Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • บุกทลาย 2 ผับดังกลางกรุง! ลอบเปิดไร้ใบอนุญาต พบฉี่ม่วง-จ้างต่างด้าวทำอาชีพสงวนคนไทย | เดลินิวส์

    บุกทลาย 2 ผับดังกลางกรุง! ลอบเปิดไร้ใบอนุญาต พบฉี่ม่วง-จ้างต่างด้าวทำอาชีพสงวนคนไทย | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 23.30 น.วันที่ 5 ก.ค. พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ลุมพินี สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กรุงเทพมหานคร (ปปส.กทม.), กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน, สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, หน่วยข่าวกรองทหารบก-ทหารเรือ และพรรคเศรษฐกิจ นำโดย พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์, สส.อังสณา เนียมวณิชกุล (ดร.แนน) โฆษกคณะกรรมาธิการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด และ สส.พีรพล กนกวลัย โฆษกคณะกรรมาธิการ ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมกว่า 50 นาย ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบสถานบริการ 2 แห่ง ซึ่งอยู่ใกล้กันภายในบริเวณซอยราชดำริ 1 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่าเป็นสถานบริการของกลุ่มบุคคลต่างด้าว ที่อาจผิดกฎหมาย

    พ.ต.อ.ยิ่งยศ สุวรรณโณ ผกก.สน.ลุมพินี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบนักท่องเที่ยวเป็นชาวต่างชาติทั้งหญิงและชาย ทั้งสองแห่งประมาณกว่า 100 คน ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพมึนเมา เจ้าหน้าที่จึงให้นักท่องเที่ยวทั้งหมดตรวจปัสสาวะ เบื้องต้นพบมีนักท่องเที่ยวปัสสาวะสีม่วง 1 คน แต่ภาพรวมไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย โดยร้านทั้ง 2 แห่งเพิ่งเปิดบริการมาได้ไม่นาน มีกลุ่มลูกค้าเป็นชาวต่างชาติ ส่วนผู้ดูแลและผู้จัดการร้านพบว่าเป็นคนไทย

    ส่วนการตรวจสอบใบอนุญาตของร้าน ทั้ง 2 แห่งพบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานบริการ รวมถึง ยังมีความผิดเกี่ยวกับกรณีที่พนักงานร้านมีใบอนุญาตทำงานไม่ตรงกับนายจ้างที่ระบุไว้ และมีพนักงานแคชเชียร์ เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับงานต้องห้ามประกอบที่เป็นอาชีพสงวนเฉพาะคนไทย รวมดำเนินคดีกับพนักงานในร้านทั้งหมด 15 คน นอกจากนี้ยังมีความผิดในส่วนของนักท่องเที่ยวที่ตรวจพบปัสสาวะสีม่วงในคดียาเสพติด อีก 1 คน โดยหลังจากนี้จะขยายผลตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องและผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลักลอบเปิดสถานบริการผิดกฎหมายต่อไป

    ด้าน สส.อังสณา พรรคเศรษฐกิจ กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ในนาม โฆษก คณะกรรมาธิการฟอกเงินและยาเสพติด หลัง มีหน่วยข่าวกรอง และกลุ่ม ศปปส. ได้มีการประสาน ให้เข้ามาร่วมตรวจสอบซึ่งพบว่าสถานที่ ทั้ง 2 แห่งมีชาวต่างชาติ มาเที่ยวเป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งสองแห่งบอกว่าไม่มีใบอนุญาตรวมถึงนักท่องเที่ยวมีสารเสพติด ทั้งนี้จะมีการขยายผลต่อไป

    ขณะที่ สส.พีรพล กล่าวด้วยว่า ตนได้รับมอบหมายจาก นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมธิการฯ ให้มาร่วมตรวจสอบชาวต่างชาติที่มาประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นความมั่นคงของรัฐ ว่าเป็นกิจการที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคตข้างหน้า

    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้กระทำความผิดทั้งหมดส่งให้ทางพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6001409/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21R-vEAvSR93rqVzBHSoaI

  • ‘น้ำเงิน’ คะแนนลดฮวบ! ‘ธนพร’ ชี้รากหญ้าปันใจ-รัฐบาลแก้เศรษฐกิจเหลว จับตาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอดหรือร่วง | เดลินิวส์

    ‘น้ำเงิน’ คะแนนลดฮวบ! ‘ธนพร’ ชี้รากหญ้าปันใจ-รัฐบาลแก้เศรษฐกิจเหลว จับตาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอดหรือร่วง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง เปิดเผยถึงผลสำรวจความนิยมทางการเมืองล่าสุดของ “นิด้าโพล” ซึ่งพบว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน มีคะแนนนิยมนำเป็นอันดับหนึ่ง ว่า สะท้อนภาพชัดเจนถึงความตกต่ำของ “พรรคสีน้ำเงิน” ที่คะแนนนิยมลดลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่รัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศได้เพียง 3 เดือนเศษ ในทางกลับกัน “พรรคสีแดง” เริ่มปรับเกมแก้ทางได้ดีขึ้น โดยเฉพาะคะแนนนิยมของ อ.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พิสูจน์ให้เห็นว่า บารมีของ “นายใหญ่” ยังคงขลังและมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างสูง

