Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สว.สายสื่อ จี้ กระทรวงท่องเที่ยว แก้ปัญหานักท่องเที่ยวมาเลเซียล้นด่านสะเดา | เดลินิวส์

    สว.สายสื่อ จี้ กระทรวงท่องเที่ยว แก้ปัญหานักท่องเที่ยวมาเลเซียล้นด่านสะเดา | เดลินิวส์

    นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล วุฒิสมาชิก สายสื่อมวลชน ได้กล่าวถึงปัญหาของ นักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซีย ที่เดินทางมายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในระหว่างวันที่ 29 พ.ค. ถึง 2.มิย. 2569 ซึ่งเป็นวันอีดิ้ลฟิตตี้ หรือ รายอฮัจยี ของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม และมีนักท่องเที่ยวจาก ประเทศมาเลเซีย เดินทางเข้ามายัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยว และส่วนหนึ่งไปเที่ยวยังเมืองรอง เช่น พัทลุง ตรัง สตูล จำนวนนักท่องเที่ยวที่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา และ ด่านตรวจคนเข้าเมืองปาดังเบซาร์ จำนวน3-4 หมื่นคน ที่เดินทางเข้าในในห้วงเวลา 3-4 วัน ได้รับความเดือดร้อน จากพิธีการตรวจคนเข้าเมือง ของ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ที่ต้องมีการตรวจรถยนต์ ที่นักท่องเที่ยวใช้เป็นพาหนะ โดยนักท่องเที่ยวต้องใช้เวลาในการ ตรวจเอกสาร ทั้งจาก ตม. หรือ ตรวจคนเข้าเมือง และ ตรวจยานพาหนะจากเจ้าหน้าที่ศุลกากร เป็นเวลา 3-4 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความเดือดร้อน และ เบื่อหน่าย ให้กับ นักท่องเที่ยว ที่ติดอยู่ในบริเวณด่านพรมแดน

    นายไชยยงค์ กล่าวว่า เรื่องนักท่องเที่ยว ชาวมาเลเซีย -สิงคโปร์ ที่เข้ามาเที่ยวยังภาคใต้ของไทย และเข้ามาทางด่านพรมแดนสะเดา และ ปาดังเบซาร์ ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีการอำนวยความสะดวก เกิดมานานนับ 10 ปี ที่ทุกช่วงของเทศกาล และ วันหยุด ต้องมีนักท่องเที่ยว รอพิธีการเข้าเมือง 3-4 ชั่วโมง โดยไม่มีการแก้ไขปัญหา ทั้งจาก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และศุลกากร โดยปล่อยให้เหตุการณ์เยี่ยงนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วน เบื่อหน่าย รับไม่ได้กับความล่าช้าและเลือกที่จะไปเที่ยประเทศอื่นที่มีความสะดวกในการเข้าเมือง

    ซึ่งปัญหาที่เกิดกับนักท่องเที่ยวในครั้งนี้ หนักกว่าทุกครั้ง เพราะมีนักท่องเที่ยวตกค้า ออกจากด่านพรมแดนไม่ได้เป็นจำนวนมาก เพราะฝั่งของมาเลเซีย จะทำการปิดประตูกั้นพรมแดนทันที ที่ถึงกำหนดเวลาปิดด่าน ในขณะที่นักท่องเที่ยวที่ต้องการกลับประเทศ ยังติดค้างอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งไทยเป็นจำนวนมาก ตร้องตกค้าต้องนอนในรถยนต์ และหาที่พัก เพื่อรอการเปิดด่านในวันรุ่งขึ้น สภาพนี้เป็นเรื่องที่น่าอนาถเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้พบเห็น และถูกวิพากษวิจารณ์ ถึงความไม่พร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลา และประเทศไทย

    ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ นักท่องเที่ยวมาเยอะ ทั้งคนทั้งรถยนต์ จนเป็นคอขวด ทำไม่ไม่แก้ด้วยการยกเลิกการเก็บค่าล่วงเวลาของ ตรวจคนเข้าเมือง หรือนำแบบ ตม.2 ตม.3 จากการยื่นด้วยเอกสารนไปใช้แบบออนไลน์ ร่วมกับแบบฟอร์ม TDAC ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เข้าประเทศ ที่มีใช้อยู่แล้วในปัจจุบัน หรือการปรับรูปแบบการยื่นเอกสารนำเข้ารถยนต์ เข้าไทยชั่วคราว จากเอกสารเป็นออนไลน์ ของกรมศุลกากร

