Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “คริส” เปิดผังทำงาน “ระบอบอากง” อ้างโยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    “คริส” เปิดผังทำงาน “ระบอบอากง” อ้างโยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    วันนี้ (6 มิ.ย.2569) นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวพร้อมแผนผังเครือข่ายผลประโยชน์ที่หยั่งรากลึก เป็นรากฝอยชอนไชอยู่ทั่วกลไกของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ฝ่ายโยธา สำนักการตลาด สภา กทม. งบประมาณกลาง ไปจนถึงงานอีเวนต์ ซึ่งนายคริสเรียกว่าเป็นรัฐบาลเงา ที่เกาะกินเมืองหลวงมายาวนาน พร้อมตั้งคำถามตรงถึ งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า ปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของตนได้อย่างไร

    นายคริส กล่าวว่า ศูนย์กลางของเครือข่ายนี้คือบุคคลที่เรียกว่าอากง ซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง แต่งตั้งคนสนิทของบุคคลดังกล่าวเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ผ่านสายสัมพันธ์แบบระบบคนกันเอง โดยมีบุคคลรหัส ปร. ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง ทำหน้าที่เรียกผู้ที่ต้องการขึ้นเป็น ผอ.เขต ไปพบยังเซฟเฮาส์ย่านสุทธิสาร และผู้ที่ต้องการตำแหน่งจะต้องทำให้บุคคลดังกล่าวพอใจ ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือสิ่งตอบแทนอื่น

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง “ระบอบอากง” โยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    นายคริส กล่าวต่อว่า มีผู้ช่วย ผอ.เขต รายหนึ่งที่ถูกเรียกและไม่เห็นด้วยกับการจ่ายเงิน แจ้งข้อมูลมาว่า ค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งตำแหน่งสูงถึงหลักล้านบาท จนตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้ที่ต้องการเป็น ผอ.เขต จึงยอมจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ และมองว่าคำตอบอยู่ที่การคืนทุนผ่านกลไกของสำนักงานเขต

    นายคริส กล่าวอีกว่า ในหนึ่งสำนักงานเขตมีหน่วยงานหลัก 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายสิ่งแวดล้อม ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายโยธา และหลังเปิดรับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมเพียง 3 วัน ก็มีประชาชนแจ้งเข้ามาจำนวนมาก

    ในส่วนของฝ่ายเทศกิจ นายคริสอ้างว่า ยังพบการเรียกเก็บส่วยจากแม่ค้าริมทางเท้าเช่นเดิม ผู้ที่ไม่จ่ายถูกไล่ที่ ขณะที่มีเรื่องร้องเรียนว่าปล่อยให้ผู้ค้าต่างด้าวเข้ามาใช้พื้นที่แทนผู้ค้าคนไทย ด้านฝ่ายรักษาความสะอาดนำรถและอุปกรณ์ตัดต้นไม้ของ กทม. ไปรับงานเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยใช้ทรัพยากรของหลวง เป็นเครื่องมือทำมาหากิน แต่ภาระค่าบำรุงรักษากลับตกอยู่กับ กทม. ซึ่งระบุว่ามีทั้งทะเบียนรถและอัตราค่าบริการเป็นหลักฐาน และพร้อมส่งมอบให้สื่อมวลชนตรวจสอบ

    นายคริส กล่าวว่า ส่วนฝ่ายโยธามีพยานหลักฐานเป็นคลิปเสียงและวิดีโอ ที่สะท้อนว่าประชาชนผู้ยื่นเอกสาร แม้จะปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วน อาจต้องรอเป็นเวลานาน หรือในกรณีเลวร้ายอาจถูกเรียกรับเงินที่ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมของรัฐ เพียงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน ทั้งนี้ ได้เปิดสายด่วนรับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมที่หมายเลข 02-055-6765

    นายคริส ยังแสดงลำดับเหตุการณ์ที่ชี้ว่าเป็นหัวใจของเรื่อง โดยระบุว่าปัญหานี้มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากแต่มีข้อสงสัยมาตั้งแต่ปี 2566 ทว่ากลับนิ่งเฉย กระทั่งเรื่องวนกลับมาอีกครั้งในปี 2569 เริ่มจากหนังสือเลื่อนขั้นข้าราชการลงวันที่ 29 ก.ย.2568 จำนวน 25 ราย ต่อมาวันที่ 25 พ.ย.2568 มีผู้เพิ่งเลื่อนเป็นผู้ตรวจการ 2 ราย ได้เลื่อนต่อเป็น ผอ.เขต ทันที

    กระทั่งวันที่ 7 เม.ย.2569 มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการ กทม. (ก.พ.ค.กทม.) ว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมและกฎก.ก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก ซึ่งก.พ.ค.กทม.วินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งภายใน 30 วัน มิฉะนั้นจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง “ระบอบอากง” โยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวอีกว่า ต่อมาวันที่ 16 เม.ย.2569 เกิดเหตุการณ์สำคัญพร้อมกัน 3 เรื่อง คือ นายชัชชาติยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ย้ายบุคคลทั้ง 17 รายเข้าสังกัดสำนักปลัด แต่ในวันเดียวกันกลับมอบหมายให้บุคคลกลุ่มนี้ ไปรับผิดชอบงานในแต่ละเขตเสมือนเป็น ผอ.เขต เช่นเดิม

    จนตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการเลี่ยงบาลีหรือไม่ พร้อมระบุว่ามีภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ ปฏิบัติตนในลักษณะ ผอ.เขต และเมื่อมีการสรรหาใหม่ในวันที่ 30 เม.ย.2569 ผลกลับได้บุคคลเดิมกลับสู่ตำแหน่ง ผอ.เขต เดิม ในเขตเดิม ก่อนที่นายชัชชาติจะลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 18 พ.ค.2569 โดยนายคริสหยิบยกกรณีเขตสะพานสูงและเขตพระนคร ขึ้นเป็นตัวอย่างประกอบ