    รศ.ดร.ธนพร ชี้จุดสำคัญ ผลโพลครั้งนี้ ว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 70% เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและชนชั้นกลางระดับล่าง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจหนักที่สุด และเป็นฐานเสียงเดิมของพรรคสีน้ำเงิน การที่ตัวเลขดิ่งเหวเช่นนี้ แสดงว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” รวมถึงฝีมือของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ยังสอบตก ไม่สามารถเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง ซ้ำร้ายยังถูกซ้ำเติมด้วยข่าวด้านลบ ทั้งปมโครงการ AI และข้อกล่าวหาทุจริตในกระทรวงมหาดไทย จนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างหนัก

    “ต้องจับตาไปที่วันที่ 9 ก.ค. 2569 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดี พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ถ้ารอด รัฐบาลก็พอยื้อหายใจต่อได้ แต่หากศาลชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน จะเกิดเอฟเฟกต์แรงกระเพื่อมทางการเมืองชนิดสั่นสะเทือน เลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความอยู่รอดของรัฐบาลในระยะยาวอย่างแน่นอน” รศ.ดร.ธนพร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6002158/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DTD0OxP2xjws_zpgPlH4V

  • “นายกฯ อนุทิน” ตั้งทีมมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพกลไกทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และพัฒนามาตรฐานระบบราชการสู่สากล

    “นายกฯ อนุทิน” ตั้งทีมมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพกลไกทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และพัฒนามาตรฐานระบบราชการสู่สากล

    “นายกฯ อนุทิน” ตั้งทีมมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD เสริมศักยภาพกลไกทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และพัฒนามาตรฐานระบบราชการสู่สากล


    5/07/2569 | 38 |

    วันนี้ (5 ก.ค. 69) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงมหาดไทย” มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการร่วมกันผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านความร่วมมือด้านนโยบายเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลระหว่างประเทศสมาชิก

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า การดำเนินการด้วยกลไกคณะกรรมการฯ ดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อหนุนเสริมการเตรียมความพร้อมและผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามคำแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยคณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบาย วางแผนภาพรวม ปรับปรุงข้อกฎหมาย และกฎระเบียบของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนการประสานงานระหว่างประเทศ เพื่อหาเสียงสนับสนุนและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประเทศสมาชิก

    การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและยกระดับประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย กฎระเบียบ ธรรมาภิบาล การลงทุน การแข่งขัน นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพภาครัฐ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ เสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเมือง ภูมิภาค และพื้นที่ชนบทของประเทศสมาชิก สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในห้วงที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทยได้มีบทบาทเชิงรุกในการดำเนินงานร่วมกับคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาภูมิภาค (RDPC) อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การติดตามพัฒนาการเชิงนโยบาย และการเข้าร่วมประชุมในระดับต่าง ๆ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกย่อยของ OECD เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมและบริการของประเทศสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนการทูตวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และความนิยมไทยสู่สากล อันจะยังผลให้เกิดการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/165978


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/519176&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Soq521Pdoe3T_th2Y394F

  • การเมืองเดือดล่วงหน้า! เปิดโพลล่าสุด ใครคือ “นายกฯ ในใจประชาชน” ยุคปี 69? | เดลินิวส์

    การเมืองเดือดล่วงหน้า! เปิดโพลล่าสุด ใครคือ “นายกฯ ในใจประชาชน” ยุคปี 69? | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำการสำรวจผลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 2/2569 สำรวจระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ จำนวน 2,500 ตัวอย่าง

    ร้อยละ 3.68 ระบุอื่น ๆ ได้แก่: พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม), นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่), นางสาวตรีนุช เทียนทอง (พรรคพลังประชารัฐ), นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์, นายวสวรรธน์ พวงพรศรี (พรรคไทรวมพลัง), นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์), นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน), นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (พรรคประชาชน), พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ), ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (พรรคภูมิใจไทย), ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่), นางสาวรักชนก ศรีนอก (พรรคประชาชน), นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง (พรรคประชาชน), นายกรณ์ จาติกวณิช (พรรคประชาธิปัตย์), นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ (พรรคทางเลือกใหม่), นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (พรรคประชาชน) และนายสุชาติ ชมกลิ่น (พรรคภูมิใจไทย)

