Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว แฟนคลับวัยรุ่นขอถ่ายรูปเพียบ

    อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว แฟนคลับวัยรุ่นขอถ่ายรูปเพียบ

    อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน BKK App แนะนำนักท่องเที่ยว-บอกค่าฝุ่น ขณะที่แฟนคลับวัยรุ่นขอถ่ายรูปเพียบ

    เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน  ที่ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรคฯ อาทิ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และ นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตสัมพันธวงศ์ ลงพื้นที่หาเสียง บนถนนเยาวราช

    โดยบรรยากาศหาเสียงนายอนุชาและผู้บริหารพรรคฯเป็นไปอย่างคึกคัก ได้พบปะพูดคุยกับประชาชน พ่อค้า แม่ค้า และนักท่องเที่ยว พร้อมเยี่ยมเยือน ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านทอง ที่อยู่บนถนนเยาวราช ซึ่งประชาชนพ่อค้า แม่ค้า ให้การต้อนรับ คึกคัก อีกทั้งยังนำสินค้า และผลิตภัณฑ์มาให้ชิม และยังมีกลุ่มแฟนคลับที่เป็นวัยรุ่นมาขอถ่ายรูป พร้อมบอกเลือกเบอร์ 5

    ด้านนายอนุชา กล่าวว่า เยาวราชถือเป็นแหล่งท่องเทึ่ยวสำคัญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็มีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวคือ BKK App เป็นแอปเพื่อการแนะนำนักท่องเที่ยวว่า มีแหล่งท่องเที่ยวที่ไหน โซนไหน มีกฎอย่างไรบ้าง และยังจัดทำ App BKK Connect เพื่อรวบรวมทุกบริการของกทม. เช่น ดูค่าฝุ่น PM 2.5 เช็คเวลา ขนส่งสาธารณะ (ล้อ ราง เรือ) เช็คเวลาเดินรถขนส่งสาธารณะ จองการบริการจากสำนักงานเขตขอดูกล้อง CCTV อีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5749567&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zZeRWzxEN9tJ388-6hb2E

  • 3 ที่พัก น่าน กลางธรรมชาติ ที่ทำให้ผมอยากอยู่ต่ออีกสักคืน

    3 ที่พัก น่าน กลางธรรมชาติ ที่ทำให้ผมอยากอยู่ต่ออีกสักคืน

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/2O7QpK5V0L9M&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fHgPfDLcSR8XgEB6j-X2u

  • กัมพูชาพล่านประท้วงไทย เปิดท่องเที่ยว

    กัมพูชาพล่านประท้วงไทย เปิดท่องเที่ยว

    กัมพูชาพล่านประท้วงไทย เปิดท่องเที่ยว ‘ปราสาทตาควาย’ อ้าง สนธิสัญญา ฝรั่งเศส สยาม

    วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.21 น.

    กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนคัดค้านการดำเนินการของทางการไทย บริเวณปราสาทตาควายและปราสาทคนา โดยระบุว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและทำลายมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมเรียกร้องให้ทางการไทยระงับแผนการเปิดพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว และยุติทุกกิจกรรมในบริเวณดังกล่าวทันที

    รายละเอียดประเด็นข้อเรียกร้อง

    การรื้อถอนบันไดและผลกระทบ ทางกัมพูชาชี้แจงว่า บันไดทางขึ้นปราสาทความยาว 325 เมตร จำนวน 1,181 ขั้น ซึ่งกัมพูชาสร้างขึ้นเมื่อปี 2560 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาเยือนและคนในพื้นที่ การที่ไทยรื้อถอนบันไดดังกล่าว กัมพูชามองว่าเป็นการทำลายมรดกทางวัฒนธรรม และเจตนาลบล้างหลักฐานการดูแลพื้นที่ของกัมพูชาที่มีมาอย่างยาวนาน

    คัดค้านการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว กัมพูชาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อแผนการของไทย ที่เตรียมเปิดปราสาทตาควายให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในช่วงวันที่ 6-7 มิถุนายน รวมถึงการจำหน่ายตั๋วและจัดพิธีกรรมต่างๆ โดยระบุว่ากิจกรรมเหล่านี้ผิดกฎหมาย และเป็นการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิ์ในการครอบครองพื้นที่เพื่อนำไปสู่การสร้างความชอบธรรมในการครอบครองดินแดน

