Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เมืองกวางโจวเร่งเครื่องเศรษฐกิจ ตั้งเป้า GDP 4.5 ล้านล้านหยวนภายในปี 2573

    เมืองกวางโจวเร่งเครื่องเศรษฐกิจ ตั้งเป้า GDP 4.5 ล้านล้านหยวนภายในปี 2573

    เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ได้ประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของเมืองกวางโจว ระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (15th Five-Year Plan for Economic and Social Development of Guangzhou) โดยตั้งเป้าหมายยกระดับเมืองกวางโจวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับโลก พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเมืองกวางโจวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4.5 ล้านล้านหยวนภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 6 ล้านล้านหยวนภายในปี 2578 หรือเกือบสองเท่าของปี  2566 ภายใต้แนวคิด “สร้างเมืองกวางโจวยุคใหม่” เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

    แผนดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในการสร้างเศรษฐกิจคุณภาพสูง โดยเมืองกวางโจวเตรียมเดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่เกือบ 600 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านหยวน ครอบคลุมทั้งท่าเรือ รถไฟความเร็วสูง พื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) และโครงการพัฒนาเมืองใหม่ เพื่อยกระดับบทบาทของเมืองกวางโจวให้เป็นศูนย์กลางคมนาคม การค้า และการลงทุนของภูมิภาคอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงที่สุดของจีน

    สิ่งที่น่าจับตามองคือ การที่เมืองกวางโจวประกาศชัดเจนว่าจะเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ อุตสาหกรรมชีวการแพทย์ พลังงานใหม่ ระบบกักเก็บพลังงาน เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude Economy) และอุปกรณ์อัจฉริยะ ซึ่งรัฐบาลท้องถิ่นตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโตในระดับเลขสองหลักต่อปี พร้อมผลักดันให้เมืองกวางโจวเป็นฐานการผลิตจอแสดงผลและเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของประเทศ รวมถึงเพิ่มมูลค่าอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เกิน 1 ล้านล้านหยวนต่อปี

    สำหรับประเทศไทย การเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของเมืองกวางโจวถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมชีวภาพ ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยกำลังส่งเสริมในพื้นที่ EEC เช่นเดียวกัน ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพด้านชิ้นส่วน วัตถุดิบ และบริการทางเทคโนโลยี  อาจมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่ของจีนมากขึ้นในอนาคต

    นอกจากนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชากรในเมืองกวางโจว คาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อความต้องการบริโภคสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้านำเข้าคุณภาพสูง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสู่จีนตอนใต้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ผลไม้สด อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เครื่องสำอาง สินค้าไลฟ์สไตล์ ตลอดจนสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคจีนอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของเมืองกวางโจว ทั้งท่าเรือหนานซา เครือข่ายรถไฟความเร็วสูง และศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและการกระจายสินค้าระหว่างไทยกับจีน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และยกระดับความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค ซึ่งจะเอื้อต่อการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดกวางตุ้งและพื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า ที่มีประชากรกว่า 86 ล้านคนและมีกำลังซื้อสูง ผู้ประกอบการไทยจึงควรใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในการขยายตลาด สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น

    ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย

    แผนพัฒนาฉบับใหม่ของเมืองกวางโจว ซึ่งสอดคล้องกับแผนระดับมณฑลและระดับประเทศของจีน สะท้อนให้เห็นว่า จีนยังคงเดินหน้าลงทุนในเทคโนโลยี นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนก็ตาม จึงเป็นสัญญาณสำคัญที่ภาคธุรกิจไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นในหนึ่งในเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของจีนตอนใต้

    ทั้งนี้ การเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของเมืองกวางโจว จะช่วยเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่เขตอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า และเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะยาว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนตอนใต้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูง สินค้าเพื่อสุขภาพ และสินค้าไลฟ์สไตล์ ผู้ประกอบการไทยจึงควรใช้ประโยชน์จากช่องทางการค้าและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อขยายตลาดและสร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับคู่ค้าในภูมิภาคดังกล่าวต่อไป

    ———————————

    แหล่งข้อมูลhttps://www.gz.gov.cn/xw/xwfbh/content/post_10834877.html

    https://epaper.nfnews.com/nfdaily/html/202605/30/content_10171885.html

    รูปภาพ: https://www.sohu.com/a/1029496568_362042

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wlo661bbmog9rm15wqu5lpqb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3xezDkK0_qGYwc8gF-E5LG

  • เจาะตลาด ‘ซีรีส์วายไทย’ 4,900 ล้าน จากคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มสู่อุตสาหกรรมดาวรุ่ง

    เจาะตลาด ‘ซีรีส์วายไทย’ 4,900 ล้าน จากคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มสู่อุตสาหกรรมดาวรุ่ง

    เดือนมิถุนายนของทุกปีคือช่วงเวลาที่สีสันของ ‘ธงสีรุ้ง’ หรือ Pride month กลับมาปรากฏอยู่ทั่วโลก ตั้งแต่ขบวนพาเหรด Pride ไปจนถึงแคมเปญการตลาดของแบรนด์ระดับโลก แต่สำหรับประเทศไทย กระแสความหลากหลายทางเพศไม่ได้หยุดอยู่แค่การเฉลิมฉลองหรือการแสดงออกทางสังคมอีกต่อไป หากกำลังแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศอย่าง “ซีรีส์วาย” หรือคอนเทนต์ Boy Love (BL) และ Girl Love (GL)

    'ปอนด์ ณราวิชญ์ - ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน นักแสดง GMMTV ซีรี่ส์มีสติหน่อยคุณธีร์