    ร้อยละ 2.08 ระบุอื่น ๆ ได้แก่: พรรคกล้าธรรม, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคโอกาสใหม่, พรรคประชาชาติ และพรรคไทรวมพลัง

    ข้อมูล ณ วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ติดต่อศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” โทร. 02-727-3594-6 | E-mail: [email protected]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6001400/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ln8KBNsiWlTLngibztzaW

  • ‘เอนกชัย’ ย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม ชู เศรษฐกิจไพรด์ เชื่อมโอกาส คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีของทุกคน

    ‘เอนกชัย’ ย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม ชู เศรษฐกิจไพรด์ เชื่อมโอกาส คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีของทุกคน

    ‘เอนกชัย’ คณะทำงาน รมว.พม. กล่าวปาฐกถาในงานเสวนา Thailand Pride Economy Forum 2026 ย้ำความสำเร็จกฎหมายสมรสเท่าเทียม ชู เศรษฐกิจไพรด์ เชื่อมโอกาส คุณภาพชีวิต และศักดิ์ศรีของทุกคน

    ‘เอนกชัย เรืองรัตนากร’ คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวปาฐกถาในงานเสวนา Thailand Pride Economy Forum 2026 จัดโดย Pride Ready Asia™ Pride Economy Thailand และพันธมิตร ที่ True Digital Park เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดย ‘เอนกชัย’ ได้เผยผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า [ Thailand Pride Economy Forum 2026: PRIDE MOVE ]

    ฟิล์มได้รับเกียรติให้กล่าวปาฐกถาในงานเสวนา Thailand Pride Economy Forum 2026 จัดโดย Pride Ready Asia™ Pride Economy Thailand และพันธมิตร ที่ True Digital Park เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

    ความสำเร็จในการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมในสมัยรัฐบาลนายกแพทองธาร ชินวัตร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อสังคมไทย ทั้งในเชิงโครงสร้างสังคม และในเชิงคุณค่าครับ

    ในเชิงโครงสร้างสังคม ถือเป็นการรับประกันว่า “บุคคลทุกเพศ” มีสิทธิก่อตั้งครอบครัว ซึ่งนำมาสู่การปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิในการก่อตั้งครอบครัวของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยมีฐานคิดสำคัญในการแก้ไขถ้อยคำในลักษณะที่ไม่บ่งถึงเพศ เช่น แก้ไขคำว่าสามีภริยาเป็น “คู่สมรส” และการแก้ไขคำว่าชายหญิงเป็น “บุคคล” และมุ่งเน้นส่วนที่เกี่ยวกับการสมรสเป็นสำคัญ

    ในเชิงคุณค่า สมรสเท่าเทียมมิใช่เพียงการรับรองสิทธิทางกฎหมายของบุคคลหลากหลายเพศ หากแต่สะท้อนถึงความก้าวหน้าของสังคมไทยในการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความหลากหลายทางเพศ สนับสนุนให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความเสมอภาคในทุกมิติของชีวิต เมื่อสังคมยอมรับในความแตกต่างหลากหลายชลทางเพศ และทุกคนรู้สึกปลอดภัย สามารถเปิดเผยตัวตนและเลือกใช้ชีวิตของตนเองได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่ง

    ท้ายที่สุดไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายและการเคารพในคุณค่าของบุคคลทุกเพศ ซึ่งล้วนมีความแตกต่างกัน (ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย และบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ)

    กระทรวง พม. เป็นหน่วยงานรัฐที่มีพันธกิจสำคัญในการปฏิบัติงาน คือ

    (1) เสริมสร้างศักยภาพคนและสร้างความเข้มแข็งของสถาบัน ครอบครัว

    (2) เสริมสร้างโอกาสและการคุ้มครองทางสังคมอย่างเท่าเทียม

    (3) ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมและเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน รวมทั้งมีวิสัยทัศน์ คือ ประชาชนเข้าถึงโอกาส และการคุ้มครองทางสังคม มีความมั่นคงในชีวิต

    ดังนั้น กระทรวง พม. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและสังคมที่มีคุณภาพ เฝ้าระวังและดูแลผู้คนในสังคมทุกเพศ ทุกช่วงวัย ทำหน้าที่ให้บริการประชาชนทั้งด้านสวัสดิการและการคุ้มครองสิทธิด้วยความเข้าใจ รวมถึงพัฒนาบุคลากรในสังกัดให้มีการสื่อสารและการใช้ภาษาที่สุภาพและเป็นกลาง พิทักษ์สิทธิและส่งเสริมให้เกิดสังคมแห่งความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างต่อเนื่อง

    ผลการดำเนินงานสำคัญ เช่น

    1 การประกาศใช้ พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ เมื่อปี 2558 เป็นกลไกสำคัญในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และป้องกันมิให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ [ซึ่งหมายถึง การกระทำ หรือไม่กระทำการใดอันเป็นการ แบ่งแยก กีดกัน หรือจำกัดสิทธิทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยปราศจากความชอบธรรมเพราะเหตุที่บุคคลนั้นเป็นชาย หญิง หรือมีการแสดงออกที่แตกต่างทางเพศโดยกำเนิด]

    หากบุคคลใดได้รับหรือจะได้รับความเสียหายการจากเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ สามารถยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ (คณะกรรมการ วลพ.) เพื่อให้วินิจฉัยและรับการคุ้มครอง หรือชดเชยและเยียวยาจากการเป็นผู้เสียหายจากการถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศได้ โดยมีการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.