    จึงขอให้ รัฐมนตรีกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เร่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน รวมทั้ง ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อธิบดีกรมศุลกากร ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 6 ที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด นายอำเภอสะเดา ตรวจคนเข้าเมืองอำเภอสะเดา นายด่านศุลกากรสะเดา และ ปาดังเบซาร์ ให้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการทำลายการท่องเที่ยวของ สงขลา และภาคใต้ ของประเทศไทย ในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา จะนำปัญหานี้ไปมอบให้ คณะกรรมาธิการท่องเที่ยวฯ และ คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการตามช่องทางของกรรมาธิการ ที่อาจจะต้องเชิญ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงถึงปัญหาและการแก้ไข รวมทั้งอาจจะต้องเดินทางลงพื้นที่ เพื่อดูสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อหา แนวทางในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5923248/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Nz-9qwt5KJBrTkao9Cjzk

  • กางกลยุทธ์ ‘มัดใจ Gen Z’ ปั้นชุมชนท่องเที่ยวให้เป็น ‘จุดเช็กอินยอดฮิต’ | เดลินิวส์

    กางกลยุทธ์ ‘มัดใจ Gen Z’ ปั้นชุมชนท่องเที่ยวให้เป็น ‘จุดเช็กอินยอดฮิต’ | เดลินิวส์

    เกี่ยวกับข้อมูลนี้เผยแพร่อยู่ใน วารสารสังคมวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 2569 ผ่านบทความวิจัยเรื่อง “อิทธิพลการตลาดบริการต่อความตั้งใจเชิงพฤติกรรมในการเดินทางท่องเที่ยวโดยชุมชนของนักท่องเที่ยวเจเนอเรชันแซด” โดยกฤศนพัชญ์ บุญช่วย และพงศ์เสวก เอนกจำนงค์พร คณะมนุษยศาสตร์และการจัดการการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวกลุ่ม Gen Z ไว้ โดยพบว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ มีบทบาทเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า กลุ่ม Gen Z กำลังเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักของตลาด เนื่องจากมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มเดินทางบ่อย โดยลักษณะเด่นของกลุ่มนี้คือการเป็น Digital Natives ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ความแท้จริง และประสบการณ์ที่มีความหมายมากกว่าการบริโภควัตถุ ซึ่งสะท้อนว่าการท่องเที่ยวชุมชนที่เน้นอัตลักษณ์ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการเรียนรู้เชิงวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับค่านิยมของ Gen Z มากกว่าการท่องเที่ยวเชิงมวลชน

    ผลการวิจัยยังค้นพบอีกว่า กลุ่ม Gen Z มีความตั้งใจเดินทางท่องเที่ยวโดยชุมชนในระดับสูง โดยข้อมูลนี้สะท้อนว่าการตลาดบริการมีบทบาทสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและความตั้งใจในการเลือกแหล่งท่องเที่ยวชุมชนของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ โดยผู้ประกอบการท่องเที่ยวชุมชนควรที่จะสร้างกลยุทธ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการและสร้างคุณค่าเชิงประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับผู้บริโภคกลุ่มนี้ เช่น ให้ความสำคัญกับคุณภาพของประสบการณ์ที่ได้รับจริง ช่องทางบริการที่สะดวก รวดเร็ว และมีคุณภาพ เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อแหล่งท่องเที่ยวและเพิ่มการรับรู้ของกลุ่มนักท่องเที่ยว Gen Z

    นอกจากนี้ยังอาจเสริมด้วยกลยุทธ์ อาทิ การพัฒนากระบวนการบริการและบรรยากาศทางกายภาพในแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เนื่องจากผลวิจัยพบว่า “กระบวนการบริการ” และ “ลักษณะกายภาพ” มีอิทธิพลต่อความตั้งใจเดินทางของ Gen Z  ผู้ประกอบการจึงควรให้ความสำคัญ เช่น ความสะอาด ความปลอดภัย ความสวยงามของพื้นที่ เพื่อสร้างประสบการณ์เชิงบวกที่ตรงกับความคาดหวังของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และการใช้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดผ่านสื่อดิจิทัล เนื่องจาก Gen Z เป็น Digital Natives การเผยแพร่ข้อมูลควรเน้นช่องทางออนไลน์และแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น โดยเน้นนำเสนอเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมผ่านการแชร์ประสบการณ์ด้วย และนี่เป็นข้อมูลอินไซต์จากงานวิจัย ที่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวโดยชุมชน หรือแม้แต่เอสเอ็มอีในธุรกิจอื่น ๆ ซึ่งมีเป้าหมายต้องการจับกลุ่ม Gen Z นำไปศึกษา เพื่อปรับใช้ได้.

    ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ [email protected]

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5907605/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B6tKIERL3AwRA-XDap11w

  • กระหึ่มอาเซียน! เมืองน่านผงาดคว้ารางวัลระดับโลก เมืองท่องเที่ยวสะอาด 2026 | TOPNEWS

    กระหึ่มอาเซียน! เมืองน่านผงาดคว้ารางวัลระดับโลก เมืองท่องเที่ยวสะอาด 2026 | TOPNEWS

    เมืองน่านคว้ารางวัล ASEAN Clean Tourist City Standard 2026 สร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวทั่วโลก รับรองมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียน 2569 ต่อเนื่อง นายกเทศมนตรีเมืองน่านขอบคุณทุกภาคส่วนร่วมสร้างเมืองคุณภาพสู่เวทีสากล

    วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เข้าร่วมพิธีรับมอบโล่รางวัลมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียน ประจำปี 2569 (ASEAN Clean Tourist City Standard 2026) ภายใต้การรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยมี นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวแสดงความยินดีแก่หน่วยงานและพื้นที่ที่ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยว

    นายสุรพล เธียรสูตร เปิดเผยว่า รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เมืองน่านได้รับการรับรองมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ มาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียนถือเป็นหนึ่งในมาตรฐานที่มีเกณฑ์การประเมินเข้มงวด ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ความสะอาด ความปลอดภัย การจัดการขยะ การมีส่วนร่วมของชุมชน และการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งความสำเร็จของเมืองน่านในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของประชาชนทุกภาคส่วนที่ร่วมกันดูแลบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง

    นายกเทศมนตรีเมืองน่านได้กล่าวขอบคุณประชาชนชาวเมืองน่าน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายชุมชนทุกภาคส่วน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันรักษาความสะอาดและพัฒนาเมืองอย่างจริงจัง จนทำให้เมืองน่านสามารถรักษามาตรฐานระดับอาเซียนไว้ได้อย่างภาคภูมิ

    การได้รับรางวัลรับรองมาตรฐานเมืองท่องเที่ยวสะอาดอาเซียนอีกครั้ง ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ชาวจังหวัดน่านเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ว่าเมืองน่านยังคงเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีคุณภาพ มีความสะอาด ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเมืองท่องเที่ยวอย่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1594383&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw326RRQtokuUuqWyheSccD7

  • เร่งเคลียร์ทางเข้ากลอเซโล หลังน้ำป่าซัดคอสะพานเสียหาย หวั่นกระทบท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน

    เร่งเคลียร์ทางเข้ากลอเซโล หลังน้ำป่าซัดคอสะพานเสียหาย หวั่นกระทบท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/152306&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cG4qjPUx6Cw_ZYR9wlHVs

  • “ไทยช่วยไทยพลัส”วัดพลังซื้อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ไทยช่วยไทยพลัส”วัดพลังซื้อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ไทยช่วยไทยพลัส”วัดพลังซื้อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “ไทยช่วยไทยพลัส”วัดพลังซื้อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากจึงกลายเป็นภารกิจสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

    โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงถูกจับตามองในฐานะเครื่องมือสำคัญในการวัดอุณหภูมิกำลังซื้อของระชาชน และเป็นกลไกเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่หลายภาคส่วนยังรอการฟื้นตัวอย่างเต็มศักยภาพ

    สาระสำคัญของมาตรการไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนถึงระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถานการณ์เศรษฐกิจ หากประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ย่อมสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในรายได้และอนาคตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจรายย่อย ร้านค้าชุมชน และ ผู้ประกอบการท้องถิ่น จะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินที่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบโดยตรง

    เศรษฐกิจฐานรากถือเป็นเส้นเลือดฝอยของระบบ “เศรษฐกิจไทย” แม้อาจไม่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในทันที แต่เป็นกลไกสำคัญที่หล่อเลี้ยงการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และความเข้มแข็งของชุมชนทั่วประเทศ การกระจายเม็ดเงินลงสู่ระดับล่าง จึงมีความหมายมากกว่าการกระตุ้นตัวเลขจีดีพีในระยะสั้น

    สิ่งที่น่าพิจารณาคือ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ยังมีลักษณะไม่สมดุล บางภาคธุรกิจเติบโตจากการท่องเที่ยวและการส่งออก ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเผชิญต้นทุนค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น การดำเนินมาตรการที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนตัวเล็กจึงเป็นโจทย์สำคัญของภาครัฐ

    อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะต้องวัดจากประสิทธิภาพในการกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึง ไม่ใช่เพียงยอดการใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในระบบ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เม็ดเงินดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร และชุมชนท้องถิ่นได้มากน้อยเพียงใด

