไทยช่วยไทยพลัส

    วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.56 น.

    5 กรกฎาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนมิถุนายน 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,054 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน -3 กรกฎาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมิถุนายน เฉลี่ย 3.69 คะแนน เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ได้ 3.66 คะแนนตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.17 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุดคือการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.03 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 35.00 รองลงมาคือ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ร้อยละ 27.84 ด้านฝ่ายค้านคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 30.12 รองลงมาคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 24.11 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ไทยช่วยไทยพลัส ร้อยละ 62.37 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ร้อยละ 44.14

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ภาพรวมดัชนีขยับขึ้น 0.03 คะแนน โดยมี “ไทยช่วยไทยพลัส”ช่วยสร้างความรู้สึกเชิงบวกและบรรเทาภาระค่าครองชีพในระดับหนึ่ง แต่ยังมองว่าเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัว จึงทำให้คะแนนด้านเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำนอกจากนี้ ทั้งผลงานรัฐบาลและผลงานนายกรัฐมนตรียังปรับลดลง สะท้อนว่าแม้ประชาชนจะชื่นชอบมาตรการช่วยเหลือเฉพาะด้าน แต่ยังไม่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในภาพรวมอย่างชัดเจน

    ผศ.ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ รองคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมิถุนายน 2569 ชี้ให้เห็นว่า ในภาพรวมมีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากนโยบายบรรเทาทุกข์ระยะสั้นของรัฐบาล เช่น ไทยช่วยไทยพลัส แต่ในทางกลับกันการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังขาดประสิทธิผล โดยเฉพาะด้านความโปร่งใสและการปราบปรามการทุจริต รวมถึงการแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพลที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดของการสำรวจซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และเสถียรภาพของรัฐบาลที่มีคะแนนลดลงเช่นเดียวกันในขณะที่ผลงานของฝ่ายค้านมีความโดดเด่นสูงสุดจากการสำรวจครั้งนี้

    ทั้งนี้ผลส ารวจสะท้อนให้เห็นสภาวะที่ฝ่ายบริหารต้องพึ่งพานโยบายสวัสดิการเพื่อรักษาเสถียรภาพและความนิยมที่มีต่อรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งปรับปรุงยุทธศาสตร์การบริหารจัดการภาครัฐ (Public Management Strategy)และยกระดับระบบธรรมาภิบาลเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ไม่เช่นนั้นแล้วในระยะต่อ ๆ ไป หลังจากนี้รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นจากกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้นขึ้นในอนาคต

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/975166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09wUA9QL8A5o09Gkhhdb9f

  • “กาฬสินธุ์ เมืองแห่งโปงลาง” พลิกโฉมเมืองรองด้วย “ทุนวัฒนธรรม” สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย

    “กาฬสินธุ์ เมืองแห่งโปงลาง” พลิกโฉมเมืองรองด้วย “ทุนวัฒนธรรม” สร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทย

    ประวัติศาสตร์ของโปงลางผูกพันกับวิถีชีวิตชาวอีสานมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเริ่มต้นมาจาก “เกราะลอ” ซึ่งเป็นเครื่องประกอบจังหวะในวงดนตรีพื้นเมือง และในอดีตมักใช้ตีบอกสัญญาณในชุมชน

    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ นายเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปการแสดง ซึ่งเป็นชาวกาฬสินธุ์ ได้นำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาคิดค้นและพัฒนารูปแบบของเกราะลอ จนกลายมาเป็น “โปงลาง” ที่มีมาตรฐานและมีท่วงทำนองที่สมบูรณ์ในปัจจุบัน

        
    คุณลักษณะเด่นของโปงลาง มีดังนี้ โครงสร้าง มีลักษณะคล้ายระนาด ทำด้วยท่อนไม้ร้อยต่อกันจำนวน 13 ท่อน โดยแต่ละท่อนจะมีความยาวลดหลั่นกันตามลำดับของเสียง

    วัตถุดิบ นิยมใช้ “ไม้มะหาด” เนื่องจากเป็นไม้ที่ให้เสียงกังวานและมีความคงทนสูง

    ภูมิปัญญาชาวบ้าน ชาวบ้านพบเคล็ดลับว่า หากนำต้นมะหาดที่ “ยืนต้นตาย” มาทำโปงลาง จะยิ่งให้เสียงที่ไพเราะและกังวานเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจในธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