    2 การจัดทำกฎหมายเพื่อการรับรองเพศ เนื่องจาก พม. ตระหนักถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ อาทิ ปัญหาการใช้คำนำหน้านามในเอกสารราชการไม่ตรงกับเพศสภาพที่ปรากฏ ปัญหาในการเข้ารับบริการทั้งจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

    3 การสนับสนุนงบประมาณ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว โดยกองทุนส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ได้มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้หน่วยงาน/องค์กร สามารถเสนอโครงการ/กิจกรรมซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนประเด็นเกี่ยวกับความเท่าเทียมระหว่างเพศ

    4 การส่งเสริมให้มีกลไกส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงชายในระบบราชการ โดยกำหนดให้มีการแต่งตั้งผู้บริหารด้านการส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย (CGEO) และมีศูนย์ประสานงานด้านการส่งเสริมความเสมอภาคหญิงชาย (GFP) ในหน่วยงานภาครัฐระดับกระทรวง/กรม และขณะนี้ได้มีการขับเคลื่อนให้เกิดการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ (Gender Equality Center) ในระดับจังหวัด

    อย่างไรก็ตาม การสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมระหว่างเพศดังกล่าว ให้ประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม กิจกรรมที่ทุกภาคส่วนร่วมกันจัดขึ้นจึงถือเป็นโอกาสสำคัญที่สะท้อนให้ประชาชนและสังคมเห็นว่า ทุกภาคส่วนพร้อมที่จะส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศให้เกิดในประเทศไทยอย่างจริงจัง และ พม. พร้อมรับฟังปัญหา ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายเพื่อพัฒนาการดำเนินงาน รวมทั้งพร้อมประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันมาตรการกลไกและขจัดอุปสรรคซึ่งเป็นผลมาจากความแตกต่างหลากหลายทางเพศ และปัจจัยซ้อนทับอื่นๆ เพราะต้องการให้ทุกคนทุกเพศสามารถเข้าถึงสิทธิ โอกาส และทรัพยากรอย่างเต็มที่และเกิดความเสมอภาคในสังคมไทยอย่างแท้จริง

    ขอบคุณ Pride Ready Asia™ ที่จัดพื้นที่ให้เกิดการสื่อสาร แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดประสบการณ์ เพื่อขับเคลื่อนประเด็นด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศ โดยยืนยันว่า ไพรด์จะไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งๆของปี แต่เราจะร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นนี้ในทุกวัน เพราะ Pride nevers expires ครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://voicetv.co.th/read/75aAHKHic&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1j1_EDMKqK5xqqHVkKx-nW

  • ข่าวดี…เศรษฐกิจไทยที่ไม่ควรปล่อยให้เงียบ

    ข่าวดี…เศรษฐกิจไทยที่ไม่ควรปล่อยให้เงียบ

    ข่าวดี...เศรษฐกิจไทยที่ไม่ควรปล่อยให้เงียบ

    ข่าวดี…เศรษฐกิจไทยที่ไม่ควรปล่อยให้เงียบ

    *** ท่ามกลางกระแสข่าวการเมือง ความขัดแย้ง และ ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจที่ถาโถมอยู่ทุกวัน ยังมี “ข่าวดี” ของประเทศไทยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กลับได้รับพื้นที่ไม่มากนัก ทั้งที่หลายเรื่องสะท้อนว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพและโอกาสเติบโตในสายตาของโลก

    *** ข่าวแรกที่น่าจับตา คือ ประเทศไทยยังได้รับการจัดอันดับ จาก U.S. News & World Report – Best Countries 2026 ให้เป็น ประเทศที่ดีที่สุดอันดับ 27 ของโลก และ อันดับ 7 ของเอเชีย สำหรับการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ สะท้อนว่า “ปัจจัยพื้นฐานของไทย” ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน บุคลากร และศักยภาพด้านอุตสาหกรรม ยังคงเป็นจุดแข็งที่นักลงทุนต่างชาติมองเห็น แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอน

    *** อีกด้านหนึ่ง ไทยยังได้รับการจัดอันดับจาก International Living สื่อชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ด้านการใช้ชีวิตและการเกษียณอายุในต่างประเทศ ที่ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับ Global Retirement Index 2026 ซึ่งจัดทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 35 ยกให้ “ประเทศไทย” เป็นจุดหมายปลายทาง อันดับ 1 ของเอเชีย และ อันดับ 9 ของโลก สำหรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณ

    เรื่องนี้อาจดูเป็นข่าวไลฟ์สไตล์ แต่ในมิติทาง “เศรษฐกิจ” กลับมีความสำคัญไม่น้อย เพราะหมายถึงโอกาสในการดึงเม็ดเงินจากชาวต่างชาติ ที่เข้ามาพำนักระยะยาว ทั้งการซื้อที่อยู่อาศัย การใช้บริการทางการแพทย์ การท่องเที่ยว และ การบริโภคในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นรายได้ที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย

    คน

    *** ส่วนอีกข่าวที่สะท้อนความเชื่อมั่นของนานาชาติ คือ “ประเทศไทย” โดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพการประชุมความร่วมมือด้านการปราบปรามการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 11 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย สาธารณรัฐเกาหลี เนปาล และองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมกำหนดแนวทางความร่วมมือ พร้อมเปิดใช้ระบบ SHIELD ยกระดับการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง การสืบสวนข้ามชาติ ติดตามเส้นทางการเงิน และช่วยเหลือผู้เสียหาย หลังพบเหยื่อ 46 สัญชาติ กว่า 14,600

    *** หลายคนอาจมองว่า เรื่องนี้เป็นข่าวด้านความมั่นคง แต่ในความเป็นจริง นี่คือ “ข่าวเศรษฐกิจ” เช่นกัน เพราะปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การฟอกเงิน และอาชญากรรมข้ามชาติ ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน การท่องเที่ยว และ ภาพลักษณ์ของประเทศ หากสามารถลดปัญหาเหล่านี้ได้ ก็ย่อมส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ

    *** แน่นอนว่า ประเทศไทยยังมีโจทย์ใหญ่รอการแก้ไข ทั้งกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การแข่งขันทางการค้าระดับโลก และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประเทศไทย ยังมี “ต้นทุน” ที่หลายประเทศอิจฉา ทั้งทำเลที่ตั้ง ศักยภาพด้านบริการ ระบบสาธารณสุข อุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตที่ยังดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก

    *** บางครั้ง ข่าวดีไม่ได้หมายความว่า เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด หากแต่หมายถึงการที่ประเทศยังคงมีโอกาส มีความเชื่อมั่นจากนานาชาติ และยังมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไป เพราะในโลกของเศรษฐกิจ “ความเชื่อมั่น” คือ สินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล และประเทศไทยยังมีต้นทุนสำคัญนั้นอยู่ในมือ

                                     ข่าวดี...เศรษฐกิจไทยที่ไม่ควรปล่อยให้เงียบ

    *** ปิดท้ายกันที่ปฏิทินข่าว… โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ให้แก่โรงพยาบาล ระหว่างวันที่ 6-8 กรกฎาคม 2569 เวลา 07.00-18.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ โรงพยาบาลนครพิงค์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/than-society/663198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xuW6o43jRNBLRGGYvQpAf

  • “อนุสรณ์” ชี้ไทยเสี่ยงรายจ่ายประจำสูงเกินรายได้ หวั่นเกิดชัตดาวน์แบบรัฐบาลสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” ชี้ไทยเสี่ยงรายจ่ายประจำสูงเกินรายได้ หวั่นเกิดชัตดาวน์แบบรัฐบาลสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ประเทศไทย เสี่ยงรายจ่ายประจำสูงกว่ารายได้ ในปีงบประมาณ 2571 อาจติดล็อคกฎหมายวินัยการคลังกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณทั้งหมด และงบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล ขณะที่ กฎหมายหนี้สาธารณะ กำหนดไม่ให้ขาดดุลเกิน 20% ของงบประมาณบวกรายจ่ายคืนต้นเงินกู้ รัฐบาลไม่สามารถกู้มาจ่ายรายจ่ายประจำได้ ต้องอาศัยจากรายได้ การก่อหนี้สาธารณะต้องมาใช้กับการลงทุนและต้องลงทุนอย่างน้อย 20%