    ในระยะยาว ประเทศไทยจำเป็นต้องมีมาตรการที่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการกระตุ้นการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับทักษะแรงงาน การเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็ก และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าและบริการในชุมชน

    “ไทยช่วยไทยพลัส” จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็งจากภายใน เพราะเมื่อประชาชนมีรายได้ มีงานทำ และมีกำลังซื้อที่มั่นคง เศรษฐกิจฐานรากก็จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของประเทศ

    ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ยังรออยู่ข้างหน้า การสร้างการเติบโตที่กระจายโอกาสอย่างทั่วถึง คือ คำตอบของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และนี่คือบทพิสูจน์สำคัญว่า “ไทยช่วยไทยพลัส” จะสามารถเปลี่ยนพลังซื้อของคนไทย ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้มากเพียงใด

    บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,207 วันที่ 7 – 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/660687&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0otepyHamdRpDWJd5CYuUd

  • จีน-ลาวกระชับสัมพันธ์ครบ 65 ปี ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ-โครงสร้างพื้นฐาน | เดลินิวส์

    จีน-ลาวกระชับสัมพันธ์ครบ 65 ปี ดันความร่วมมือเศรษฐกิจ-โครงสร้างพื้นฐาน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ให้การต้อนรับนายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว ในโอกาสเยือนกรุงปักกิ่งอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของผู้นำจีน เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบรอบ 65 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต

    ทั้งนี้ ผู้นำทั้งสองประเทศยืนยันการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์จากทางรถไฟจีน-ลาว และขยายความร่วมมือด้านพลังงาน เทคโนโลยี การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม

    นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นปีมิตรภาพลาว-จีน ซึ่งทั้งสองประเทศคาดหวังว่า จะช่วยกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมการพัฒนาร่วมกันในระยะยาว.

    เครดิตภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5923051/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3f7y_OCO84ylWK8BycUOF0

  • พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ฯ

    พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ฯ

    พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย

    เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ณ ห้องประชุมสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตราด ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดตราด โดยมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด พร้อมด้วยกลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดตราด, องค์การบริหารส่วนจังหวัดตราด, นายอำเภอ, เทศบาลเมืองตราด, บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม ตราด จำกัด, ภาคธุรกิจตราด, ผู้นำชุมชน, เครือข่ายโอท็อป (OTOP), ภาคประชาชน และสำนักงานพัฒนาชุมชนทั้ง 7 อำเภอ เข้าร่วมระดมความคิดเห็นอย่างคึกคัก เพื่อร่วมกันวางแนวทางยกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

    การประชุมในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การค้นหาแนวคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ โดยมีประเด็นไฮไลต์ที่น่าสนใจและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมประชุม ดังนี้

    • ถอดบทเรียนความสำเร็จระดับประเทศ: ที่ประชุมได้หยิบยกโมเดลการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จอย่าง “ดอนกอยโมเดล” จังหวัดสกลนคร ที่เปลี่ยนผ้าครามพื้นถิ่นให้มีมูลค่าสูง และกรณีศึกษา “ส้มซ่า บ้านวังส้มซ่า” จังหวัดพิษณุโลก ที่ใช้เวลา 12 ปี ฟื้นฟูสมุนไพรท้องถิ่นจนขึ้นทะเบียน GI และสร้างเรื่องเล่า (Storytelling) เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวชุมชน
    • แนวคิดการพัฒนาแบบ “เบา เร็ว ประหยัด”: โครงการนี้จะใช้หลัก Placemaking และ Tactical Urbanism ซึ่งเน้นการปรับปรุงพื้นที่ด้วยต้นทุนต่ำแต่ทำได้รวดเร็ว โดยยึดคาถาสำคัญคือ “ลอกโครงสร้างความสำเร็จ ไม่ลอกเลียนแบบหน้าตา” เพื่อให้ย่านสร้างสรรค์ของแต่ละอำเภอสะท้อนอัตลักษณ์ที่แท้จริงจากล่างขึ้นบน (Bottom-up) และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา “ทำซ้ำรูปแบบเดียวกันจนไร้เสน่ห์”
    • เปิดไอเดีย “ของดี” จาก 7 อำเภอ: ตัวแทนแต่ละพื้นที่ได้ร่วมนำเสนอศักยภาพเบื้องต้นอย่างน่าสนใจ เช่น อำเภอเมืองตราด เสนอย่านบ้านไม้โบราณคลองบางพระและจุดเช็กอินกิโลเมตรสุดท้ายของถนนสุขุมวิท, อำเภอแหลมงอบ ชูวิถีชุมชน 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรมและงอบน้ำเชี่ยว, อำเภอเขาสมิง ชูหอยนางรม GI แม่น้ำเวฬุ, อำเภอบ่อไร่ นำเสนอวัฒนธรรมล้านนาและขนมฮาลาวา, อำเภอเกาะช้าง ชูทุเรียนชะนี GI และน้ำตกธารมะยม, อำเภอเกาะกูด เล็งพื้นที่อ่าวใหญ่-อ่าวสลัดชูสมุนไพรลูกสำรอง และ อำเภอคลองใหญ่ ชูความเป็นพหุวัฒนธรรมและอาหารท้องถิ่น

