Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • พรรคเศรษฐกิจกางผัง ‘ระบอบอากง’ แฉเครือข่ายคุม กทม.-ซื้อขายเก้าอี้ ผอ.เขต

    พรรคเศรษฐกิจกางผัง ‘ระบอบอากง’ แฉเครือข่ายคุม กทม.-ซื้อขายเก้าอี้ ผอ.เขต

    พรรคเศรษฐกิจเปิดข้อมูลกล่าวหาเครือข่ายอิทธิพลเบื้องหลัง กทม. อ้างมีบทบาทกำหนดแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ พร้อมพาดพิง ‘จุฬาคอนเนกชัน’ และชื่อย่อ ‘ปร.’ ก่อนเรียกร้องให้ชัชชาติเร่งเคลียร์ข้อกล่าวหาก่อนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

    6 มิถุนายน 2569 – นายคริส โปตระนันท์ สส.พรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคเศรษฐกิจแถลงข่าวเปิดเผยข้อมูลที่เรียกว่า “ระบอบอากง” โดยนายคริส กล่าวว่า มีกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลังการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร และมีบทบาทในการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในฐานะผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ออกมาชี้แจงและดำเนินการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง

    นายคริส กล่าวว่า สิ่งที่นำมาเปิดเผยไม่ใช่การโจมตีทางการเมืองหรือการดิสเครดิตบุคคลใด แต่ต้องการสะท้อนปัญหาการทุจริตที่ยังคงเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร แม้ว่านายชัชชาติจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถและมีภาพลักษณ์โปร่งใสก็ตาม แต่ระบบ“อากง” เปรียบเสมือนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเงา ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางและจัดการงานสำคัญภายใน กทม. ขณะที่ผู้ว่าฯ เป็นผู้ลงนามในคำสั่งต่าง ๆ เท่านั้น ทั้งนี้”อากง” เป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ กทม. และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่เรียกว่า “จุฬาคอนเนกชัน”

    นอกจากนี้นายคริส ยังกล่าวถึงบุคคลอีกคนหนึ่งซึ่งใช้ชื่อย่อว่า “ปร.” อดีตผู้อำนวยการเขต ที่ทำหน้าที่เป็นมือขวาของ “อากง” และมีบทบาทดูแลหน่วยงานสำคัญ 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายสิ่งแวดล้อม และฝ่ายรักษาความสะอาด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่

    นายคริส กล่าวว่า ได้รับข้อมูลร้องเรียนจากผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตหลายรายว่า การแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตมีการเรียกรับเงินหรือ “ค่าเก้าอี้” สูงถึง 4 ล้านบาท โดยผู้ที่ต้องการเลื่อนตำแหน่งจะต้องเข้าพบกลุ่มผู้มีอิทธิพลในสถานที่แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร และไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในระหว่างการพูดคุย โดยหากไม่มีการจ่ายเงิน ก็อาจไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขต และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบผู้อำนวยการเขตในหลายพื้นที่ที่ถูกกล่าวอ้างถึง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง

    นายคริส ยังกล่าวว่า เมื่อมีการลงทุนจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ผู้ดำรงตำแหน่งบางราย จึงพยายามเรียกคืนผลประโยชน์ผ่านหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาตหรือกำกับดูแล เช่น การค้าขายบนทางเท้า การอนุญาตก่อสร้างและต่อเติมอาคาร หรือการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ต่าง ๆ

    สำหรับฝ่ายโยธา นายคริสตั้งข้อสังเกตว่า แม้ กทม. จะมีระบบยื่นขออนุญาตก่อสร้างแบบออนไลน์เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน แต่ในทางปฏิบัติยังมีการร้องเรียนเรื่องการถ่วงเวลาและการเรียกรับผลประโยชน์ โดยเฉพาะกรณีที่มีการให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใกล้ชิดเป็นผู้จัดทำแบบก่อสร้าง