    “ผมไม่ได้หยุดอยู่เพียงการตั้งคำถาม แต่เสนอทางออกเชิงโครงสร้าง โดยเรียกร้องให้ กทม. เปิดเผยข้อมูลการแต่งตั้ง และเลื่อนขั้นข้าราชการทั้งหมด เป็นข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ วางหลักเกณฑ์การคัดเลือก ผอ.เขต ที่โปร่งใสและวัดผลได้ และตัดดุลพินิจที่เปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อให้การเลื่อนตำแหน่งกลับมายึดระบบคุณธรรม ไม่ใช่ระบบคนกันเอง” นายคริส กล่าว

    นายคริส กล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่านายชัชชาติรับรู้รายละเอียดการจ่ายเงินและการเลื่อนขั้นทั้งหมด แต่ในฐานะผู้มีอำนาจและความรับผิดชอบ วันนี้ตนนำเรื่องนี้มาเตือนว่า คนสนิทที่นายชัชชาติเลือกมากับมือ กำลังแอบอ้างร่มเงาของท่าน เพื่อทำมาหากินแทนการทำงานให้ประชาชนหรือไม่ และย้ำว่าคนกรุงเทพมีสิทธิรู้ว่าเมืองของตนถูกบริหารอย่างไร ก่อนตัดสินใจในวันที่ 28 มิ.ย.นี้

    อ่านข่าว :

    “ชัชชาติ” ท้าเปิดหลักฐานซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้านบาท

    “ชัชชาติ” ปัดระบบอากง ยันไร้ผลประโยชน์แอบแฝง พร้อมรับทุกการตรวจสอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506771&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jibNf7JKeaSJk9AMZtl_5

  • หลายหน่วยงานร่วมพัฒนาภูมิทัศน์ วัดนางพญา สู่ชุมชนสีเขียว ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    หลายหน่วยงานร่วมพัฒนาภูมิทัศน์ วัดนางพญา สู่ชุมชนสีเขียว ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันที่  6 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก คณะศรัทธาร่วมแรงร่วมใจปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก โดย พลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธ์ สถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน (มูลนิธิพลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธ์) ,ดร.สมไทย วงษ์เจริญ พร้อมด้วยเครือบริษัทวงษ์พาณิชย์ ได้แก่ บริษัทวงษ์พาณิชย์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ,บริษัทเวสท์ รีซอร์สเซส โลจิสติกส์ จำกัด,บริษัทวงษ์พาณิชย์ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี จำกัด,บริษัทวงษ์พาณิชย์รีไซคลิ่ง และเครือข่ายสาขาต่าง ๆ  สมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก สมาคมการพูดพิษณุโลก และสมาคมชาวพิจิตรในจังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกันสืบสานพระพุทธศาสนา อนุรักษ์โบราณสถาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก ที่วัดนางพญา โดยได้ร่วมทำความสะอาด ร่มรื่น และงดงาม ด้วยการจัดสวนประดับต้นทองนพเก้า จำนวน 40 ต้น สร้างบรรยากาศแห่งความสงบงามทางพระพุทธศาสนา ต้อนรับญาติธรรมและพุทธศาสนิกชนที่หลั่งไหลเดินทางมากราบสักการะอย่างต่อเนื่อง โดยมีพระครูเกษมวาปีพิสัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดนางพญา และเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก ประธานฝ่ายสงฆ์ในกิจกรรมครั้งนี้

    ดร.สมไทย วงษ์เจริญ ประธานบริหารกลุ่มวงษ์พาณิชย์ บริษัท วงษ์พาณิชย์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  กล่าวว่า ในวันนี้คณะจิตศรัทธาหลายหน่วยงาน ได้ร่วมกันทำความดี พัฒนาเสนาสนะสถาน ปลูกต้นไม้ต้นนพเก้า ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้มงคลถวายวัดราชบูรณะ เพื่อให้เป็นร่วมกันสืบสานพระพุทธศาสนา อนุรักษ์โบราณสถาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก  พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันกรายสักการะ “พระสมเด็จนางพญา” พระเครื่องอันทรงคุณค่า ที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระวิสุทธิกษัตริย์ อันเป็นหนึ่งในพระเครื่องเบญจภาคีที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย โดยเฉพาะ “พระนางพญาเข่าโค้ง” ทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตใจ

    นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันกราบสักการะ “สมเด็จพระมหาเถรคันฉ่อง” พระอาจารย์ผู้ทรงศีลแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พร้อมถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งราชวงศ์ผู้ทรงกอบกู้แผ่นดินไทย ทั้ง 5 พระองค์ ได้แก่ 1. สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช 2. สมเด็จพระวิสุทธิกษัตริย์ 3. สมเด็จพระสุพรรณกัลยา 4. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5. สมเด็จพระเอกาทศรถ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอีกด้วย

    ////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/06/06/195231&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JKAxRJNXjazdJISYbxqV8

  • ทุ่งตำเสา | เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา คว้าที่1 อปท.ต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    ทุ่งตำเสา | เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา คว้าที่1 อปท.ต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    วันนี้ 6 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อได้รับข่าวดี เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในพื้นที่หลังได้รับการคัดเลือกเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นระดับจังหวัด ประจำปี 2569 และได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 หรือ “แชมป์จังหวัดสงขลา” สะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาการท่องเที่ยวบนพื้นฐานของทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

    นายชอบ บิณกาญน์ นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งตำเสา ได้มอบหมายให้นายธนวัฒน์ วัชรบุตร รองปลัดเทศบาลเมืองทุ่งตำเสา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการประเมินศักยภาพทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวชุมชนตำบลทุ่งตำเสา โดยคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ภายใต้โครงการวิจัยการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนทุ่งตำเสา จังหวัดสงขลา การนำเสนอในครั้งนี้เป็นการสรุปผลการศึกษาวิจัยและการประเมินศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว

    พร้อมนำเสนอแนวทางพัฒนาเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชุมชนอย่างยั่งยืนความโดดเด่นของทุ่งตำเสาถูกถ่ายทอดผ่านแนวคิด ทุ่งตำเสา ร้อยเรื่องราว คน เขา ป่า ซึ่งเป็นการรวบรวมเรื่องราวอัตลักษณ์ของพื้นที่เข้าไว้ด้วยกันอย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องของผู้คน วิถีชีวิต ศรัทธา ความเชื่อ ตำนานท้องถิ่น และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับผืนป่าและขุนเขาที่โอบล้อมพื้นที่มาอย่างยาวนาน ทุ่งตำเสาไม่ได้เป็นเพียงประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดสงขลาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของวิถีเกษตรดั้งเดิม ทั้งสวนยางพารา สวนผลไม้ การเลี้ยงสัตว์ และอาชีพพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