        
    เมื่อนำโปงลางมาบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานชนิดอื่น ๆ เช่น แคน พิณ และกลอง ผนวกเข้ากับการฟ้อนรำที่อ่อนช้อยทว่าสนุกสนาน จึงเกิดเป็น “รำโปงลาง” ศิลปะการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์ และสะท้อนภาพวิถีชีวิต ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติของชาวอีสานออกมาได้อย่างทรงคุณค่า

    จากทุนทางวัฒนธรรมในอดีต ปัจจุบันได้ถูกนำมาต่อยอดผ่านงานวิจัยเชิงพื้นที่ โดยสอดคล้องกับรายงานวิจัยโครงการ “การพัฒนาเมืองแห่งทุนทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน และเครือข่ายย่านวัฒนธรรมชุมชน ระยะที่ 2”

       
    นอกจากนี้ ยังมีโครงการวิจัยสำคัญเรื่อง “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์” ดำเนินงานโดยมูลนิธิสื่อสานพลังชุมชน ซึ่งอยู่ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญในการ “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม”

        
    โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายวิจัยระดับประเทศ ได้แก่ กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

       
    กรณีศึกษาของ “โปงลาง กาฬสินธุ์” เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ทุนทางวัฒนธรรมชุมชนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอดีตหรือความบันเทิงเท่านั้น แต่เมื่อนำมาผสานเข้ากับกระบวนการวิจัยและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็น “ทุนชาติ” ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ และดึงดูดการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้สู่เมืองรองตามนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศต่อไป

    ภาพและข้อมูลจาก “กาฬสินธุ์”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378979786&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MiojGkcLuoUV4pC9rxOiC

  • เบรก! พ.ร.บ.SEC-แลนด์บริดจ์ จับตาแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้

    เบรก! พ.ร.บ.SEC-แลนด์บริดจ์ จับตาแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้

    แม้รัฐบาลประกาศชะลอโครงการแลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) อย่างเป็นทางการ พร้อมยุติการเสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ พ.ศ. …. (Southern Economic Corridor : SEC) เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแล้ว โดยที่ประชุมเห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมเพื่อจัดทำแผนการพัฒนาภาคใต้ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมทำงานร่วมกับกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch ) นำโดยนายประสิทธิชัย หนูนวล ประธาน SEC Watch  ซึ่งเป็นการถอยและเปิดทางให้คณะกรรมการร่วม  3 ฝ่าย ระหว่างภาครัฐและตัวแทนภาคประชาชน ทบทวนและร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาภาคใต้ใหม่ทั้งหมด 

    ถือเป็นชัยชนะก้าวสำคัญของการบรรลุข้อเรียกร้อง 5 ข้อของเครือข่ายประชาชนหยุดกฎหมายขายแผ่นดิน ประกอบด้วย ยุติการผลักดันกฎหมาย SEC ยุติโครงการแลนด์บริดจ์ ทบทวนและยกเลิกแผนการพัฒนาภาคใต้ฉบับใหม่ ชดเชยผลกระทบที่เกิดจากการถมทะเลให้แก่ชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดระยอง และยุติการขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี

    ขณะที่ความเคลื่อนไหวคณะกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 คณะกรรมการศึกษาแลนด์บริดจ์ที่แต่งตั้งขึ้น ลงพื้นที่ครั้งแรกที่ จ.ระนอง เมื่อวันที่ 3-4 ก.ค.นี้ เพื่อสำรวจพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน บริเวณใกล้กับที่ตั้งโครงการท่าเทียบเรือ ซึ่งเป็นจุดก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ฝั่งอันดามันชุมพร-ระนอง ถูกกำหนดไว้ที่แหลมอ่าวอ่าง ต.ทรายแดง อ.เมืองระนอง พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ติดและคาบเกี่ยวกับแนวเขตพื้นที่อนุรักษ์ของอุทยานแห่งชาติแหลมสน ซึ่งจะมีการถมทะเลเพื่อพัฒนากิจการและพื้นที่ท่าเทียบเรือร่วมด้วย

     นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้สำรวจพื้นที่บริเวณอ่าวเคย  เป็นจุดเดียวที่สามารถเห็นโครงการได้จากบนฝั่งและมีหมู่บ้านประมงพื้นที่ท่าเรือระนอง ต.ปากน้ำ อ.ระนอง เป็นท่าเรือที่ยังเปิดดำเนินการในปัจจุบันและเป็นท่าเรือที่ใช้ขนถ่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างไปยังพื้นที่ถมทะเล  รวมถึงสำรวจพื้นที่ กม. 82 + 200 เป็นจุดที่โครงการมอเตอร์เวย์และรถไฟยกระดับข้าม บริเวณ ทล.4 และข้ามป่าชายเลน ก่อนเชื่อมต่อไปยังโครงการท่าเรือ

    อีกจุดเป็นพื้นที่ช่วง กม.77 – 79 บ้านห้วยปลิง ต.ราชกรูด อ.เมืองระนอง ปัจจุบันเป็นพื้นที่เกษตรและชุมชนที่ต้องมีการเวนคืนเพื่อก่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟ  ตามด้วยสำรวจพื้นที่ กม. 61 + 000 บริเวณ อบต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร เป็นจุดเริ่มต้นการก่อสร้างอุโมงค์ ตัวที่ 8 (ความยาว 8 กิโลเมตร) โดยจะนำข้อมูลจากการสำรวจในพื้นที่รวบรวมส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่รับทราบรายละเอียดต่อไป     แน่นอนว่า เครือข่ายกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และชุมชนในพื้นที่ต่างคาดหวังให้ในรายงานสำรวจครบคลุมประเด็นผลกระทบและข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ดังกล่าว

    ปฏิเสธไม่ได้ว่า บทเรียนจากระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ( ECC ) ที่แลกมาด้วยผลกระทบสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ส่งสัญญาณเตือนควบคู่กับความวิตกกังวลในพื้นที่ภาคใต้หากมีการโครงการพัฒนาขนาดใหญ่  ทำให้ร่าง พ.ร.บ SEC ถูกต่อต้านและเรียกร้องให้หยุดกฎหมายขายชาติ ขายทรัพยากรธรรมชาติ  รวมถึงหยุดยั้งโครงการแลนด์บริดจ์ก่อนหายนะเกิดขึ้นที่ด้ามขวาน

    ดร.สมนึก จงมีวศิน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย EEC Watch กล่าวว่า การพัฒนาภาคตะวันออกมีปัญหาปิดโรงงานและลดการจ้างงานเพื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น และขาดนวัตกรรมของตัวเอง ต่างชาติจึงย้ายฐานการผลิต ไปในประเทศที่มีศูนย์การวิจัยและพัฒนา ไทยเป็นมือปืนรับจ้าง จนมาถึงยุค EEC ให้ BOI สูงกว่าเดิมจาก 8 ปี เป็น 13 ปี  จนมีกฎหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มาพร้อมคำสั่ง คสช. เกิด  พ.ร.บ.EEC  ยกเว้นภาษีนิติบุคคล 15 ปี  ทำให้โรงงานต่างๆ เข้าในพื้นที่  ตามกฎหมายสามารถจ้างแรงงานของประเทศตนเองได้ ทำให้ไม่จ้างงานคนไทยถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่างอาชีพสงวน อย่างเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 

    ปัจจุบันประเทศที่เข้ามามากที่สุดในเขต EEC เป็นประเทศจีน  ฮ่องกง ไต้หวัน สิงค์โปร แรงงานระดับสูงใช้คนของประเทศตนเอง เข้ามาในตำแหน่ง เช่นเดียวกับแรงงานระดับกลาง   ส่วนระดับล่างเป็นแรงงานข้ามชาติทั้งหมด  ส่วนเขตส่งเสริม EEC นิคมที่ตั้งขึ้นมาไม่มีการถ่ายทอดนวัตกรรมให้คนไทย ยังไม่พอมาประกอบรถที่ไทย ซึ่งไม่ใช้ทักษะสูง ใช้แรงงานระดับล่าง เป็นแรงงานข้ามชาติเพราะจ้างถูกกว่าแรงงานไทย