    การอ้างสิทธิ์ทางกฎหมายและข้อเรียกร้อง กัมพูชายืนยันว่าปราสาทตาควายและปราสาทคนาตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินของกัมพูชา โดยอ้างอิงหลักฐานจากสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี ค.ศ. 1904 และ 1907 รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมเรียกร้องให้ไทยยุติการทำลายมรดกทางวัฒนธรรมและเคารพข้อผูกพันระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กัมพูชาย้ำจุดยืนว่าจะปกป้องอธิปไตยของตนเองผ่านแนวทางสันติวิธีทางการทูตและกระบวนการทางกฎหมายต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/969007&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KOg3CLOG5tT0LzaEBD5KT

  • “สุรศักดิ์” นัดสรุป 16 มิ.ย.เคาะค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว-ชงวีซ่า ผ.15 รักษาตลาดอินเดีย : อินโฟเควสท์

    “สุรศักดิ์” นัดสรุป 16 มิ.ย.เคาะค่าธรรมเนียมท่องเที่ยว-ชงวีซ่า ผ.15 รักษาตลาดอินเดีย : อินโฟเควสท์

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย และติดตามการแก้ปัญหาด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ครั้งที่ 2/69 โดยในที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการทบทวนมาตรการวีซ่า โดยเฉพาะการรักษาตลาดนักท่องเที่ยวอินเดีย ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับลดสิทธิ์วีซ่า ซึ่งเตรียมจะเสนอขอสิทธิ์ประเภท ผ.15 เพื่ออำนวยความสะดวก และรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน

    ในส่วนของความคืบหน้าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดการจัดเก็บผ่านช่องทางอากาศร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการประชุมสรุปรายละเอียดอีกครั้งในวันที่ 16 มิ.ย.นี้

    พร้อมกันนี้ ที่ประชุมได้หารือถึงภารกิจสำคัญในการร่วมคณะเดินทางเยือนประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการ ร่วมกับนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.นี้ ซึ่ง รมว.ท่องเที่ยวฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด เตรียมประเด็นหารือและข้อตกลงความร่วมมือทั้งด้านกีฬาและการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนแบบพันธมิตรที่เกื้อกูลกันมากกว่าการเป็นคู่แข่ง

    • คาดปลายปี สรุปโครงการ “กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง

    ส่วนโครงการกระเช้าไฟฟ้าขึ้นภูกระดึง ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการออกแบบก่อสร้าง คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในช่วงปลายปี 69 นี้หรือต้นปี 70

    สำหรับการปรับโครงสร้างกระทรวง ที่จะแยกภารกิจด้านการท่องเที่ยว ไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และจัดตั้งกระทรวงการกีฬาขึ้นใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมาย และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ในช่วงปลายปี 69 เพื่อให้การทำงานในแต่ละด้านมีความชัดเจนและคล่องตัวยิ่งขึ้น

    • เล็งยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยวโดยใช้ AI

    ด้านความปลอดภัยนักท่องเที่ยว นายสุรศักดิ์ ได้กำชับเรื่องการกวดขันปัญหามาเฟีย และมิจฉาชีพ โดยชูการนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตรวจจับใบหน้ามาใช้ในการเฝ้าระวังบุคคลอันตราย และเตรียมนำระบบกล้องติดตัวตำรวจที่เชื่อมโยงข้อมูลอาชญากรรมได้ทันทีมาใช้ เพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง

    พร้อมกันนี้ยังได้เร่งรัดการก่อสร้าง ซ่อมแซม และถ่ายโอนสนามกีฬาทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ รวมถึงการเตรียมบูรณาการร่วมกับกระทรวงคมนาคม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านระบบรถไฟ เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการข้อมูล นายสุรศักดิ์ ได้สั่งการให้จัดตั้งคณะทำงาน เพื่อผลักดันกระทรวงฯ เข้าสู่ระบบเชื่อมโยงข้อมูลภาคราชการ (Business Data Exchange) ตามนโยบายของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวง เพื่อให้การบริการนักท่องเที่ยวและการวางแผนนโยบายมีความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    “การทำงานต่อจากนี้ จะเน้นการบูรณาการข้อมูลร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้กระทรวงฯ เป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านความปลอดภัยให้กับประเทศไทยต่อไป” รมว.ท่องเที่ยวฯ ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/598686&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dGJ-XSCn6irDOApOBW2f4