    ขณะเดียวกันยังมีวิสาหกิจชุมชนที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ ผ่านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ทุ่งตำเสายังมีเสน่ห์ด้านอาหารพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวใต้ มีพืชผักพื้นเมือง ผลไม้ตามฤดูกาล ดอกไม้ประดับ และพรรณไม้ท้องถิ่นที่สร้างสีสันให้กับชุมชน ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตจริงของคนในพื้นที่

    คณะผู้วิจัยได้เสนอแนวทางในการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยเน้นการเชื่อมโยงเรื่องราวของคน ชุมชน ธรรมชาติ และวัฒนธรรม ให้กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่า สามารถสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาวเทศบาลเมืองทุ่งตำเสาให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลจากงานวิจัยมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้มีความพร้อม มีมาตรฐาน และคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ภายใต้แนวคิด ร้อยเรื่องราว คน เขา ป่า ที่มุ่งถ่ายทอดเสน่ห์ของทุ่งตำเสาในทุกมิติ ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ความสำเร็จในการคว้ารางวัลชนะเลิศระดับจังหวัดครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของเทศบาลเมืองทุ่งตำเสาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงพลังของชุมชนที่ร่วมกันอนุรักษ์ พัฒนา และถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าของท้องถิ่น จนสามารถก้าวขึ้นเป็นต้นแบบด้านการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดสงขลาได้อย่างภาคภูมิ

    ขอบคุณภาพและข้อมูลข่าว : เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/31049/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iiwx-KXt75XGejOaimMYM

  • ก.พ.ร. เบรก 2 กระทรวงตั้งผู้บริหาร เตรียมแยกท่องเที่ยว-กีฬา-วัฒนธรรม

    ก.พ.ร. เบรก 2 กระทรวงตั้งผู้บริหาร เตรียมแยกท่องเที่ยว-กีฬา-วัฒนธรรม

    ก.พ.ร. เบรก 2 กระทรวงตั้งผู้บริหาร เตรียมแยกท่องเที่ยว-กีฬา-วัฒนธรรม

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ทั้งนี้ในขั้นตอนต่อไป สำนักงาน ก.พ.ร. จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอนกฎหมาย ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป พร้อมเสนอให้ทั้งสองกระทรวงชะลอการแต่งตั้งตำแหน่งประเภทบริหารและอำนวยการระหว่างการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน

    สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คือการโอนภารกิจด้านการท่องเที่ยวจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม และเปลี่ยนชื่อเป็น “กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว” เพื่อบูรณาการทุนทางวัฒนธรรมกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในเชิงยุทธศาสตร์ และยกระดับจากการท่องเที่ยวเชิงปริมาณสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง (Value-based Tourism)

    ขณะเดียวกันให้ปรับบทบาทและหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดิมเป็น “กระทรวงการกีฬา” เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย พัฒนากีฬาอาชีพ และผลักดันอุตสาหกรรมกีฬาให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นระบบ

    นอกจากนี้ที่ประชุมยังหารือถึงข้อเสนอโครงการสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ “1กรม 1โปร่งใสไร้เทา” โดยนำผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและตัวแทนภาคธุรกิจทั่วประเทศ จำนวน 401 ราย มาประกอบการพิจารณา

    ผลสำรวจสะท้อนว่า ภาคเอกชนยังมองว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ และกว่าครึ่งเห็นว่าสถานการณ์แย่ลงเมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา

    ก.พ.ร. จึงมีมติให้มี โครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” เพื่อกำหนดให้หน่วยงานระดับกรมทุกแห่งคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อความไม่โปร่งใส การใช้ดุลพินิจ และการทุจริต หรือมีผลกระทบสูง มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก มาดำเนินการ โดยเฉพาะงานที่มีความเสี่ยงต่อการเรียกรับผลตอบแทนตามที่ กกร. ระบุ เช่น งานออกใบอนุญาต งานตรวจสอบ งานด้านภาษี และงานจัดซื้อจัดจ้าง

    สำหรับโครงการ “1 กรม 1 โปร่งใสไร้เทา” แบ่งการดำเนินการออกเป็นกลุ่มนำร่องและกลุ่มทั่วไป โดยกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการ 6 เดือน และ 1 ปี ตามลำดับ พร้อมให้แต่ละหน่วยงานกำหนดแนวทางป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมกับภารกิจ นอกจากนี้ จะใช้กลไกสร้างแรงจูงใจผ่านรางวัลเลิศรัฐประเภท “เสริมสร้างความโปร่งใส” เพื่อยกย่องหน่วยงานที่ดำเนินการได้สำเร็จและเป็นต้นแบบให้แก่หน่วยงานอื่นต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/660769&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SH1pm2ABZc9R1vA82PkWl

  • วิ่งการกุศลฟื้นตลาดน้ำยะกัง 100 ปี ปลุกท่องเที่ยวไทย-มาเลย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ | TOPNEWS

    วิ่งการกุศลฟื้นตลาดน้ำยะกัง 100 ปี ปลุกท่องเที่ยวไทย-มาเลย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ | TOPNEWS

    วันที่ 5 มิ.ย. 2569 มวลชนและนักวิ่งชาวไทย-มาเลเซียนับพันคน รวมพลังร่วมกิจกรรม “วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569” เพื่อระดมทุนฟื้นฟูและพัฒนาตลาดน้ำยะกังขนม 100 ปี แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดนราธิวาสที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ณ ตลาดน้ำยะกังขนม 100 ปี อ.เมือง จ.นราธิวาส นายลุตฟี หะยีอีแต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส เขต 1 เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม นายอำเภอนราธิวาส นายกเทศมนตรีเมืองนราธิวาส ผู้บริหารท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียเข้าร่วมกว่า 1,000 คน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักแม้มีฝนตกในช่วงค่ำ