    จากคอนเทนต์ที่เคยถูกมองว่าเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ปัจจุบันซีรีส์วายไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “Rainbow Economy” หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนจากความหลากหลายทางเพศ ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งภาคธุรกิจ นักลงทุน และหน่วยงานภาครัฐมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ข้อมูลจาก SCB EIC ประเมินว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมซีรีส์วายและคอนเทนต์ความหลากหลายทางเพศของไทยในปี 2568 จะมีมูลค่ากว่า 4,900 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 17% ต่อปี และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 3.9% ของมูลค่าการผลิตสื่อบันเทิงทั้งหมดของประเทศ จากเพียง 0.7% ในปี 2562 สะท้อนว่าธุรกิจนี้กำลังเติบโตเร็วกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    ไทยครองแชมป์เอเชีย ส่งออกคอนเทนต์สู่ตลาดโลก

    ความสำเร็จของซีรีส์วายไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศ แต่ขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง SCB EIC ระบุว่า ในปี 2567 ไทยครองส่วนแบ่งการผลิตซีรีส์ BL มากกว่า 55% ของทั้งเอเชีย และครองสัดส่วนซีรีส์ GL ราว 60% ของภูมิภาค ทำให้ไทยกลายเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ประเภทนี้รายใหญ่ที่สุดของเอเชีย

    ปัจจัยสำคัญมาจากความเปิดกว้างของสังคมไทยต่อความหลากหลายทางเพศ ประกอบกับความสามารถของผู้ผลิตไทยในการสร้างเนื้อหาที่เข้าถึงผู้ชมหลากหลายกลุ่มมากขึ้น จากเดิมที่เน้นเรื่องราวความรักวัยรุ่น สู่แนวดราม่า แอ็กชัน สืบสวนสอบสวน แฟนตาซี และประเด็นทางสังคมที่มีความซับซ้อนมากขึ้น

    อีกแรงหนุนสำคัญคือการเติบโตของแพลตฟอร์มดิจิทัลและบริการสตรีมมิ่งระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Netflix, WeTV, iQIYI, YouTube และ GagaOOLala ที่ช่วยให้คอนเทนต์ไทยเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ซีรีส์ไทยสามารถติดเทรนด์ในหลายประเทศทั้งเอเชีย ลาตินอเมริกา และยุโรป

    เมื่อแฟนด้อมกลายเป็นกำลังซื้อ

    สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมซีรีส์วายแตกต่างจากธุรกิจโทรทัศน์แบบเดิม คือการสร้างรายได้ที่ไม่ได้จบลงเมื่อซีรีส์ออกอากาศในปัจจุบันรายได้ของผู้ผลิตไม่ได้มาจากค่าลิขสิทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ต่อยอดไปสู่ธุรกิจบริหารศิลปิน งานแฟนมีตติ้ง คอนเสิร์ต สินค้าเมอร์ชันไดซ์ การเป็นพรีเซ็นเตอร์ และความร่วมมือทางการตลาดกับแบรนด์ต่าง ๆ

    นักแสดงซีรีส์วายหลายคนมีผู้ติดตามบน Instagram ระดับ 5-10 ล้านบัญชี กลายเป็น Brand Ambassador ให้กับแบรนด์แฟชั่น เครื่องสำอาง และสินค้าระดับโลก ขณะที่แฟนคลับยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ผ่านการซื้อโฆษณาสนับสนุนศิลปินทั้งในระบบขนส่งสาธารณะและสื่อนอกบ้าน ธุรกิจหนังสือก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสนี้เช่นกัน โดยนิยายวายกลายเป็นหนึ่งในหมวดหนังสือยอดนิยมของงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และมีกลุ่มผู้อ่านที่พร้อมจ่ายในราคาสูงกว่านิยายทั่วไป

    อีเวนต์-ท่องเที่ยว รับอานิสงส์เต็มที่

    นอกจากรายได้ในอุตสาหกรรมบันเทิงโดยตรงแล้ว ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เติบโตตามมานับว่าน่าสนใจไม่แพ้กันงานแฟนมีตติ้ง คอนเสิร์ต และกิจกรรมพบปะแฟนคลับ กลายเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มแฟนคลับต่างชาติที่พร้อมเดินทางเข้ามาร่วมกิจกรรมในประเทศไทย

    ผลที่ตามมาคือรายได้ที่กระจายสู่โรงแรม ร้านอาหาร สายการบิน ธุรกิจขนส่ง และผู้ประกอบการรายย่อย ขณะที่สถานที่ถ่ายทำหลายแห่งกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้หลายหน่วยงานเริ่มมองซีรีส์วายในฐานะ Soft Power ที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้จริง ไม่ต่างจากอุตสาหกรรม K-Drama ของเกาหลีใต้ในอดีต

    ส่อง 4 ค่ายหลัก ผู้เล่นสำคัญในตลาดวายไทย

    เมื่อพิจารณาผลประกอบการล่าสุดของผู้เล่นรายสำคัญในตลาด จะพบว่าการแข่งขันกำลังเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    GMMTV

    GMMTV เป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาด โดยมีรายได้รวม 2,463 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 126 ล้านบาทในปี 2567 

    CHANGE2561

    CHANGE2561 มีรายได้รวม 442 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 25 ล้านบาท ในปี 2567 

    Domundi

    Domundi  มีรายได้รวม 413 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 29 ล้านบาท ในปี 2567 

    Be On Cloud

    Be On Cloud มีรายได้รวม 167 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 15 ล้านบาท ในปี 2567 