  • “ไทย” นำอาเซียนปิดดีลกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน เตรียมลงนาม พ.ย. 69

    “ไทย” นำอาเซียนปิดดีลกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน เตรียมลงนาม พ.ย. 69

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจากรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ได้ข้อสรุปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน (SEOM) ครั้งที่ 2/57 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 27-29 พฤษภาคม 2569 โดยไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA NC ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนนำอาเซียนไปสู่การบรรลุข้อตกลง DEFA ได้สำเร็จ นับเป็นก้าวสำคัญของการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะเป็นการตรวจทานถ้อยคำทางกฎหมาย (Legal Scrubbing) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงนามอย่างเป็นทางการในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) เดือนพฤศจิกายน 2569

    นางศุภจี กล่าวว่า  ในฐานะที่ไทยได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA NC ได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการเจรจาและสร้างฉันทามติร่วมกัน จนสามารถนำการเจรจาที่มีความซับซ้อนและครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งอนาคตไปสู่ความสำเร็จได้ ความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนบทบาทนำของไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในการร่วมกันกำหนดกติกาเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคที่มีมาตรฐานสูง สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเสริมความเชื่อมั่นการค้าและการลงทุนดิจิทัลระดับโลก

    นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า DEFA ไม่ใช่เพียงความตกลงด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน แต่เป็นกติกาใหม่ซึ่งจะช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจดิจิทัลของอาเซียน ให้การค้าและการลงทุนข้ามพรมแดนดำเนินได้อย่างราบรื่นมากขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ผ่านการเชื่อมโยงระบบดิจิทัลของประเทศสมาชิกให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Interoperability) ซึ่งจะสร้างโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะผู้ประกอบการ MSMEs ที่จะเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี และนวัตกรรมได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน DEFA ยังวางรากฐานให้เศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนเติบโตอย่างมั่นคงและน่าเชื่อถือ ผ่านความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การคุ้มครองผู้บริโภค การต่อต้านการหลอกลวงออนไลน์ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อให้อาเซียนสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลโลก

    ทั้งนี้ DEFA เป็นความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลกที่จัดทำขึ้นระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเริ่มต้นการเจรจาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2566 และสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จในปี 2569 ความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะผู้นำการขับเคลื่อนวาระเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค ขณะที่ผลการศึกษาชี้ว่า DEFA จะช่วยผลักดันมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนให้เติบโตสู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 พร้อมยกระดับอาเซียนสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงครอบคลุม และยั่งยืนในเวทีโลก

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2937538&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yiUrgWaI_uifgVlBeIaD-

  • การเคหะแห่งชาติเปิดพื้นที่รัฐดึงเอกชนร่วมลงทุนกว่า 30 ล้านบาท ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

    การเคหะแห่งชาติเปิดพื้นที่รัฐดึงเอกชนร่วมลงทุนกว่า 30 ล้านบาท ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

    การเคหะแห่งชาติเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มุ่งบริหารจัดการทรัพย์สินของหน่วยงานในสังกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำทรัพย์สินของรัฐมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนและชุมชน

    นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพย์สินเชิงรุก โดยเร่งนำที่ดินและทรัพย์สินที่มีศักยภาพมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนในการลงทุนและพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินของรัฐและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน

    ล่าสุด การเคหะแห่งชาติเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในโครงการเคหะชุมชนหัวหมาก ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้าและบริการของชุมชน เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ และยกระดับการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาทรัพย์สินเชิงรุกที่การเคหะแห่งชาติกำลังดำเนินการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาทรัพย์สินของรัฐ ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสนับสนุนโอกาสทางธุรกิจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    นายทวีพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารทรัพย์สินของรัฐในปัจจุบันต้องมุ่งสร้างคุณค่ามากกว่าการสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม การเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจะช่วยยกระดับศักยภาพของพื้นที่ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น

    ทั้งนี้ การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ของการเคหะแห่งชาติยังเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการสมัยใหม่เข้ามาต่อยอดศักยภาพพื้นที่ เพื่อสร้างผลตอบแทนทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมส่งเสริมระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตของผู้ประกอบการและชุมชนอย่างยั่งยืน