    นายมูฮัมหมัดรอซากี เอาแวบือซา ประธานชุมชนยะกัง 1 กล่าวว่า ตลาดน้ำยะกังเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและแหล่งสร้างรายได้สำคัญของชุมชนมาอย่างยาวนาน การจัดกิจกรรมวิ่งการกุศลครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อนำรายได้ทั้งหมดไปใช้ในการบูรณะและพัฒนาตลาดน้ำยะกัง ทั้งด้านภูมิทัศน์ ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว ขณะที่นายลุตฟี หะยีอีแต กล่าวว่า รู้สึกประทับใจที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะการมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียเข้าร่วมจำนวนมาก สะท้อนศักยภาพของนราธิวาสในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมชูจุดเด่นของชุมชนยะกังริมคลองที่มี “ขนมโบราณพื้นเมือง” เป็นเอกลักษณ์สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ด้านนายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา จะผลักดันการพัฒนาและสนับสนุนงบประมาณสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวจากตลาดน้ำยะกังไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆ ของจังหวัด เช่น บ้านทอน น้ำตกสุคิริน และน้ำตกบาเจาะ เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับการท่องเที่ยวในจังหวัดนราธิวาส สำหรับกิจกรรมภายในงานเริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 น. มีการลงทะเบียนนักวิ่ง จำหน่ายเสื้อที่ระลึก จัดนิทรรศการจากหน่วยงานต่าง ๆ ก่อนปล่อยตัวนักวิ่งในเวลา 20.30 น. โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 6 รุ่น พร้อมมอบรางวัลแก่ผู้ชนะและของที่ระลึกแก่ผู้เข้าเส้นชัย 200 คนแรก สร้างทั้งความสุข ความสามัคคี และความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนยะกังให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

    กรียา เต๊ะตานี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นราธิวาส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1594686&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IjEuBhaOKi5zii2mmCV5D

  • “เขมร”พล่าน!ประท้วง”ไทย”เผาบันไดขึ้น”ปราสาทคนา”-“บิ๊กทหาร”ลุยเติมเสบียงไม่อั้น | TOPNEWS

    “เขมร”พล่าน!ประท้วง”ไทย”เผาบันไดขึ้น”ปราสาทคนา”-“บิ๊กทหาร”ลุยเติมเสบียงไม่อั้น | TOPNEWS

    “เขมร”พล่าน!ประท้วง”ไทย”เผาบันไดขึ้น”ปราสาทคนา”-“บิ๊กทหาร”ลุยเติมเสบียงไม่อั้น

    • เผยแพร่ : 06/06/2026 14:46

    “เขมร”พล่านหนัก! ประท้วง”ทหารไทย” เผาบันได 1,181ขั้น ขึ้น”ปราสาทคนา” ค้านแผนการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว”ปราสาทตาควาย” ล่าสุด “บิ๊กทหารเขมร”ขี้แอ็ค ลุยเอง เสริมใต้บันไดทางขึ้น-เติมเสบียงไม่อั้น

    #TOPNEWS #topupdate
    #ข่าวเด่น #ข่าวด่วน #ข่าวต่างประเทศ
    #กัมพูชา #เขมร #ทหารเขมร #ทหารไทย
    #ปราสาทคนา #ช่องคนา #ปราสาทตาควาย
    #ไทยกัมพูชา #ชายแดนไทยกัมพูชา
    #กองทัพภาคที่2 #กองทัพบก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1594575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1suFn5sfkP1skjTdIKnbls

  • เทียบฟอร์มท่องเที่ยว ไทย vs เวียดนาม เจาะลึกสมรภูมินี้ใครได้แต้มต่อ

    เทียบฟอร์มท่องเที่ยว ไทย vs เวียดนาม เจาะลึกสมรภูมินี้ใครได้แต้มต่อ

    นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้เปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและเวียดนาม โดยชี้ให้เห็นว่า สถิติการท่องเที่ยวระหว่างปี 2567 ถึงต้นปี 2569 เผยให้เห็นถึงความแตกต่างของวงจรการเติบโต(Growth Cycle) ขีดความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยว และโครงสร้างการสร้างรายได้ระหว่างระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของทั้ง 2 ประเทศอย่างชัดเจน

    ยุทธศักดิ์ สุภสร อดีตผู้ว่าททท.

    เจาะลึกสมรภูมิท่องเที่ยว ไทยเวียดนาม ใครได้แต้มต่อ

    วงจรการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่ในช่วงของการปรับฐานที่ยากลำบาก ในปี 2567 ไทยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 35.54 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งด้วยอัตราการเติบโต 26.27% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โมเมนตัมดังกล่าวไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องไว้ได้ โดยในปี 2568 เผชิญกับภาวะหดตัวอย่างชัดเจน

    การท่องเที่ยวไทย

    โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยว ต่างชาติสะสมตลอดทั้งปีอยู่ที่ 32,974,321 คน ลดลง 7.23% จากปี 2567 และที่น่ากังวล คือ การหดตัวของรายได้รวมจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งลดลง 4.71% มาอยู่ที่ระดับ 1.53 ล้านล้านบาท จากการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีน แม้จะมีตลาดระยะไกลเข้ามาเพิ่มขึ้นแต่ก็ไม่สามารถชดเชยช่องว่างที่หายไปจากตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้

    ในทางตรงกันข้าม ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จทางประวัติศาสตร์และ เป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญ(Milestone) ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนาม อัตราการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่งสูงถึง 21.1 – 21.2 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 20.4% เมื่อเทียบกับปี 2567

    ตัวเลขนี้ไม่เพียงแต่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังสูงกว่าสถิติช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ในปี 2562 ถึง 17.8% การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวต่างชาติและการบริโภคภายในประเทศได้ช่วยผลักดันให้รายได้รวมจากการท่องเที่ยวของเวียดนามทะลุขีดจำกัดที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยก้าวข้ามเส้น 1 พันล้านล้านดอง (ประมาณ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เป็นครั้งแรก

    การท่องเที่ยวเวียดนาม

    ทำให้รัฐบาลเวียดนามในการประกาศเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายยิ่งขึ้น สำหรับปี 2569 เวียดนามตั้งเป้าที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ถึง 25 ล้านคน ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศให้ถึง 150 ล้านครั้ง เพื่อดันรายได้รวมให้ไปแตะระดับ 1.125 พันล้านล้านดอง (ประมาณ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