    “ EEC ทุนที่เคยอยู่อย่างญี่ปุ่น แคนาดา อเมริกา เริ่มไม่อยู่ เพราะจีนซื้อบริษัทจีนเท่านั้น  รถยนต์จีน 1 บริษัท    มาพร้อม 20 บริษัทจีน  มีงานวิจัยรับรองชัดเจน แรงงานไทยจะไปอยู่ตรงไหน เกิดกลียุค คำถามอย่างนี้เรียกความเจริญมั้ย  คำถามต่อมาโครงการเมกะโปรเจ็กว์ต่างๆ มีอะไรเสร็จแล้วบ้าง  ท่าเรือแหลมฉบังยังถมทะเลไม่เสร็จ ต้องใช้เวลาถมเพิ่มอีก 400 กว่าวัน ท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3 ระยะ1 ถมแล้ว  มีคนมาสร้าง 1 จุด อีก 2 จุดยังประมูล ไม่มีใครเอา ถมฟรีหรือเปล่า  ชาวระยองยังไม่ได้รับเงินเยียวยา  รถไฟความเร็วสูงวิ่งจากดอนเมือง ไปสุวรรณภูมิ ผ่านฉะเชิงเทรา  ไปชลบุรี จบที่ระยอง ยังไม่ได้สร้าง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม บอกถ้าไม่ได้ เดี๋ยวประมูลใหม่ อู่ตะเภาเพิ่งจะเริ่มก่อสร้าง และเปลี่ยนแบบใหม่ โดยไม่ต้องทำ EIA  ศูนย์บำรุงรักษาอากาศยานก็ไม่ทำ มันเจริญฮวบๆ แย่ลง  GDP ตั้งแต่ปี 2560-2569 ลดลงฮวบๆ  “ ดร.สมนึก กล่าว

      ประเด็นที่ดิน ผอ.ฝ่ายวิจัย EEC Watch กล่าวว่า  เมื่อไม่มีนักลงทุนใหม่ มีกลุ่มเดียวเกิดการควบคุมระบบ และขยายตัวสู่พื้นที่อื่นๆ เกิดการซื้อขายที่ดิน EEC มาราคาที่ดินขึ้น 100%  ที่ดินตกอยู่ในกลุ่มคนมีเงิน เพื่อพัฒนาที่ดินเป็นอุตสาหกรรม จีนไม่จำเป็นต้องเช่า หรือเช่าที่ราชพัสดุ สปก. ซึ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายได้   ตอนนี้จีนเทาเหิมเกริมไปตั้งที่อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ  จ.ปราจีนบุรี จีนที่มาลงทุนไทย เป็นอุตสาหกรรมที่จีนเขี่ยออกมา เลือกประเทศไทย เพราะกฎหมายไทยอ่อนแอ ที่ดินหาซื้อได้ง่าย สีเขียว สก ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้ สีเหลืองไข่ไก่ ตั้งนิคมอุตสาหกรรมได้ หากยังเป็นแบบนี้ ผังเมืองควรระบายสีม่วงไปทั้ง 3 จังหวัดเลย การขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรีจะทำก็ต่อเมื่อปรับปรุง EEC จนสำเร็จ แก้ปัญหาที่รุมเร้าได้

    “ ความเจริญต้องไม่เบียดเบียนภาคเกษตรกรรม ภาคท่องเที่ยวบริการ ไม่เบียดเบียนชุมชนท้องถิ่น ไม่เบียดเบียนอุปโภคบริโภค  ถ้าเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพ แย่งชิงทรัพยากร ไม่เรียกความเจริญ ภาคตะวันออกคนตกงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  เพราะไม่ต้องการจ้างคนไทย และสามารถเก็บความลับของระบบอุตสาหกรรม แผ่นดินไทยกลายเป็นที่ทำงานต่างชาติ  อีกประเด็นใหญ่ ที่ดินตกในมือเอกชน เฉพาะเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งนิคม โรงงานข้างนอก ราว 1.5 แสนไร่ กลายเป็นเขตส่งเสริม และยังมีพื้นที่เพิ่มรอคณะรัฐมนตรีอนุมติ   พอน้ำมันรั่ว EEC บอกไม่เกี่ยว ขยะปราจีนบุรี บอกไม่เกี่ยว ถามว่ากากอุตสาหกรรมจากเขตส่งเสริมไปไหน  มันไปทิ้งตรงไหน  แล้วจะพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้    “  ดร.สมนึก ย้ำ