    โอกาสใหม่บนเวทีโลก

    แม้ไทยจะยังครองความเป็นผู้นำในตลาดเอเชีย แต่การแข่งขันกำลังรุนแรงขึ้นจากผู้ผลิตในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันที่เริ่มรุกตลาดนี้มากขึ้น SCB EIC มองว่าตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงในระยะต่อไป ได้แก่ บราซิล เม็กซิโก อินเดีย สเปน และโปแลนด์ ซึ่งมีฐานผู้ชมเติบโตอย่างรวดเร็ว และเปิดรับคอนเทนต์จากเอเชียมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การรักษาความสามารถในการแข่งขันจำเป็นต้องอาศัยทั้งการพัฒนาคุณภาพการผลิต การสร้างเนื้อหาที่หลากหลาย และการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการส่งเสริมการลงทุน สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือการสนับสนุนการร่วมทุนกับต่างประเทศ

    ในวันที่ Pride Month กลายเป็นวาระสำคัญระดับโลก อุตสาหกรรมซีรีส์วายไทยกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ความหลากหลายทางเพศไม่ได้สร้างเพียงพื้นที่ทางสังคม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท จากจุดเริ่มต้นของคอนเทนต์เฉพาะกลุ่ม วันนี้ซีรีส์วายไทยกำลังเติบโตเป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงทั้งสื่อบันเทิง การท่องเที่ยว อีเวนต์ โฆษณา และการส่งออกวัฒนธรรม พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/660685&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iN3DvQwaU1zAEmTYquwQk

  • เศรษฐกิจยูโรโซนหดตัวไตรมาสแรก จากผลกระทบ GDP ไอร์แลนด์ร่วงแรง

    เศรษฐกิจยูโรโซนหดตัวไตรมาสแรก จากผลกระทบ GDP ไอร์แลนด์ร่วงแรง

    เศรษฐกิจกลุ่มยูโรโซนบันทึกการหดตัวไม่คาดคิดในไตรมาสแรกของปี หลังจาก GDP ไอร์แลนด์ร่วงลงอย่างรุนแรง 12.1% เนื่องจากผลกระทบจากวิธีการบัญชีของบรรษัทข้ามชาติจำนวนมากที่ตั้งฐานในประเทศดังกล่าว

    ข้อมูลใหม่จากหน่วยงานสถิติของสหภาพยุโรปเผยให้เห็นว่า GDP ในเขตเศรษฐกิจเงินตราเดียวกันที่ครอบคลุม 21 ประเทศหดตัว 0.2% ในช่วงสามเดือนแรกของปี เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งแย่กว่าการประมาณการเบื้องต้นที่คาดว่าจะมีการเติบโต 0.1% อย่างมาก

    ปรากฏการณ์ “Leprechaun Economics”

    สำนักงานสถิติกลางของไอร์แลนด์ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การปรับปรุงข้อมูลครั้งใหญ่นี้เกิดจากการรวมข้อมูลที่เชื่อมโยงกับบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งมีน้ำหนักมหาศาลในเศรษฐกิจไอร์แลนด์

    การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจพื้นฐาน แต่เป็นผลมาจากการดำเนินงานทางบัญชีของบรรษัทข้ามชาติที่เลือกประเทศนี้เป็นฐานยุโรป เพื่อได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีนิติบุคคลที่ต่ำมาก ซึ่งรวมถึงกลุ่มบริษัทเภสัชกรรมและเคมีภัณฑ์รายใหญ่ และยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกาอย่าง Apple, Google และ Meta มากขึ้นเรื่อยๆ

    ผลกระทบต่อสถิติยุโรป

    นักเศรษฐศาสตร์ Paul Krugman เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “leprechaun economics” เมื่อทศวรรษที่แล้ว อ้างอิงถึงเอลฟ์ซุกซนในนิทานพื้นบ้านไอร์แลนด์ที่ว่ากันว่าซ่อนหม้อทองไว้ที่ปลายรุ้ง

    ธนาคารกลางยุโรประบุในการศึกษาปี 2023 ว่า “ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องในสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเหล่านี้มักไม่เกี่ยวข้องกับพลวัตรของวงจรธุรกิจในเขตยูโร” และ “ธุรกรรมดังกล่าวอาจมีขนาดใหญ่ ไม่สม่ำเสมอ และเกิดขึ้นในทันที”

    แนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน

    Rory Fennessy จาก Oxford Economics ชี้ให้เห็นว่า “หากไม่รวมผลกระทบของ GDP ไอร์แลนด์ การเติบโตของยูโรโซนยังคงมีเสถียรภาพที่ประมาณ 0.2% ต่อไตรมาส”

    อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของฝรั่งเศสก็ได้รับการปรับลดลงเช่นกัน โดย GDP หดตัว 0.1% ในเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซน แทนที่จะอยู่ที่ระดับคงที่ตามที่รายงานก่อนหน้านี้

    แนวโน้มของยูโรโซนยังคงซบเซา เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางและแรงกระแทกด้านพลังงานที่ตามมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยไม่มีจุดจบที่ชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/eurozone-economy-contraction-q1-ireland-gdp-drop&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33ZOQUkYzkN2BhZ6BrGuei

  • วว. เชิญชวนร่วมฟังบรรยาย/ชมนิทรรศการ “การผลิตวัสดุปลูกจากเปลือกมะพร้าวอ่อน” ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569…ปลดล็อก/เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งสู่นวัตกรรมยั่งยืน

    วว. เชิญชวนร่วมฟังบรรยาย/ชมนิทรรศการ “การผลิตวัสดุปลูกจากเปลือกมะพร้าวอ่อน” ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569…ปลดล็อก/เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งสู่นวัตกรรมยั่งยืน