    เวียดนามกำลังตกอยู่ในกับดักเชิงปริมาณ

    อย่างไรก็ตามแม้เวียดนามจะมีการเติบโตของนักท่องเที่ยวอย่างก้าวกระโดด แต่ก็กำลังเผชิญกับ “ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านประสิทธิภาพการสร้างมูลค่า (Structural Issue in Value Efficiency)”

    นั่นก็คือ ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้รวมเติบโตขึ้น แต่อัตราการเติบโตของรายได้นั้นเป็นเพียงการแปรผันตรงไปตามปริมาณคนที่เพิ่มขึ้น (Volume-driven) มากกว่าที่จะเกิดจากการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายต่อหัวหรือการสร้างมูลค่าเพิ่มระดับพรีเมียม (Value-driven)

    ระบบกำลังขยายตัวในเชิงขนาดอย่างมหาศาล แต่ขาดความก้าวหน้าด้านผลตอบแทนเชิงคุณภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงเพดานความสามารถในการทำกำไรของห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวในปัจจุบันของเวียดนาม

    การท่องเที่ยวไทย vs เวียดนาม

    เทียบฟอร์มดัชนีการพัฒนาท่องเที่ยว ไทยเวียดนาม

    ในด้านดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (Travel & Tourism Development Index – TTDI)ประจำปี 2024 ซึ่งจัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) พบว่า ไทย อยู่ในอันดับ 47) ที่ยังคงแข็งแกร่งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานการบริการ

    แต่จุดร่วงหนัก คือ “ความปลอดภัยและความมั่นคง” ที่ร่วงไปอยู่อันดับ 102 จากความไม่มั่นใจในเจ้าหน้าที่และอาชญากรรม

    ส่วนเวียดนาม อยู่ในอันดับ 59 แม้อันดับรวมจะตามหลังไทย แต่ครองอันดับ 16 ของโลกด้านความสามารถในการแข่งขันด้านราคา และอันดับ 23 ด้านความปลอดภัยและความมั่นคง ทว่าเวียดนามยังมี “คอขวดเชิงสถาบัน” โดยโครงสร้างพื้นฐานการบริการรั้งอยู่อันดับ 80 และนโยบายการให้ความสำคัญกับท่องเที่ยวอยู่อันดับ 98

    สำหรับการวิเคราะห์การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน และขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบของทั้ง 2 ประเทศ ในแต่ละมิติ พบว่า

    1.โครงสร้างพื้นฐาน

    ไทยมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ในด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการขนส่งที่เชื่อมต่อกันอย่างรถไฟฟ้า BTS/MRT ที่อำนวยความสะดวกสบายเหนือระดับแก่นักท่องเที่ยวในการสัญจรในกรุงเทพมหานคร

    ยิ่งไปกว่านั้น ไทยมีความได้เปรียบสัมบูรณ์ (Absolute advantage) ในความหลากหลายและความลึกของผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตลาดกลางคืน ไปจนถึงมาตรฐานการให้บริการที่ยอดเยี่ยมในภาคโรงแรมระดับหรูและบริการทางการแพทย์ การจัดการลอจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพช่วยให้การกระจายตัวนักท่องเที่ยวเป็นไปอย่างลื่นไหล

    ขณะที่เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนของเวียดนาม ที่ขาดแคลนและความล่าช้าในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถือเป็น “คอขวด” ที่ร้ายแรงที่สุดของเวียดนาม โครงข่ายขนส่งสาธารณะในเมืองหลวงอย่างกรุงฮานอยยังมีข้อจำกัดและไม่เชื่อมต่อกับสถานที่ท่องเที่ยวหลักอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่โครงการรถไฟฟ้าในนครโฮจิมินห์ยังคงประสบปัญหาความล่าช้า

    นอกเหนือจากปัญหาด้านกายภาพ การบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง (Destination Management) ยังอยู่ในระดับที่ขาดการบูรณาการ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์การบริการมีลักษณะกระจัดกระจายและไม่ได้มาตรฐานสากล

    นอกจากนี้ ทักษะของบุคลากรในอุตสาหกรรมบริการยังเป็นรองประเทศไทย ทำให้เป็นเรื่อง ยากสำหรับเวียดนามในการขยายตลาดไปยังกลุ่ม Luxury Tier ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการบริการ

    2. ต้นทุนและราคา

    เวียดนามชนะขาดลอย โดยค่าครองชีพในกรุงเทพฯ แพงกว่าฮานอยถึง 54 % การท่องเที่ยวเวียดนามถูกกว่าไทย 20-30 % ในเกือบทุกมิติ ตั้งแต่ราคาที่พัก อาหาร การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไปจนถึงเครื่องดื่ม เช่น ค่าซิมการ์ดอินเทอร์เน็ต 30 วัน ในเวียดนามมีราคาเพียง 8 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับ 28 ดอลลาร์สหรัฐในไทย อาหารท้องถิ่น เช่น เฝอ มีราคา เริ่มต้นที่ 1.50 ดอลลาร์

    ในขณะที่เบียร์สดท้องถิ่น (Bia Hoi) มีราคาเพียง 0.50 ดอลลาร์ ซึ่งไม่มีผลิตภัณฑ์เทียบเคียงในราคานี้ได้ในประเทศไทย ความได้เปรียบนี้ถูกเร่งด้วยอัตราแลกเปลี่ยนของสกุลเงินดองที่ดึงดูดผู้ถือสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้เวียดนามกลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับกลุ่มผู้ทำงานทางไกลและนักท่องเที่ยวแบบประหยัด

    ตรงข้ามที่ไทยมีจุดอ่อนในเรื่องนี้ เพราะการแข็งค่าของเงินบาทผนวกกับภาวะเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นของต้นทุนทางธุรกิจ ทำให้อันดับด้านความสามารถในการแข่งขันด้านราคาใน TTDI ของไทยตกไปอยู่ที่อันดับ 48 ภาวะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดึงดูดตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ปัจจุบันเปลี่ยนพฤติกรรมมานิยมการท่องเที่ยวแบบประหยัดและเน้นความคุ้มค่า ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มองว่าไทยไม่ได้ให้ความคุ้มค่าด้านงบประมาณเหมือนในอดีต