    การกำหนดเช่นนี้ ก็เพื่อให้เกิดการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ และเป็นการวางกรอบวินัยการคลังให้เข้มขึ้น แต่อาจขาดความยืดหยุ่นหากปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ค่าใช้จ่ายประจำเพิ่มขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว และ ไม่สามารถเก็บภาษีและมีรายได้ครอบคลุมรายจ่ายประจำ ก็อาจเกิดปัญหาในการจัดทำงบประมาณได้ อาจเกิดการปิดที่ทำการรัฐบาลชั่วคราว Govt Shutdown แบบสหรัฐฯได้ ต้องปฏิรูปองค์กรรัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดรายจ่ายประจำต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นลง พร้อมกับต้องปฏิรูปรายได้ภาครัฐและขยายฐานภาษี หากทำได้เช่นนี้ก็ไม่ติดล็อคกฎหมาย หากพยายามเต็มที่แล้วทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ทั้งลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ก็ต้องไปกู้นอกระบบงบประมาณด้วยการออก พ.ร.ก.กันอีก หรือต้องแก้กฎหมาย พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ขยับเพดานหนี้ และเปิดให้รัฐบาลกู้ชดเชยขาดดุลได้มากขึ้น และ แก้ พ.ร.บ.วินัยทางการคลัง ลดสัดส่วนการลงทุนลงมา

    “การดำเนินการด้วยวิธีดังกล่าว จะส่งสัญญาณต่อตลาด นักลงทุน และสาธารณชน ว่าไทยกำลังหย่อนยานทางวินัยการเงินการคลัง ความน่าเชื่อถือจะลดลง อาจถูกปรับลดอันดับเครดิต เพิ่มต้นทุนทางการเงินให้กับภาครัฐและภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม การตัดลดงบประมาณรายจ่ายอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางการคลัง ต้องปรับลดให้เหมาะสม เพราะอาจทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมายได้” นายอนุสรณ์ กล่าว

    นอกจากนี้ สัญญาณของงบประจำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทะลุรายได้ของรัฐ ปรากฏชัดเจนในการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยงบประจำเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 1.31 แสนล้านบาท ทำให้งบประจำมาอยู่ที่ 2.78 ล้านล้านบาท เมื่อบวกกับรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาท จะเท่ากับรายได้ ขณะที่รายจ่ายลงทุนกลับลดลง 7.2 หมื่นล้านบาท ลดลง 8.4% ซึ่งสะท้อนว่า ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและคุณภาพชีวิตอาจลดต่ำลงในอนาคตได้จากการลงทุนที่ลดลง

    ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการในงบประมาณรายจ่ายส่วนกลาง มีแนวโน้มสูงขึ้นจนงบประมาณไม่พอจ่าย สาเหตุไม่ได้มาจากสังคมสูงอายุอย่างเดียว แต่มาจาก “ระบบเลิกจ่ายตรง” ที่เปิดช่องให้เข้ารับบริการได้ไม่จำกัด ขาดการควบคุมต้นทุน ขาดการตรวจสอบความจำเป็น และ เสี่ยงต่อการเบิกซ้ำซ้อนหรือทุจริต งบประมาณทุนหมุนเวียนส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้กับ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อดูแลด้านสวัสดิการสังคมและสุขภาพของประชาชน คิดเป็น 72.6% ยังมีรายได้สูงกว่ารายจ่ายอยู่ในขณะนี้ แต่มีแนวโน้มรายจ่ายสูงกว่ารายได้ในอนาคตได้ หากค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษาพยาบาลสูงขึ้นตามสังคมผู้สูงอายุของงบประมาณหมุนเวียน

    ทุนหมุนเวียนส่วนใหญ่ มีปัญหารายได้ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ) มีผลการดำเนินงานติดลบสูงสุดจำนวน 43,339 ล้านบาท ทุนหมุนเวียนแม้นเป็นเงินนอกงบประมาณ เมื่อมีปัญหาสภาพคล่อง รัฐบาลก็ต้องหาเงินงบประมาณมาอุดหนุนเพื่อให้สามารถทำงานตามพันธกิจได้ต่อไป ขณะเดียวกัน หากไม่ใช้จ่ายออกไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีเงินเหลือสะสมมากเกินไป รัฐก็อาจเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการนำงบประมาณรายจ่ายไปใช้ในการพัฒนาประเทศด้านอื่น ๆ เช่นเดียวกัน

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า หากใช้กรอบพลวัตหนี้สาธารณะของ IMF (Debt Dynamics Tool) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดาน 70% ไปแล้วเมื่อบวกหนี้จาก พ.ร.ก 4 แสนล้านบาท และหนี้ธนาคารรัฐ (ภาระหนี้กึ่งการคลัง) ตาม พ.ร.บ. วินัยการคลัง มาตรา 28 จากงานวิจัยของ ปิยวรรณ เงินคล้าย ภัทร ศิรินิรันดร์ ภูเบต เส็นบัตร และ วัชราภรณ์ หวังพงษ์ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเมื่อรวมหนี้ภาระผูกพันตามมาตรา 28 จะอยู่ที่ 74.99 ในปี พ.ศ. 2570 และ อาจขึ้นไปแตะระดับ 76.69 ได้ในปี พ.ศ. 2572

