อนุชา-อภิสิทธิ์ ลุยเยาวราช ชูนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่าน BKK App แนะนำนักท่องเที่ยว-บอกค่าฝุ่น ขณะที่แฟนคลับวัยรุ่นขอถ่ายรูปเพียบ
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ถนนเยาวราช เขตสัมพันธวงศ์ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 พร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และคณะผู้บริหารพรรคฯ อาทิ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคฯ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และ นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ ผู้สมัคร ส.ก. เบอร์ 2 เขตสัมพันธวงศ์ ลงพื้นที่หาเสียง บนถนนเยาวราช
โดยบรรยากาศหาเสียงนายอนุชาและผู้บริหารพรรคฯเป็นไปอย่างคึกคัก ได้พบปะพูดคุยกับประชาชน พ่อค้า แม่ค้า และนักท่องเที่ยว พร้อมเยี่ยมเยือน ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านทอง ที่อยู่บนถนนเยาวราช ซึ่งประชาชนพ่อค้า แม่ค้า ให้การต้อนรับ คึกคัก อีกทั้งยังนำสินค้า และผลิตภัณฑ์มาให้ชิม และยังมีกลุ่มแฟนคลับที่เป็นวัยรุ่นมาขอถ่ายรูป พร้อมบอกเลือกเบอร์ 5
ด้านนายอนุชา กล่าวว่า เยาวราชถือเป็นแหล่งท่องเทึ่ยวสำคัญ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็มีนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวคือ BKK App เป็นแอปเพื่อการแนะนำนักท่องเที่ยวว่า มีแหล่งท่องเที่ยวที่ไหน โซนไหน มีกฎอย่างไรบ้าง และยังจัดทำ App BKK Connect เพื่อรวบรวมทุกบริการของกทม. เช่น ดูค่าฝุ่น PM 2.5 เช็คเวลา ขนส่งสาธารณะ (ล้อ ราง เรือ) เช็คเวลาเดินรถขนส่งสาธารณะ จองการบริการจากสำนักงานเขตขอดูกล้อง CCTV อีกด้วย






———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5749567&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zZeRWzxEN9tJ388-6hb2E















การเคหะแห่งชาติเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายของนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มุ่งบริหารจัดการทรัพย์สินของหน่วยงานในสังกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำทรัพย์สินของรัฐมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนและชุมชน
ล่าสุด การเคหะแห่งชาติเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในโครงการเคหะชุมชนหัวหมาก ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 30 ล้านบาท เพื่อพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้าและบริการของชุมชน เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ และยกระดับการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นายทวีพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารทรัพย์สินของรัฐในปัจจุบันต้องมุ่งสร้างคุณค่ามากกว่าการสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม การเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจะช่วยยกระดับศักยภาพของพื้นที่ พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชน เกิดการหมุนเวียนเม็ดเงินและการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น