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เชิญชวนผู้สนใจร่วมฟังบรรยายพิเศษหัวข้อ “การผลิตวัสดุปลูกจากเปลือกมะพร้าวอ่อนจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อการส่งออกไม้ล้อม” ซึ่งเป็นนวัตกรรมพร้อมใช้ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ถ่ายทอดความรู้โดย ดร.กนกอร อัมพรายณ์ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 – 15.30 น. ณ ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ เนื่องในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569” (Thailand Research Expo 2026) จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่คิวอาร์โค้ดในโปสเตอร์ (ประเภทการประชุมเฉพาะเรื่อง)

    นอกจากการบรรยายดังกล่าวแล้ว เชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยด้วยพลังงานวิจัยและนวัตกรรมล้ำสมัย ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569” ระหว่างวันที่ 22-26 มิถุนายน ณ ชั้น 22-23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ฯ ซึ่ง วว. (บูธ AL 8 ) และหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยระดับชาติ ที่พร้อมต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์และสังคมอีกมากมาย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป https://researchexporegistration.com/home

    #การผลิตวัสดุปลูกจากเปลือกมะพร้าวอ่อนจังหวัดสมุทรสงครามเพื่อการส่งออกไม้ล้อม
    #เศรษฐกิจหมุนเวียน #CircularEconomy #วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร #เพิ่มมูลค่า #เศรษฐกิจ
    #มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ2569 #ThailandResearchExpo2026
    #อว #วว #TISTR #วช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1025408&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WSPkg_zlGef5oXJI6ff6W

  • ‘เวียดนาม’ กำลังขึ้นเป็น Wedding Dress Hub สวรรค์ของเจ้าสาวที่กำลังมองหาชุดแต่งงาน

    ‘เวียดนาม’ กำลังขึ้นเป็น Wedding Dress Hub สวรรค์ของเจ้าสาวที่กำลังมองหาชุดแต่งงาน

    จากเดิมที่ศูนย์กลางของชุดแต่งงานมักอยู่ในมหานครแฟชั่น อย่าง ปารีส ประเทศฝรั่งเศส, นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือมิลาน ประเทศอิตาลี แล้วทำไมเวียดนามถึงก้าวมาเป็นสวรรค์ของเหล่าเจ้าสาวที่กำลังมองหาชุดแต่งงาน?

    1.ขึ้นชื่อเรื่องงานฝีมือที่ประณีต : ช่างเย็บผ้าชาวเวียดนามขึ้นชื่อเรื่องความละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะเป็นงานลูกไม้ งานปักคริสตัล หรือการเย็บโครงชุด ทุกชิ้นทำด้วยความใส่ใจ

    2.ดีไซน์หลากหลาย : มีแบบให้เลือกตั้งแต่ชุดสไตล์ตะวันตกร่วมสมัย ไปจนถึง ‘อ๋าวหยาย’ ชุดประจำชาติของเวียดนามแบบดั้งเดิม หรือจะมิกซ์แอนด์แมทช์ผสมผสานสองวัฒนธรรมก็ทำได้ และมีชุดสั่งตัดพิเศษ (Custom Design) ที่ออกแบบใหม่เฉพาะบุคคล เลือกผ้าเองได้ ปรับดีไซน์ตามใจชอบ เพื่อให้ได้ชุดที่พอดีกับรูปร่างและสะท้อนถึงตัวตนของแต่ละคนมากที่สุด

    3. ‘คุ้มค่าคุ้มราคา’ : สามารถเป็นเจ้าของชุดแต่งงานสั่งตัดระดับลักชัวรีได้ในราคาที่ถูกกว่าฝั่งตะวันตกหลายเท่า โดยมีให้เลือกตั้งแต่ ‘หลักพัน’ ถึง ‘หลักหมื่นต้น ๆ’ 

    เบื้องหลังที่เวียดนามสามารถทำชุดแต่งงานในราคาจับต้องได้ โดยคงความลักชัวรีไว้อย่างครบถ้วนโดนใจบรรดาเจ้าสาว นั่นเพราะเวียดนามเป็นฐานการผลิตเสื้อผ้าให้แบรนด์ระดับโลกมาอย่างยาวนาน ช่างตัดเย็บเองก็มีความเชี่ยวชาญและการเก็บรายละเอียดที่ประณีตสูง

    นอกจากนี้เวียดนามยังมีต้นทุนทั้งค่าแรงและค่าดำเนินการของร้านไม่สูง เมื่อเทียบกับมหานครแห่งแฟชั่นอย่างนิวยอร์ก, ปารีสหรือมิลานแล้ว ร้านค้าจึงสามารถนำงบประมาณไปทุ่มเทกับเนื้อผ้าและวัสดุชั้นดี เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าสาวได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าหลายเท่า

    นอกเหนือจะเป็นฐานการผลิตแล้ว ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ของเวียดนามก็มีการสร้างและพัฒนาแบรนด์ของตัวเองจนโด่งดังไปทั่วโลก เช่น แบรนด์ JoliPoli (โดยดีไซเนอร์ Anh Thu) ที่ได้นำผลงานไปเดินรันเวย์ระดับสากลอย่าง Vancouver Fashion Week และ Paris Fashion Week 

    โดยดีไซน์ของเวียดนามในปัจจุบันมีความเป็นโมเดิร์น มีความเป็นแฟชั่นชั้นสูง มีเอกลักษณ์ในการเน้นงานซีทรู งานโครงคอร์เซ็ตที่เข้ารูปสวยงาม และงานปักคริสตัลระยิบระยับ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เจ้าสาวยุคใหม่ทั่วโลกตามหา