    “การเคหะแห่งชาติจะเดินหน้าขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนและทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาทรัพย์สินของรัฐให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพชุมชนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองและชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายทวีพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/1008789/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ROlH-PeNeMiyEpC4RQlMw

  • ฟิทช์หั่นคาดการณ์ศก.โลกปีนี้โต 2.4% พิษวิกฤตตอ.กลางทำราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ฟิทช์หั่นคาดการณ์ศก.โลกปีนี้โต 2.4% พิษวิกฤตตอ.กลางทำราคาน้ำมันพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลงเหลือ 2.4% ลดลง 0.2% จากประมาณการเดิม โดยระบุว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อได้ผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ทั้งผ่านแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ การบริโภคที่อ่อนแอลง และต้นทุนของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

    การปรับลดคาดการณ์ครั้งนี้สอดคล้องกับมุมมองขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) โดยความขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่เดือนที่ 4 ยังคงสร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก

    ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์

    ขณะเดียวกัน ฟิทช์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยในปี 2569 เป็น 87 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิม 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สะท้อนผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยการปิดเส้นทางดังกล่าวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 14 แล้ว และยังมีแนวโน้มเปิดใช้งานได้ยากก่อนเดือนก.ค. เนื่องจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังเผชิญอุปสรรค

    อย่างไรก็ตาม ฟิทช์มองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังห่างไกลจากวิกฤตราคาน้ำมันในทศวรรษ 1970 ซึ่งราคาน้ำมันที่แท้จริงเคยพุ่งแตะเกือบ 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อีกทั้งสัดส่วนการใช้น้ำมันต่อผลผลิตทางเศรษฐกิจโลกก็ลดลงราวครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2523

    ภายใต้สมมติฐานหลัก ฟิทช์คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโต 1.9% และเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 0.9% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการเดิม ขณะที่เศรษฐกิจจีนถูกปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 4.6% จากแรงหนุนของผลประกอบการทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ดีกว่าคาด และภาคการส่งออกที่ยังคงแข็งแกร่ง

    ฟิทช์ยังประเมินว่า หากสถานการณ์เลวร้ายลงจนราคาน้ำมันเฉลี่ยแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง 10% และภาวะสินเชื่อตึงตัวมากขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจเติบโตเพียง 0.8% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่เศรษฐกิจยูโรโซนอาจขยายตัว 0.3% และจีนเติบโต 3.4%

    คาดเฟดคงดอกเบี้ยช่วงที่เหลือของปีนี้

    ในด้านนโยบายการเงิน ฟิทช์คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปีนี้ ก่อนกลับมาปรับลดดอกเบี้ยในปี 2570 ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. ก่อนเปลี่ยนทิศทางในปีหน้า

    ฟิทช์ระบุว่า แม้อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันจะสูงกว่าปี 2564 อย่างมาก แต่ภาวะตลาดแรงงาน แรงกดดันด้านค่าจ้าง และการขยายตัวของนโยบายการคลัง ล้วนอยู่ในระดับที่อ่อนตัวกว่าช่วงก่อนหน้า

    ทั้งนี้ ปัจจัยที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความไม่แน่นอน คือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย ไบรอัน คูลตัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของฟิทช์ ระบุว่า การใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทั่วโลกที่เติบโตอย่างโดดเด่น กำลังช่วยลดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/598644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ps7CKyTVGKLoaWbqoLBDg

  • 3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังมาเยือน เตือนเร่งรับมือผลกระทบ

    3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังมาเยือน เตือนเร่งรับมือผลกระทบ

    Loading…

    3 วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังมาเยือน เตือนเร่งรับมือผลกระทบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-194&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s2WXmdpT1js0dQ5ubf4P9

  • พาณิชย์จัดใหญ่! อัดงบ 50 ล้าน แจก 500,000 โค้ด ชวนคนไทยช้อปสินค้า SME ช่วยเศรษฐกิจฐานราก

    พาณิชย์จัดใหญ่! อัดงบ 50 ล้าน แจก 500,000 โค้ด ชวนคนไทยช้อปสินค้า SME ช่วยเศรษฐกิจฐานราก


    พาณิชย์อัดฉีด 50 ล้านบาท! โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” แจกโค้ดส่วนลด 100.- จำนวน 5 แสนโค้ด หนุน 2,000 ร้านค้าชุมชน ขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart

    กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเร่งด่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผุดโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” คัดสรรผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชนกว่า 2,000 ราย บุกตลาดอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ‘Nex Gen Commerce’ และ ‘Thailand Post Mart’ อัดโปรโมชันลดค่าครองชีพ แจกโค้ดส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 โค้ด พร้อมฟรีค่าจัดส่ง หวังดันสัดส่วนรายได้ SME ทะยานสู่ 40% ของระบบเศรษฐกิจ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (SME) และวิสาหกิจชุมชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา SME มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 35% ของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันสัดส่วนนี้ให้เพิ่มขึ้นเป็น 40% เพื่อกระจายเม็ดเงินและการเติบโตไปสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง

    สำหรับการดำเนินงานในครั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าคุณภาพและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เพื่อนำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดทั้งเดือนมิถุนายน 2569 นี้

    โดยรัฐบาลและพันธมิตรได้ร่วมกันสนับสนุนสิทธิประโยชน์เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการ ดังนี้:

    • ยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย (GP) ตลอดระยะเวลาโครงการ

    • แจกคูปองค่าจัดส่งฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า (รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท)

    • ทำการตลาดเชิงรุก ผ่านเครือข่าย Influencer และ KOL ในการรีวิวสินค้าและไลฟ์คอมเมิร์ซ (Live Commerce) เพื่อสร้างคอนเทนต์กระตุ้นยอดขาย

    ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน กระทรวงพาณิชย์ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโค้ดส่วนลด “ไทยช่วยไทย” มูลค่า 100 บาท (เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท) จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 50 ล้านบาท

    “โครงการนี้ต้องการส่งเสริมให้คนไทยหันมาช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทยด้วยกัน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับไปสู่ชุมชนและผู้ผลิตรายเล็กอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้ซื้อสินค้าดีมีคุณภาพในราคาที่ประหยัดลง ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลจากฐานรากอย่างแท้จริง” นางศุภจี กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/43424&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j-EbUTmMJr5Z8_WKhyio9

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 05 มิถุนายน 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 05 มิถุนายน 2569 – InterGold

    วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 10.33 น.

    กลยุทธ์: ย่อซื้อ
    แนวต้าน: $4,600 = 71,100 บาท
    แนวรับ: $4,400 = 68,500 บาท
    .
    ราคาทองคำจะขึ้นหรือลง หลังประกาศ Nonfarm Payroll ท่ามกลางการจับตาดอกเบี้ย FED และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง? ราคาทองคำมีแนวโน้มผันผวนตามตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ ทิศทางดอกเบี้ย FED และสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากเศรษฐกิจชะลอตัวหรือ FED มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย ทองคำอาจได้รับแรงหนุน แต่หากเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและดอกเบี้ยอยู่สูง ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น
    .
    ราคาทองคำในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลหลักจากตัวเลข Nonfarm Payroll ของสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยของ FED หากตัวเลขจ้างงานเริ่มอ่อนแอ ตลาดอาจคาดหวังการลดดอกเบี้ยในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ แต่หากเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังแข็งแกร่ง ทองคำอาจถูกกดดันจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงต่อไป
    .
    ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบการเงินโลกมีแนวโน้มลดลง ซึ่งอาจจำกัดแรงซื้อทองคำในระยะสั้น แม้ว่าความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยยังคงมีอยู่
    .
    ด้านปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนทางการเมืองของสหรัฐฯ ยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญต่อทองคำ ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเลือกใช้กลยุทธ์ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว เพื่อรับมือกับความผันผวนและโอกาสฟื้นตัวในระยะถัดไป
    .
    โดยสรุป ราคาทองคำในระยะสั้นยังขึ้นอยู่กับตัวเลข Nonfarm Payroll ทิศทางดอกเบี้ยของ FED และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวและมีโอกาสลดดอกเบี้ย ทองคำอาจได้รับแรงหนุน แต่หากเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันต่อไป ขณะที่ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางและการเมืองสหรัฐฯ ยังคงช่วยสนับสนุนความต้องการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้กลยุทธ์ทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัวยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-05-jun-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33FCne42ZxR6UoVsaV4jbb