      การขับเคลื่อนต่อจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ทุกอำเภอกลับไปลงพื้นที่จัดทำ Focus Group ร่วมกับคนในชุมชนภายในเวลา 1 เดือน โดยใช้หลัก 4 ขั้นตอน คือ “คุยให้สนิท ปรึกษาหารือ ชวนกันทำ และทุกคนได้รับประโยชน์” โดยมีบริษัท อำเภอพอเพียง จำกัด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) เป็นพี่เลี้ยงร่วมลงพื้นที่ เพื่อให้คนในชุมชนมีความสุขและร่วมเป็นเจ้าของพื้นที่ในการพัฒนาอย่างแท้จริง

      ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดหวังว่าจะเกิดการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ขนาดเล็กอย่างน้อย 1 จุดในแต่ละอำเภอ ที่สามารถสร้างรายได้ให้หมุนเวียนในชุมชนได้อย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงทั้ง 7 จุดเข้าด้วยกันเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายสร้างสรรค์ภายใต้แบรนด์ร่วมของจังหวัดตราดต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2937703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jRvBmfsJSgZTifEApuLCD

  • ทำใจค่าครองชีพแพง เงินเฟ้อพ.ค.เพิ่ม 2.79% แนวโน้มสูงต่อเนื่อง

    ทำใจค่าครองชีพแพง เงินเฟ้อพ.ค.เพิ่ม 2.79% แนวโน้มสูงต่อเนื่อง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u7ZNqialBW8B1xn2Ey5Uo

  • ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ยกระดับ Wellness Tourismสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ยกระดับ Wellness Tourismสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    เศรษฐกิจ

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ยกระดับ Wellness Tourismสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    วันเสาร์ ที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ยกระดับ Wellness Tourismสู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้า ชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    กรมการท่องเที่ยว (กทท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จับมือเชิงยุทธศาสตร์กับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ โดยมี นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เกียรติเป็นประธานและสักขีพยาน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานพลังการทำงานในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทยก้าวสู่อีกขั้นของความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม เพื่อร่วมกันยกระดับและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงจากทั่วโลก

    โดยการลงนามในครั้งนี้ โดย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ นายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้มีเจตจำนงร่วมกันที่จะเชื่อมโยงทรัพยากรและสมรรถนะหลักของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ให้แก่ภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทย โดยมุ่งเน้นการบูรณาการงานสำคัญในทุกมิติ ทั้งการกำหนดทิศทางการพัฒนาและส่งเสริมเชิงรุกเพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง การชูจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่ผสานภูมิปัญญาและนวัตกรรมการแพทย์แผนไทย ตลอดจนการเชื่อมโยงมาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์เข้ากับมาตรฐานการบริการท่องเที่ยว บุคลากร และเส้นทางท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกัน

     นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการและการส่งเสริมการตลาดเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “หัวใจสำคัญของการร่วมมือครั้งนี้คือ การร่วมมือกันพัฒนาและนำเอามาตรฐานความปลอดภัยทางการแพทย์ มาร้อยเรียงเข้ากับเสน่ห์แห่งการบริการและซอฟต์พาวเวอร์ท่องเที่ยวไทย เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม สร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่นักท่องเที่ยว และขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    โดยความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการทำงานร่วมกันเพื่อรองรับเทรนด์ Wellness Tourism ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วโลก และร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก” อย่างเต็มภาคภูมิ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/478715&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0agVELImDObBNR2ysTR6v4

  • ลงพื้นที่ขอนแก่น เร่งแก้ปัญหาคมนาคม – ความปลอดภัยทางถนน ดันแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ลงพื้นที่ขอนแก่น เร่งแก้ปัญหาคมนาคม – ความปลอดภัยทางถนน ดันแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115548&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P26zK2kqwIkpFvSRmx2yX