    สำหรับแบรนด์ชุดแต่งงานยอดนิยมในเวียดนามที่คนกำลังนิยม อาทิ Linh Nga Couture, Nicole Bridal, Marie Bridal, Idy Atelier, Lecia Bridal และ Chou Bridal ฯลฯ

    อีกประเด็นน่าสนใจของการเป็นฮับเรื่องชุดแต่งงาน ก็คือ  Wedding Dress Tourism ซึ่งเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ในกลุ่ม Niche Market 

    เพราะเมื่อเจ้าสาวหรือคู่รักตัดสินใจเดินทางบินไปต่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสาะหา เลือกซื้อ หรือสั่งตัดชุดแต่งงาน สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่ชุดแต่งงาน แต่เป็นการไปพักผ่อน ถ่ายภาพพรีเวดดิ้ง หรือท่องเที่ยวในประเทศนั้นๆ

    สิ่งเหล่านี้ อาจสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้ประเทศเวียดนามได้มหาศาล ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและจับตามเป็นอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/strategic-move/113388&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e2kK9ikxlwE7XQ7Y1BqdR

  • ทางหลวงชนบท เร่งขยายถนนรับการค้า-ท่องเที่ยว เมืองตราด 

    ทางหลวงชนบท เร่งขยายถนนรับการค้า-ท่องเที่ยว เมืองตราด 

    เศรษฐกิจ

    ทางหลวงชนบท เร่งขยายถนนรับการค้า-ท่องเที่ยว เมืองตราด 

    วันศุกร์ ที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.38 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทางหลวงชนบท เร่งขยายถนนรับการค้า-ท่องเที่ยว เมืองตราด 

    นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท  (ทช.) เปิดเผยว่า เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาเมืองรองรับการเจริญเติบโตภาคการคมนาคมขนส่งในทุกภูมิภาค สำหรับในส่วนของภาคตะวันออก ขณะนี้ กรมทางหลวงชนบท อยู่ระหว่างดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสาย ก1 ข และ ค1 ผังเมืองรวมเมืองตราด จังหวัดตราด ซึ่งปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 47 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างโครงสร้างทาง ผิวทาง งานก่อสร้างสะพาน และระบบระบายน้ำ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2570 

    ทั้งนี้ จังหวัดตราดเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่ง การค้า รวมทั้งความพร้อมด้านการขยายเส้นทางสาย 3 จากจังหวัดตราด ไปยังจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ เพื่อเชื่อมต่อกับถนนสาย 48 ของประเทศเพื่อนบ้าน โดยการก่อสร้างจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น สาย ก1 ระยะทาง 1.350 กิโลเมตร สาย ข และ ค1 ระยะทางรวม 6.782 กิโลเมตร รวมระยะทางการดำเนินโครงการทั้งสิ้น 8.132 กิโลเมตร ซึ่งจะก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 4 ช่องจราจร มีเกาะกลาง ทางเท้า หรือไหล่ทาง พร้อมก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กจำนวน 4 แห่ง ติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องหมายจราจร สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถสัญจรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

    โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 914.800 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคมในพื้นที่ภาคตะวันออก รองรับการขยายตัวของเมือง ให้สอดคล้องกับปริมาณการจราจรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต พร้อมสนับสนุนการขนส่งสินค้าการเกษตร/การประมง อันเป็นรายได้หลักของคนในพื้นที่ ตลอดจนเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ประชาชนสามารถเดินทางเข้าถึงบริการด้านการศึกษา การสาธารณสุข กิจกรรมทางศาสนา อาทิ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหาดเล็ก องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด วัดหาดทรายแดง ศาลจังหวัดตราด วิทยาลัยเทคนิคจังหวัดตราด ได้อย่างสะดวกปลอดภัยมากยิ่งขึ้

    อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการก่อสร้างนั้น กรมทางหลวงชนบท ยังได้เน้นย้ำต่อผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานให้มีการติดตั้งสัญญาณไฟกระพริบ ป้ายเตือน สิ่งอำนวยความปลอดภัยต่าง ๆ รวมถึงการบริหารจัดการความเรียบร้อยของโครงการ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินโครงการฯ เป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่และเกิดประโยชน์สูงสุด กรมทางหลวงชนบท ยังได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมภาคประชาชน โดยมีการลงนามบันทึกความร่วมมือ 3 ฝ่าย (MOU) ระหว่าง กรมทางหลวงชนบทผู้รับจ้าง และผู้แทนประชาชนในพื้นที่ไปแล้ว จำนวน 2 ครั้ง ทั้งช่วงก่อนเริ่มการก่อสร้าง และระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งมีการนำเสนอความเป็นมา รายละเอียดโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงาน รวมทั้งรายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงาน และคาดว่าจะมีการจัดประชุมอีกครั้งหลังโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2570 ต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/478644&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2k_YKMuxaVvHKoumMY5u1a

  • เปิดประตูนักท่องเที่ยวไทยสู่ฉงชิ่ง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ศึกษาศักยภาพอุทยานแห่งชาติหลุมฟ้า 3 สะพานสวรรค์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    เปิดประตูนักท่องเที่ยวไทยสู่ฉงชิ่ง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ศึกษาศักยภาพอุทยานแห่งชาติหลุมฟ้า 3 สะพานสวรรค์ – กระทรวงการต่างประเทศ

    เปิดประตูนักท่องเที่ยวไทยสู่ฉงชิ่ง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ศึกษาศักยภาพอุทยานแห่งชาติหลุมฟ้า 3 สะพานสวรรค์