    3. ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและเสถียรภาพเชิงภาพลักษณ์

    เรื่องนี้เป็นจุดแข็งของเวียดนาม มีความมั่นคงทางการเมืองและระดับอาชญากรรมต่อชาวต่างชาติที่ตํ่า ซึ่งสะท้อนผ่านอันดับที่ 23 ด้านความปลอดภัยระดับโลกจากดัชนี TTDI 2024 ภาพลักษณ์ความเป็นประเทศที่สงบและปลอดภัยนี้ ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ

    ข้อมูลจาก Agoda ระบุว่าอัตราการกลับมาท่องเที่ยวซํ้า (Return rate) ของเวียดนามพุ่งทะยานขึ้นเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศในทวีปเอเชีย เป็นรองเพียงญี่ปุ่นและไทย โดยเฉพาะเมืองตากอากาศอย่างดานัง (Da Nang) ได้สร้างประวัติศาสตร์ก้าวเข้าสู่ 10 อันดับแรกของเมืองในเอเชียที่มีผู้กลับมาเยือนซ้ำมากที่สุด

    ในขณะที่ไทยมีจุดอ่อนที่กำลังเผชิญกับ “อาการป่วยเรื้อรัง” ด้านความปลอดภัย เหตุการณ์สะเทือนขวัญต่อชาวจีนและวิกฤตความเชื่อมั่นทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีนร่วงลงอย่างหนัก

    4.โครงสร้างตลาดและประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ไทยมีศักยภาพในการดึงกลุ่มพำนักนานและจ่ายสูง (คนจีนจ่ายเฉลี่ย 42,428 บาทต่อคน และพำนักนาน 7.35 วัน) แต่ปัจจุบันต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนักท่องเที่ยวมาเลเซีย มีการใช้จ่ายเพียง 21,450 บาท และพำนัก 4.17 วัน นั่นหมายถึงต้องใช้คนมาเลเซียถึง 2 คนเพื่อสร้างรายได้เท่าคนจีน 1 คน

    ส่วนประเด็นนี้เป็นจุดอ่อนของเวียดนาม ที่มีการกระจุกตัวของตลาด (Market Concentration) ที่พึ่งพิงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ (อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน) และนักท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก

    รายงานของ Outbox เผยว่ารายได้กว่า 50 % มาจากการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งมีงบประมาณเฉลี่ยต่อทริปตํ่ากว่า 20 ล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 800 ดอลลาร์สหรัฐ) พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เน้นการเดินทางระยะสั้นและความถี่สูง มากกว่าการใช้จ่ายที่หรูหรา การที่ตำแหน่งทางการตลาด (Brand Positioning) ผูกติดอยู่กับคำว่า “สวยแต่ถูก”

    ทำให้เวียดนามประสบความยากลำบากอย่างยิ่งในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้จ่ายในระดับราคาพรีเมียม (Premium Pricing) ส่งผลให้โครงสร้างอุตสาหกรรมตกอยู่ในภาวะจำกัดประสิทธิภาพการทำกำไร

    เปรียบเทียบการท่องเที่ยวไทย-เวียดนาม

    เปิดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนท่องเที่ยว ไทย-เวียดนาม

    ประเทศไทย: นโยบายมุ่งเป้าคุณภาพ

    1.ขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ “Up Level, Add Story, Create Value” โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการกระตุ้นรายได้รวมให้แตะระดับ 3.4 – 3.5 ล้านล้านบาท กลไกสำคัญคือการชูซอฟต์พาวเวอร์ไทยผ่านแนวคิด“5 Must Do in Thailand” (Must Taste, Must Try, Must Buy, Must See, Must Seek)

    การกระจายความเจริญสู่เมืองรองภายใต้แนวคิดเมืองน่าเที่ยว (Hidden Gem Cities) เพื่อลดความแออัดของโครงสร้างพื้นฐานในเมืองหลวงและเมืองหลัก

    2.การปฏิรูปนโยบายตรวจคนเข้าเมืองผ่าน Destination Thailand Visa (DTV) เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง พำนักระยะยาว (Long-stay) ผู้ทำงานทางไกล (Digital Nomads) และผู้สนใจซอฟต์พาวเวอร์วีซ่า DTV มีอายุการใช้งาน 5 ปี และอนุญาตให้ผู้ถือวีซ่าพำนักได้สูงสุด 180 วันต่อการเข้าประเทศแต่ละครั้ง (สามารถต่ออายุเพิ่มได้อีก 180 วันต่อปี)

    กลไกการคัดกรองกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป และต้องแสดงหลักฐานทางการเงินไม่ตํ่ากว่า 500,000 บาท (ประมาณ 15,000-16,000 ดอลลาร์สหรัฐ) นโยบายนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มผลคูณทางเศรษฐกิจ ผ่านการยืดระยะเวลาการใช้จ่ายในพื้นที่ (Length of Stay) และดึงดูดทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง   

    3. ยกระดับอุตสาหกรรมเฉพาะทาง (Niche Market Elevation) โดยใช้จุดแข็งด้านการบริการเพื่อสร้างศูนย์กลางกิจกรรมระดับโลก (World Class Event Hub) การท่องเที่ยวเพื่อการประชุมสัมมนา(MICE) และศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลก (Entertainment Hub)

    รวมถึงอุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Tourism) โดยเฉพาะบริการการแพทย์เฉพาะทางการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) และศาสตร์แห่งการชะลอวัย (Longevity) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงเป็นพิเศษ

    เวียดนาม: นโยบาย Dual Visa ปฏิวัติดิจิทัลระดับชาติ

    ด้านทิศทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเวียดนามมีความชัดเจน มั่นคง และมุ่งเป้าไปที่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกในระยะยาว เพื่อบรรลุเป้าหมายการก้าวเข้าสู่กลุ่ม 30 อันดับแรกของดัชนี TTDI ภายในปี 2573 นโยบายของเวียดนามถูกบูรณาการเข้ากับเทคโนโลยีและระบบกฎหมายอย่างเป็นระบบ