    ขณะที่ สำนักงานงบประมาณของรัฐสภา ประเมินว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีอาจทะลุ 76.73% ได้หากไม่มีการปฏิรูประบบการคลังของประเทศ หนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จะมาจากกิจกรรมทางการคลังนอกงบประมาณปรกติ ทั้งการกู้เงินนอกงบประมาณโดยตรงที่ไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณประจำปีอย่าง พ.ร.ก. เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หรือ จากภาระผูกพันหนี้สิน การอุดหนุนหรือปรับโครงสร้างทุนรัฐวิสาหกิจและธนาคารรัฐ

    หนี้สาธารณะของประเทศอาจเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ หากต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น จะช่วยกดให้ภาระหนี้สาธารณะลดลงได้ อย่างไรก็ตาม แม้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้น แต่ยังมีความเปราะบางที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ผลิตภาพทุน และแรงงานยังต่ำ ความถดถอยลงของความสามารถในการแข่งขันของหลายอุตสาหกรรม ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ล้วนทำให้ค่าใชจ่ายของรัฐเพิ่มขึ้น และมีข้อจำกัดในการเพิ่มภาษี และรายได้

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า โครงสร้างรายได้ภาษีของไทยพึ่งพาภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม และ ภาษีสรรพสามิต ในสัดส่วนที่สูงมาก สูงถึง 55% ของรายได้ภาษีรวม ผู้มีรายได้น้อยต้องแบกรับภาระภาษีเมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้จริงในระดับที่สูงกว่าผู้มีรายได้สูง แหล่งรายได้หลักเพื่อนำมาจัดทำงบประมาณปี 70 ยังมาจากฐานภาษีที่แคบ และยังมีการกระจุกตัวของภาระภาษี
    งบประมาณเพื่อการวิจัยและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจมีเพียง 671 ล้านบาทเท่านั้น งบประมาณของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็ลดลงถึง 4.5% ลดลง 6 พันกว่าล้านบาท งบพวกนี้เป็นฐานของการสร้างรายได้ใหม่ให้ประเทศได้

    งบประมาณปี 70 ไม่ได้ผลักดันโครงการใหม่ ๆ มากพอที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ การปรับเปลี่ยนภาคพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนทางด้านเอไอ แผนงบประมาณดำเนินการขาดการบูรณาการและวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ แผนยุทธศาสตร์ส่งเสริม พัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคตที่จัดสรรงบไว้ 4,605 ล้านบาท ก็ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่า จะต่อยอดพัฒนาอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างไรจากฐานที่มีอยู่ จะส่งเสริมผู้ประกอบการใหม่ สนับสนุนการพัฒนาทักษะและแรงงานเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความต้องการของอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างไร

    “การบริหารงบประมาณ คือโจทย์ใหญ่ที่โชว์ศักยภาพของรัฐบาล บ่งบอกวิสัยทัศน์ว่ารัฐบาลชุดนั้นจะนำพาประเทศให้เติบโตขึ้นได้อย่างไร แต่ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 นี้ไม่ได้บอกว่าประเทศเราจะไปทางไหน แต่หนี้เพิ่มขึ้นมาก ขาดแคลนการลงทุนเพื่ออนาคต ผู้คนเผชิญความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจต่อไป ดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะพอกพูกกันต่อไป ประชาชนต้องแบกรับภาระกันต่อไป งบประมาณซึ่งคือภาษีของประชาชน จะช่วยประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร มีรายได้สูงขึ้น หนี้ลดลง โอกาสในชีวิตดีขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้นได้อย่างไร อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่ต้องสูดมลพิษ PM2.5 มีน้ำประปาสะอาด เดินทางสะดวก อยู่ในประเทศที่มี “สันติธรรมประชาธิปไตย” ได้อย่างไร งบประมาณปี 2570 นั้นมีวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท มีรายจ่ายประจำสูงมาก และส่วนใหญ่ตัดทอนไม่ได้ หรือยากที่จะตัดทอน ทำให้เหลือรายจ่ายลงทุนเพียง 20.8%” นายอนุสรณ์ กล่าว

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/609983&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xy6Rhcfu1u-QDvbv97bn5

  • กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชู ‘กลิ่นบำบัด’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวลเนส

    กรมการแพทย์แผนไทยฯ ชู ‘กลิ่นบำบัด’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวลเนส

    กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เดินหน้าผลักดัน “กลิ่นบำบัด” เป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่ง สร้างมูลค่าเพิ่มให้สมุนไพรไทยจากวัตถุดิบพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียม พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจสปา โรงแรม และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ Wellness ไทยสู่ตลาดสากล

    5 กรกฎาคม 2569 – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–5 กรกฎาคม 2569 ณ อาคาร 11–12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พบว่าโซนจัดกิจกรรมโซนกลิ่นบำบัด มีผู้เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก เพราะมีการจัดกิจกรรม แผนโมเดลธุรกิจสปาสำเร็จรูป พร้อมผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสมุนไพรเพื่อสอดรับกับอุตสาหกรรม Wellness

    โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข มีแผนเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจสมุนไพรและอุตสาหกรรม Wellness ไทยอย่างเต็มตัว โดยชูผลิตภัณฑ์ “กลิ่นบำบัด” เป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม นำร่องยกระดับจากน้ำมันหอมระเหยพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียมมูลค่าสูงในตลาดสากล ผ่าน 4 กลไกหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ

    มุ่งเน้นการยกระดับมูลค่าวัตถุดิบ และพลิกโฉมภาพลักษณ์สมุนไพรสดราคาต่ำ เช่น ไพล ขมิ้นชัน และผิวมะกรูด ด้วยการใช้นวัตกรรมการสกัดสารให้กลิ่นบริสุทธิ์ เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ราคาสูง อาทิ น้ำมันอโรมาเกรดบำบัด สเปรย์ฉีดหมอน และเครื่องหอมระดับลักชัวรี

    ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ยังช่วยกระตุ้นห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ และการออกแบบดีไซน์สินค้าเพื่อดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่และตลาดต่างประเทศ พร้อมเชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างเป็นระบบ

    นอกจากนี้ภายในงาน ยังจัดกิจกรรมชูจุดขายอโรมาไทย เพื่อผลักดันกลิ่นพรรณไม้ไทยโบราณและศาสตร์สุคนธบำบัดให้เป็นเอกลักษณ์ในธุรกิจสปา โรงแรม และศูนย์เวลเนสระดับนานาชาติ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการ

    ซึ่งมีการนำเสนอโมเดลธุรกิจสปาสำเร็จรูป ที่นำเอาแผนธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ และเทคนิคการบำบัดทางกลิ่นร่วมกับการนวดไทย ทำให้ผู้ประกอบการร้านสปาและโรงแรมสามารถมาเลือกซื้อองค์ความรู้และสินค้าไปต่อยอดสร้างรายได้ในสถานประกอบการได้ทันที

    พร้อมกันนี้ยังมีเวทีเจรจาและการจับคู่ธุรกิจเฉพาะกลุ่มหรือ B2B เจาะกลุ่มเครื่องสำอางและเครื่องหอม เป็นจุดนัดพบระหว่างวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ กับเจ้าของแบรนด์ความงาม และผู้ส่งออก เพื่อทำสัญญาซื้อขายวัตถุดิบปริมาณมากแบบไม่ผ่านคนกลาง

    มีการจัดทำ Workshop ซอฟต์พาวเวอร์สร้างอาชีพ กิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านกลิ่นบำบัดสำหรับประชาชนทั่วไป โดยมีการสอนสูตรพื้นฐานการปรุงกลิ่นเพื่อจุดประกายไอเดีย นำไปสู่การสร้างสรรค์ของชำร่วยแฮนด์เมด และการเริ่มต้นทำ SMEs Startup เพื่อสร้างรายได้เสริมอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/1026735/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G7vRG2H7Dgc_zhEbl0FcF

  • นายกฯ ตั้ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งประธาน OECD ผลักดันเป็นสมาชิกในปี 71

    นายกฯ ตั้ง ปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งประธาน OECD ผลักดันเป็นสมาชิกในปี 71

    นายกฯ อนุทิน ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ OECD ให้ ปลัดกระทรวงมหาดไทย  นั่งประธาน ผลักดันไทยให้เป็นสมาชิกภายในปี 2571

    วันนี้ 5 ก.ค. 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกรรมการอำนวยการและคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของกระทรวงมหาดไทย” มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการร่วมกันผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาที่ยั่งยืน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านความร่วมมือด้านนโยบายเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลระหว่างประเทศสมาชิก

    นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า การดำเนินการด้วยกลไกคณะกรรมการฯ ดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อหนุนเสริมการเตรียมความพร้อมและผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามคำแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยคณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบาย วางแผนภาพรวม ปรับปรุงข้อกฎหมาย และกฎระเบียบของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ตลอดจนการประสานงานระหว่างประเทศ เพื่อหาเสียงสนับสนุนและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มประเทศสมาชิก

    “การเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล เนื่องจากเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและยกระดับประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย กฎระเบียบ ธรรมาภิบาล การลงทุน การแข่งขัน นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม และประสิทธิภาพภาครัฐ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ เสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเมือง ภูมิภาค และพื้นที่ชนบทของประเทศสมาชิก สู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2944198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EqZpQI9wogLNrRssYPfHc

  • PDP 2026 เป้าพลังงานสะอาด 70% ดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เพิ่ม 4 เท่า

    PDP 2026 เป้าพลังงานสะอาด 70% ดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เพิ่ม 4 เท่า

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-270&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aIKAUV8Cvd0xFxRgh_SSj