    วันที่นำเข้าข้อมูล 5 มิ.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 5 มิ.ย. 2569

    | 18 view

    เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นายเสก นพไธสง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู พร้อมด้วยนางรศนา นพไธสง คู่สมรส ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ณ อุทยานแห่งชาติหลุมฟ้า 3 สะพานสวรรค์ (Wulong Karst National Geology Park – Wulong Tiankeng Three Natural Bridges) เขตอู่หลง นครฉงชิ่ง เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับนครฉงชิ่ง ตลอดจนแนวทางการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวไทยที่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับหนึ่งของอุทยานฯ

    อุทยานแห่งชาติหลุมฟ้า 3 สะพานสวรรค์ เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของนครฉงชิ่ง และเป็นพื้นที่ภูมิประเทศแบบคาสต์ (karst topography) ที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ จุดเด่นของพื้นที่แห่งนี้คือสะพานหินธรรมชาติขนาดใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ สะพานมังกรฟ้า สะพานมังกรเขียว และสะพานมังกรดำ ซึ่งเกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยาเป็นเวลาหลายล้านปี ก่อให้เกิดภูมิทัศน์อันงดงามและยิ่งใหญ่ของภูเขาหินปูน หุบเขา หลุมฟ้า น้ำตก ลำธาร ถ้ำ และหน้าผาสูงชัน จนได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มสะพานธรรมชาติขนาดใหญ่ที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติขององค์การยูเนสโก เมื่อเดือนมิถุนายน 2550 และได้รับการรับรองเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ AAAAA หรือ 5A ของจีน เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการจัดอันดับแหล่งท่องเที่ยวของจีน

    พื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองอู่หลงประมาณ 20 กิโลเมตร มีลักษณะภูมิทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ คือ “สามสะพานคั่นสองหลุมฟ้า” โดยสะพานทั้งสามทอดตัวเหนือหุบเขาและเชื่อมต่อภูเขาทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดทัศนียภาพที่หาชมได้ยาก นอกจากความงดงามทางธรรมชาติแล้ว ภายในพื้นที่ยังมี “เทียนฝูกวนอี้” หรือสถานีพักม้าส่งข่าวโบราณจำลอง ซึ่งสะท้อนประวัติศาสตร์การคมนาคมและการสื่อสารในอดีต อีกทั้งพื้นที่แห่งนี้ยังเคยเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงอย่าง (1) ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส มหาวิบัติยุคสูญพันธุ์ (Transformers: Age of Extinction) (2) ศึกโค่นบัลลังก์วังทอง (Curse of the Golden Flower) (3) รายการ Where Are We Going, Dad? ซีซัน 2 และ (4) Go Fighting! ซีซัน 5

    ในโอกาสนี้ กงสุลใหญ่ฯ ได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในเขตอู่หลง ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงวันหยุดวันแรงงานจีน ปี 2569 อู่หลงรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 10,400 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 97.27 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 839,300 หยวน (118,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นร้อยละ 66.85 สะท้อนถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของอู่หลงในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    นอกจากนี้ ในช่วงเดือนมกราคม–เมษายน 2569 อู่หลงรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 385,800 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 78.18 โดยตลาดนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นกลุ่มสำคัญ และนักท่องเที่ยวจากไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ อยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติหลักที่เดินทางมาเยือนอู่หลง ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรป อเมริกาเหนือ และโอเชียเนียก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว

    อุทยานแห่งชาติหลุมฟ้า 3 สะพานสวรรค์มีศักยภาพสูงในการเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางมาเยือนนครฉงชิ่งและภูมิภาคจีนตะวันตก เนื่องจากมีความโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติระดับโลก ภูมิทัศน์ที่สวยงามแปลกตา วัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ และการพัฒนาบริการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่การเดินทางระหว่างไทยกับจีนมีความสะดวกมากขึ้น และนักท่องเที่ยวไทยให้ความสนใจกับเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของจีนเพิ่มขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mfa.go.th/th/content/chengdu-280526-2%3Fpage%3D5d5bd3d615e39c306002aa86%26menu%3D5f2110a3c1d7dc1b17651cb2&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rPu4saCp9xrbZ6iMX8Zzn

  • “กัณฑรา” ชี้ SET ผ่าน 1,600 จุด ลุ้นไปต่อ! ชูแบงก์-สื่อสาร-นิคม-ท่องเที่ยว

    “กัณฑรา” ชี้ SET ผ่าน 1,600 จุด ลุ้นไปต่อ! ชูแบงก์-สื่อสาร-นิคม-ท่องเที่ยว

    นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ แม้ระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายทำกำไรบริเวณแนวต้านสำคัญ 1,600 จุด หลังดัชนีปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยมีหุ้นขนาดใหญ่ อาทิ DELTA, GULF, ADVANC และ AOT เป็นกลุ่มนำตลาด

    ทั้งนี้ หากดัชนี SET สามารถผ่านระดับ 1,600 จุดได้อย่างมั่นคง พร้อมมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นระดับ 60,000-70,000 ล้านบาท จะเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อจิตวิทยาการลงทุน และมีโอกาสปรับขึ้นทดสอบแนวต้านถัดไปบริเวณ 1,627-1,630 จุด จากแรงเหวี่ยงของโมเมนตัมตลาดที่ยังอยู่ในทิศทางบวก

    อย่างไรก็ตาม แม้หุ้นนำตลาดบางตัวปรับขึ้นไปแล้ว แต่หากพิจารณาภาพรวมตลาดโดยไม่นับรวม DELTA จะเห็นว่าหุ้นหลายตัวในตลาดยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ เนื่องจากราคายังอยู่ห่างจากราคาเป้าหมายพื้นฐานปีนี้ และสามารถสลับขึ้นมาช่วยหนุนดัชนีในระยะถัดไป

    สำหรับกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสหมุนเวียนขึ้นมานำตลาด ได้แก่ กลุ่มธนาคาร เช่น BBL และ KTB รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงในกลุ่มค้าปลีก สื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากเป็นหุ้นที่รองรับเงินทุนต่างชาติได้ดี ทั้งในแง่การเข้าลงทุนและการขายทำกำไร

    ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานในไตรมาส 2/2569 มองว่าหุ้นกลุ่มที่เคยถูกกดดันจากสถานการณ์ตะวันออกกลางมีโอกาสฟื้นตัว หากความตึงเครียดผ่อนคลายลง โดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์ ขนส่ง โรงไฟฟ้า และท่องเที่ยว ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลงมาอยู่บริเวณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากก่อนหน้านี้ที่เคยปรับตัวสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังมีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง กลุ่มสื่อสารมีภาพรวมธุรกิจมั่นคง ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมยังมีโอกาสเติบโตต่อจากกระแสการลงทุนและเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้า โดยหุ้นกลุ่มดังกล่าวจะช่วยเสริมแรงหนุนให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ แม้อาจมีแรงย่อตัวระหว่างทาง

    อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หากกลับมาตึงเครียดรุนแรงอีกครั้ง อาจกดดันบรรยากาศการลงทุนและราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการ 60/40 ซึ่งอาจช่วยประคองการบริโภคในช่วง 4 เดือนข้างหน้า

    ขณะเดียวกัน นายกัณฑรามองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการดึงดูดกลุ่มผู้มั่งคั่งจากต่างประเทศให้เข้ามาพำนักและลงทุนในระยะยาว จากจุดแข็งด้านค่าครองชีพ ความอุดมสมบูรณ์ของอาหาร และภาพรวมความปลอดภัยเมื่อเทียบกับหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขคือปัญหาคอร์รัปชันและกฎระเบียบบางประการที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน หากสามารถลดข้อจำกัดดังกล่าวได้ จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/836469&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WJbOuyaKVxbuOHpLWF5bI

  • “แรงงานเขมร”ไหลกลับ”ไทย”ตะปูตอกฝาโลงเศรษฐกิจย่ำแย่”ผู้นำเขมร”บริหารล้มเหลว | TOPNEWS

    “แรงงานเขมร”ไหลกลับ”ไทย”ตะปูตอกฝาโลงเศรษฐกิจย่ำแย่”ผู้นำเขมร”บริหารล้มเหลว | TOPNEWS

    “แรงงานเขมร”ไหลกลับ”ไทย”ตะปูตอกฝาโลงเศรษฐกิจย่ำแย่”ผู้นำเขมร”บริหารล้มเหลว

    • เผยแพร่ : 05/06/2026 19:03

    “แรงงานเขมร”ไหลกลับ”ไทย”ตะปูตอกฝาโลงเศรษฐกิจย่ำแย่”ผู้นำเขมร”บริหารล้มเหลว

    #TOPNEWS #topupdate
    #เขมร #สแกมเมอร์ #ฮุนเซน
    #แรงงานเขมร #เขมรยั่วยุ
    #เขมรลอบเข้าไทย
    #กัมพูชา #บังเกอร์เขมร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1594002&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B1hnEw0Vqyj57kezNbm-U

  • “คนโสด” ไม่ใช่แค่สถานะ แต่คือกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเขย่าสังคม  วิจัยกรุงศรีเผย 41% ของคนเมืองเป็นโสด เที่ยวต่างประเทศและดูคอนเสิร์ตบ่อยกว่าคนมีคู่ และ 4 ใน 10 ของผู้หญิงยุคใหม่ “ไม่คิดจะมีลูก”

    “คนโสด” ไม่ใช่แค่สถานะ แต่คือกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเขย่าสังคม วิจัยกรุงศรีเผย 41% ของคนเมืองเป็นโสด เที่ยวต่างประเทศและดูคอนเสิร์ตบ่อยกว่าคนมีคู่ และ 4 ใน 10 ของผู้หญิงยุคใหม่ “ไม่คิดจะมีลูก”

    ภาพครอบครัวพ่อ-แม่-ลูก ที่เคยเป็นเป้าหมายในชีวิตของคนไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลัง วิจัยกรุงศรี เผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปจำนวน 2,202 คน พบว่า “คนโสด” เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด และกำลังสร้างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่ธุรกิจไทยไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป

    โสดเพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ ไม่ใช่เพราะปฏิเสธความรัก

    ผู้ตอบแบบสำรวจถึง 41% ระบุว่าตนเองเป็นโสด โดยในจำนวนนี้เกือบครึ่งหรือ 41.1% บอกว่า “ยังไม่เจอคนที่ใช่” สะท้อนว่าคนโสดส่วนใหญ่ยังเปิดรับความสัมพันธ์ ขณะที่อีก 28.8% เลือกโสดเพราะ “รักอิสระและไม่ชอบผูกมัด” อย่างแท้จริง เมื่อถามถึง ข้อดีของชีวิตโสด ผู้ตอบแบบสำรวจทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะโสดหรือมีคู่ เห็นตรงกันว่าชีวิตโสดให้ อิสระในการใช้ชีวิตตามใจ ตัดสินใจง่ายกว่า และจัดการเวลาได้คล่องตัวกว่า โดยมีเพียง 1% เท่านั้นที่มองว่าชีวิตโสดไม่มีข้อดีเลยสักอย่าง แต่อีกแง่มุมหนึ่ง ข้อเสียที่คนโสดกังวลมากที่สุด คือการไม่มีคนดูแลยามป่วย (44%) ขาดที่ปรึกษาส่วนตัว (37%) และความเหงา (33%) นอกจากนี้ กว่า 1 ใน 5 ของผู้ตอบฯ มองว่าการไม่มีคนคอย “ดูแลเทคแคร์” เป็นอีกข้อเสียหนึ่งของความโสดด้วย

     คนโสดใช้เงินต่างจากคนมีครอบครัวอย่างไร?