    1.นโยบายวีซ่าคู่ขนานเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Dual Visa Policy) เวียดนามได้ดำเนินการปฏิวัติระบบตรวจคนเข้าเมืองเพื่อทลายกำแพงการเดินทางเข้าประเทศ โดยใช้เครื่องมือสองส่วนที่เอื้อประโยชน์เกื้อกูลกัน

    • การขยายฐานมวลชน ภายใต้มติฉบับที่ 229 เวียดนามได้ให้สิทธิยกเว้นวีซ่าฝ่ายเดียว (Unilateral Visa Exemption) แก่พลเมืองจาก 13 ประเทศเป้าหมายที่มีกำลังซื้อสูง (ส่วนใหญ่เป็นประเทศในยุโรป) ให้อยู่ได้นาน 45 วัน นโยบายนี้มีผลผูกพันระยะยาวไปจนถึงปี 2571 นอกจากนี้ยังเปิดใช้วีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (e-visa) สำหรับทุกประเทศทั่วโลก โดยขยายเวลาพำนักเป็น 90 วันและสามารถเดินทางเข้าออกได้หลายครั้ง
    • การดึงดูดนักลงทุนและบุคคลระดับสูง ภายใต้พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 221/2025 เวียดนามได้ออกนโยบายวีซ่าพิเศษเพื่อดึงดูดนักลงทุน ผู้นำองค์กรระดับโลก นักวิทยาศาสตร์ และผู้ทรงอิทธิพลระดับนานาชาติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศโดยตรง

    2.การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและแพลตฟอร์ม “Visit Vietnam” กลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ การใช้เทคโนโลยีเพื่อลบจุดอ่อนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติเวียดนามร่วมกับเครือข่ายธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น Sun Group, Visa, Mastercard, Trip.com ได้พัฒนา “Visit Vietnam” ให้เป็น “ซูเปอร์แอปพลิเคชันด้านการท่องเที่ยวในระดับชาติ”

    แพลตฟอร์มนี้จะทำงานร่วมกับศูนย์ข้อมูลแห่งชาติเพื่อรวมฐานข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน โดยมีฟังก์ชันการจองตั๋วผ่านหน้าจอเดียว การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์และวางแผนเส้นทาง การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในการยืนยันความโปร่งใสของรีวิว แพลตฟอร์มนี้มีกำหนดการเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปี 2570 (ระหว่างการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม APEC) ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลเชิงลึก (Data-driven insights) ในการบริหารจัดการและทำนายเทรนด์อนาคตได้อย่างแม่นยำ

    3.การปรับโฉมแบรนด์ประเทศด้วยมิติคุณค่า ESG เพื่อหลุดพ้นจากตำแหน่งทางการตลาดที่ถูกมองว่าเป็นเพียงจุดหมายปลายทางราคาถูก ผู้บริหารอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเวียดนามเสนอการปรับแบรนด์

    ภายใต้แนวคิดตัวย่อ “VIETNAM” (Varied landscapes, Indigenous culture, Exotic beaches, Truly emotional, Nature, Ancient cities, Memories) ควบคู่ไปกับการบูรณา การกรอบการพัฒนาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Framework) เพื่อสร้าง Net Positive Impacts อย่างยั่งยืน

    บทสรุปในเรื่องนี้เวียดนามกำลังตกอยู่ใน “กับดักเชิงปริมาณ” (Volume Trap) หากไม่พัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับบน ทำให้อัตรากำไรส่วนเพิ่ม (Marginal Yield) มีแนวโน้มลดลงหากเวียดนามไม่สามารถปฏิรูปโครงสร้างเพื่อนำเสนอบริการระดับโลกและการพัฒนาแบบ ESG ได้เพดานของการเติบโตด้านรายได้จะสะดุดในไม่ช้า

    ส่วนไทยเผชิญ “วิกฤตสภาพคล่องของการเปลี่ยนผ่าน” เพราะธุรกิจพื้นฐานถูกออกแบบมาเพื่อรองรับระดับ 40 ล้านคน เมื่อยอดนักท่องเที่ยวหายไปแต่ต้นทุนสูงขึ้น ธุรกิจเหล่านี้จึงเผชิญวิกฤตสภาพคล่องนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/660747&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06idhVgSChELWDCZSAOUM3

  • ร.อ.ธรรมนัส มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน “เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569”

    ร.อ.ธรรมนัส มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน “เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569”

    การเมือง

    ร.อ.ธรรมนัส มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน “เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569”

    วันเสาร์ ที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.10 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ร.อ.ธรรมนัส มอบหมาย “นัจมุดดีน อูมา” รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม พร้อม สส.นราธิวาส ร่วมเปิดงาน “เดิน-วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569” พลิกฟื้นตลาดน้ำยะกัง 100 ปี ดึงท่องเที่ยวไทย-มาเลย์ กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ 

    เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 20.30 น. ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้มอบหมายให้ นายนัจมุดดีน อูมา รองหัวหน้าพรรค, นายลุตฟี หะยีอีแต สส.เขต1, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.เขต 3 และ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส.เขต 2 จังหวัดนราธิวาส พรรคกล้าธรรม ร่วมเป็นตัวแทนในการเปิดงานเดิน-วิ่งการกุศล “วิ่งกลางคืนตลาดน้ำยะกัง 2569” โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม จาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจากประเทศมาเลเซีย กว่า 1,000 คน ในโอกาสนี้ มูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่า ได้สนับสนุนกิจกรรม จำนวน 50,000 บาท ด้วย

    ด้าน นายลุตฟี หะยีอีแต สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม เขต 1 กล่าวว่า รู้สึกประทับใจอย่างยิ่งที่เห็นความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะในค่ำคืนนี้ ที่มีผู้แทนจากประเทศมาเลเซีย มาร่วมกิจกรรมด้วย สะท้อนให้เห็นว่า นราธิวาสเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวมาเลเซียให้ความสนใจ ซึ่งจังหวัดนราธิวาสมีจุดแข็งด้านศักยภาพการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทั้งทะเล น้ำตก และภูเขา ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ

    สำหรับตลาดน้ำยะกัง ในอดีตเคยได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและมาเลเซียเป็นอย่างมาก แต่หลังจากประสบอุทกภัยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวค่อนข้างซบเซา หลังจากนี้เราต้องร่วมมือกันประชาสัมพันธ์และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยชูอัตลักษณ์เด่นของชุมชนยะกังริมคลอง คือ ‘ขนมโบราณพื้นเมือง’ หลากหลายชนิดที่หารับประทานได้ยากจากที่อื่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาเยือนอีกครั้ง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/politic/478734&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dN6Vr5Ebp7oHWYlcrzfZd

  • “สว.ไชยยงค์” จี้ ก.ท่องเที่ยวฯ แก้ปัญหานักท่องเที่ยวมาเลย์ล้นด่านสะเดา

    “สว.ไชยยงค์” จี้ ก.ท่องเที่ยวฯ แก้ปัญหานักท่องเที่ยวมาเลย์ล้นด่านสะเดา

    “สว.ไชยยงค์” จี้ ก.ท่องเที่ยวฯ แก้ปัญหานักท่องเที่ยวมาเลย์ล้นด่านสะเดา

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก ได้กล่าวถึงปัญหานักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางมายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม ถึง 2 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันอีฎิ้ลฟิตตรี หรือ รายอฮัจยี ของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียเดินทางเข้ามายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว และส่วนหนึ่งไปเที่ยวยังเมืองรอง เช่น พัทลุง ตรัง สตูล จำนวนนักท่องเที่ยวที่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา และด่านตรวจคนเข้าเมืองปาดังเบซาร์ จำนวน 3-4 หมื่นคน ที่เดินทางเข้าในในห้วงเวลา 3-4 วัน ได้รับความเดือดร้อน จากพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ที่ต้องมีการตรวจรถยนต์ที่นักท่องเที่ยวใช้เป็นพาหนะ โดยนักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาในการตรวจเอกสาร ทั้งจาก ตม. หรือ ตรวจคนเข้าเมือง และ ตรวจยานพาหนะจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนและเบื่อหน่ายให้กับ นักท่องเที่ยวที่ติดอยู่ในบริเวณด่านพรมแดน

    นายไชยยงค์ กล่าวว่า เรื่องนักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซีย -สิงคโปร์ ที่เข้ามาเที่ยวยังภาคใต้ของไทย และเข้ามาทางด่านพรมแดนสะเดา และปาดังเบซาร์ ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีการอำนวยความสะดวก เกิดมานานนับ 10 ปี ที่ทุกช่วงของเทศกาล และ วันหยุด ต้องมีนักท่องเที่ยวรอพิธีการเข้าเมือง 3-4 ชั่วโมง โดยไม่มีการแก้ไขปัญหา ทั้งจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากร โดยปล่อยให้เหตุการณ์เยี่ยงนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเบื่อหน่าย รับไม่ได้กับความล่าช้าและเลือกที่จะไปเที่ยประเทศอื่นที่มีความสะดวกในการเข้าเมือง

    ซึ่งปัญหาที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ หนักกว่าทุกครั้ง เพราะมีนักท่องเที่ยวตกค้า ออกจากด่านพรมแดนไม่ได้เป็นจำนวนมาก เพราะฝั่งของมาเลเซียจะทำการปิดประตูกั้นพรมแดนทันทีที่ถึงกำหนดเวลาปิดด่าน ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่ต้องการกลับประเทศ ยังติดค้างอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก ต้องตกค้างต้องนอนในรถยนต์ และหาที่พัก เพื่อรอการเปิดด่านในวันรุ่งขึ้น สภาพนี้เป็นเรื่องที่น่าอนาถเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้พบเห็น และถูกวิพากษวิจารณ์ถึงความไม่พร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา และประเทศไทย

    ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ นักท่องเที่ยวมาเยอะ ทั้งคนทั้งรถยนต์ จนเป็นคอขวด ทำไม่ไม่แก้ด้วยการยกเลิกการเก็บค่าล่วงเวลาของ ตรวจคนเข้าเมือง หรือนำแบบ ตม.2 ตม.3 จากการยื่นด้วยเอกสารนไปใช้แบบออนไลน์ ร่วมกับแบบฟอร์ม TDAC ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เข้าประเทศ ที่มีใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน หรือการปรับรูปแบบการยื่นเอกสารนำเข้ารถยนต์ เข้าไทยชั่วคราว จากเอกสารเป็นออนไลน์ ของกรมศุลกากร

    จึงขอให้รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน รวมทั้งผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อธิบดีกรมศุลกากร ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นายอำเภอสะเดา ตรวจคนเข้าเมืองอำเภอสะเดา นายด่านศุลกากรสะเดา และปาดังเบซาร์ ให้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการทำลายการท่องเที่ยวของ สงขลา และภาคใต้ ของประเทศไทย ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา จะนำปัญหานี้ไปมอบให้ คณะกรรมาธิการท่องเที่ยวฯ และ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตามช่องทางของกรรมาธิการ ที่อาจจะต้องเชิญ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงปัญหาและการแก้ไข รวมทั้งอาจจะต้องเดินทางลงพื้นที่ เพื่อดูสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหา แนวทางในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000053554&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0J27R4BEwapnVki9RteQpT

  • ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้า ชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    กรมการท่องเที่ยว (กทท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จับมือเชิงยุทธศาสตร์กับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU)ด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมี นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยาน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานพลังการทำงานในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยก้าวสู่อีกขั้นของความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันยกระดับและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    การลงนามในครั้งนี้ โดย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้มีเจตจำนงร่วมกันที่จะเชื่อมโยงทรัพยากรและสมรรถนะหลักของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ให้แก่ภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการงานสำคัญในทุกมิติ ทั้งการกำหนดทิศทางการพัฒนาและส่งเสริมเชิงรุกเพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง การชูจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ผสานภูมิปัญญาและนวัตกรรมการแพทย์แผนไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์เข้ากับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยว บุคลากร และเส้นทางท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการและการส่งเสริมการตลาดเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้น

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “หัวใจสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้คือ การร่วมมือกันพัฒนาและนำเอามาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ มาร้อยเรียงเข้ากับเสน่ห์แห่งการบริการและซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยวไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่นักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข ร่วมชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อรองรับเทรนด์ Wellness Tourism ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก” อย่างเต็มภาคภูมิ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/743481&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31LW4duaxFUNzs5wwkDmbQ