    ประสิทธิชัย หนูนวล ประธาน SEC Watch กล่าวว่า การคัดค้าน พ.ร.บ.SEC และแลนด์บริดจ์ เพราะกระทบชีวิตชาวประมง สูญเสียอาชีพไปตลอดชีวิต บทเรียน EEC ชัดเจนมากภาคใต้จะหายนะอย่างไร หากใช้โมเดลการพัฒนาพื้นที่แบบนี้ เราหยุดกฎหมาย SEC ที่มีการรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้ว ยกเลิกแลนด์บริดจ์ เราจะร่วมเขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่ ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกำหนดอนาคต ไม่ให้ผู้มีอำนาจชี้ แล้ว ประชาชนต้องรับกรรม  จะต้องให้คณะกรรมการร่วมพัฒนาภาคใต้ชี้ให้ชัดเจนใน 14 จังหวัดภาคใต้ ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด ข้อเรียกร้องที่ได้รับการตอบสนอง เราชนะเพื่อรักษาอธิปไตย

    “ แลนด์บริดจ์ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ทันที่ขุดคลอง เช้าสหรัฐจะมาจองท่าเรือที่อ่าวไทย จีนมาจองท่าเรืออันดามัน แล้วญี่ปุ่นจะถามว่าไม่ให้เหรอ จะกลายเป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้ง มหาวิปโยคด้านสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้น นักวิชาการย้ำจะกัดเซาะชายฝั่งรุนแรง ชาติมหาอำนาจต้องการมากกว่าแลนด์บริดจ์ เพราะต้องการยุทธศาสตร์ความมั่นคงระหว่างมหาสมุทร อย่าหยิบยื่นความมั่นคงของชาติ ให้กลายเป็นความเปราะบางของชาติทุกมิติ  การเขียนแผนพัฒนาภาคใต้ใหม่  เกษตร 2.4 ล้านคน ท่องเที่ยว 2.1 ล้านคน อุตสาหกรรม 7-8 แสนล้านคนที่ทำงานอยู่ จะพัฒนาอย่างไร เป็นโจทย์ที่ประชาชนภาคใต้ร่วมกำหนดภายใต้กระบวนการและกลไกที่ถูกต้อง โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ภาคใต้ไม่จำเป็นเลย  “ ประสิทธิชัยมองแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้กำหนดชะตากรรม

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/1026808/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2N5B8c_G1xswx86-trv-SG

  • นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพ ศก.

    นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพ ศก.

    วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    นายกฯ ตั้งทีม มหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพกลไกทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน พัฒนามาตรฐานระบบราชการสู่สากล

    เมื่อวันที่ 5 ก.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงมหาดไทย” มีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการร่วมกันผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านความร่วมมือด้านนโยบายเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลระหว่างประเทศสมาชิก

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า การดำเนินการด้วยกลไกคณะกรรมการฯ ดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อหนุนเสริมการเตรียมความพร้อมและผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามคำแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยคณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบาย วางแผนภาพรวม ปรับปรุงข้อกฎหมาย และกฎระเบียบของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนการประสานงานระหว่างประเทศ เพื่อหาเสียงสนับสนุนและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประเทศสมาชิก

    “การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและยกระดับประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย กฎระเบียบ ธรรมาภิบาล การลงทุน การแข่งขัน นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพภาครัฐ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ เสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเมือง ภูมิภาค และพื้นที่ชนบทของประเทศสมาชิก สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวด้วยว่า ในห้วงที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้มีบทบาทเชิงรุกในการดำเนินงานร่วมกับคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาภูมิภาค (RDPC) อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การติดตามพัฒนาการเชิงนโยบาย และการเข้าร่วมประชุมในระดับต่าง ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกย่อยของ OECD เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความนิยมไทยสู่สากล อันจะยังผลให้เกิดการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/975217&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RRj18iZcHAxY-EEVb4HGd