    ผลสำรวจเผยภาพที่ชัดเจนว่า คนโสดใช้จ่ายเพื่อตัวเองมากกว่า ทั้งในด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์

    • ท่องเที่ยวต่างประเทศ: คนโสดที่ไปต่างประเทศอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง มีสูงถึง 21% ในขณะที่คนมีครอบครัวมีเพียง 9%
    • คอนเสิร์ต: 28% ของกลุ่มคนโสดดูคอนเสิร์ตอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง โดยมีโอกาสมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 2.7 เท่า
    • ชอปปิงให้รางวัลตัวเอง: เกือบครึ่ง (47%) ของคนโสดชอปปิงเพื่อตัวเองอย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยมีโอกาสมากกว่าคนมีครอบครัวถึง 2 เท่า
    • ดูแลสุขภาพและความงาม: คนโสดใช้จ่ายด้านฟิตเนส อาหารเสริม และสปาราว 8% ของรายได้ เทียบกับคนมีครอบครัวที่ใช้เพียง 5% เท่านั้น นอกจากนี้ คนโสดยังจ่ายค่าหัตถการความงาม ราว 4% ของรายได้ เฉลี่ยปีละ 20,156 บาท ซึ่งสูงกว่าคนมีครอบครัวเช่นกัน

    สิ่งที่น่าสนใจอีกข้อ คือเมื่อได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท คนโสดกลุ่มใหญ่จะเลือกนำเงินไปลงทุน ขณะที่ คนมีครอบครัวกลุ่มใหญ่จะเลือกใช้หนี้ก่อน สะท้อนภาระชีวิตที่ต่างกันอย่างชัดเจน

    Krungsri 2.jpg

    สัญญาณที่ทำให้สังคมต้องหยุดคิด: ผู้หญิงไม่อยากมีลูก

    ข้อมูลที่ร้อนแรงที่สุดในการสำรวจครั้งนี้คือ 38% ของผู้หญิงในกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดระบุว่าไม่คิดจะมีลูก ซึ่งสูงกว่าผู้ชายที่ 29% อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในกลุ่มวัยสร้างตัว (24-39 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่ควรสร้างครอบครัว กลับพบว่า 32% ยืนยันว่าไม่คิดจะมีลูก และมีอีก 27% ที่ยังไม่แน่ใจ มีเพียง 19% เท่านั้นที่บอกว่าต้องการมีลูกในอนาคต ตัวเลขนี้ตอกย้ำวิกฤตอัตราการเกิดของไทยที่ปี 2568 มีผู้เสียชีวิตมากกว่าเด็กเกิดใหม่เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน

    เศรษฐกิจ “3S”: เมกะเทรนด์ที่ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือ

    วิจัยกรุงศรีมองว่าโครงสร้างทางสังคมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การขยายตัวของ “เศรษฐกิจคนโสด” (Single Economy) อย่างเต็มรูปแบบซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ภาคธุรกิจต้องปรับตัวสู่เศรษฐกิจแบบ “3S” (Single-Solo-Silver) หรือการออกแบบสินค้าและบริการสำหรับ “คนโสด” ที่อาจอยู่คนเดียว พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เน้นความคล่องตัวและการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ผู้ตอบแบบสำรวจมากกว่าครึ่งสนใจผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะรองรับไลฟ์สไตล์ของคนโสด เช่น บัญชีเงินฝากพร้อมบริการวางแผนการเงิน บริการดูแลยามป่วย ไปจนถึงทริปท่องเที่ยวสำหรับคนโสดโดยเฉพาะ นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ บริการสุขภาพและความงาม ที่พักอาศัยที่ดูแลง่ายพร้อม Smart Home รวมถึงบริการจัดการมรดกและทรัพย์สิน เป็นที่น่าสังเกตว่า คนโสดกลุ่มหนึ่งเริ่มนิยามคำว่า “ผู้รับมรดก” ใหม่ โดยมีแนวโน้มบริจาคทรัพย์สินเพื่อการกุศล มากกว่าคนมีคู่หรือมีครอบครัวถึง 4.6 เท่า และมีโอกาสที่จะเลือก “ใช้เงินให้หมดก่อนเสียชีวิต” มากกว่าถึง 2.7 เท่า สะท้อนโลกทัศน์ใหม่ที่ไม่ยึดติดกับการส่งต่อมรดกตามสายเลือด

     บทสรุป: โสดหรือมีครอบครัว ต่างก็ต้องวางแผนชีวิต

    วิจัยกรุงศรีทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ “วางแผนการเงิน ดูแลสุขภาพ และสร้างเครือข่ายดูแลกันและกัน” ตั้งแต่วันนี้ เพราะในสังคมที่การอยู่คนเดียวกำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติ ความมั่นคงจึงไม่ได้มาจากการมีครอบครัว แต่มาจากการเตรียมความพร้อมของตัวเองเพื่อรองรับโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป

    รายงาน “The Single Economy Survey” โดยวิจัยกรุงศรี สำรวจผู้ตอบแบบสอบถาม 2,202 คน อายุ 24 ปีขึ้นไปที่อาศัยในเมืองช่วงพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 ทางออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/pr-news/113411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31ggwAig6UC_IPX-E-j6FA