    นายคริส ยืนยันว่า ปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรมีมาตั้งแต่ปี 2566 และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามว่านายชัชชาติเกรงใจบุคคลหรือกลุ่มใดหรือไม่ จึงปล่อยให้มีการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการเขตจำนวนมาก จนเกิดข้อครหาเรื่องความไม่เป็นธรรมและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ หากนายชัชชาติกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. อีกสมัย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกำจัดระบอบอากงให้หมดไป เพราะตราบใดที่ระบบนี้ยังอยู่ การทุจริตในสำนักงานเขตก็จะยังคงอยู่ และประชาชนก็จะยังได้รับผลกระทบต่อไป

    นอกจากนี้ นายคริสยังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อขยายขอบเขตการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับหัวหน้า ไปจนถึงผู้อำนวยการเขต เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการ ขณะเดียวกันข้อมูลส่วนหนึ่งจะส่งต่อให้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์อดีต สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเดินหน้ายื่นต่อ ป.ป.ช. ในการตรวจสอบต่อไป

    ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า หากได้รับเลือกตั้ง จะเร่งตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตภายในกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมายให้ผู้จ่ายสินบนได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายมากขึ้น เพื่อจูงใจให้เปิดเผยข้อมูลการทุจริต นอกจากนี้ ยังเสนอให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินของข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษขึ้นไป และยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบทุกกรณีที่มีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต โดยไม่ละเว้นผู้ใด

    ส่วนประเด็นนโยบายยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะของกรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากปัจจุบัน กทม. มีต้นทุนในการจ้างเอกชนกำจัดขยะสูงมาก ขณะที่ขยะสามารถนำไปแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ปุ๋ย และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ หากมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/1009367/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bcAlSHpfz34_cPQQpFL-K

  • พรรคเศรษฐกิจแฉ “ระบอบอากง”ทุจริตกทม. เรียกเงิน 4 ล้านซื้อตำแหน่ง ผอ.เขต

    พรรคเศรษฐกิจแฉ “ระบอบอากง”ทุจริตกทม. เรียกเงิน 4 ล้านซื้อตำแหน่ง ผอ.เขต

    พรรคเศรษฐกิจแฉ

    เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดหลักฐานขบวนการทุจริตในกรุงเทพมหานคร หรือ “ระบอบอากง” ซึ่งเป็นเครือข่ายอำนาจมืดเบื้องหลังผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แฉมีพฤติกรรมเรียกรับเงินจำนวน 4,000,000 บาท ในการซื้อขายตำแหน่งผู้อำนวยการเขต ณ เซฟเฮาส์ย่านสุทธิสาร พร้อมเตรียมส่งมอบคลิปเสียงและหลักฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ขบวนการนี้ ทำงานร่วมกันระหว่างข้าราชการการเมืองและบุคคล เชื่อมโยงเครือข่ายตั้งแต่ฝ่ายโยธา ตลาด สภา กทม. ไปจนถึงงบประมาณและบริษัทรับเหมาต่าง ๆ โดยมีแผนผังผลประโยชน์ในระดับสำนักงานเขตที่สร้างรายได้จากการทุจริตอย่างเป็นระบบ ดังนี้

    • ฝ่ายโยธา: สร้างรายได้สูงสุดประมาณ 10,000,000 บาทต่อปี จากการออกใบอนุญาตก่อสร้าง
    • ฝ่ายสิ่งแวดล้อม: รายได้ประมาณ 500,000 บาทต่อเดือน จากใบอนุญาตสะสมอาหารและระบบดักไขมัน
    • ฝ่ายเทศกิจ: รายได้ประมาณ 400,000 ถึง 500,000 บาทต่อเดือน
    • ฝ่ายรักษาความสะอาด: รายได้ประมาณ 300,000 ถึง 400,000 บาทต่อเดือน จากงานสูบส้วมและนำรถยนต์หลวงไปใช้ในงานเอกชน

    ประธานพรรคเศรษฐกิจระบุว่า วงจรทุจริตนี้ส่งผลให้ผู้อำนวยการเขตที่ยอมจ่ายเงินต้องเข้ามาถอนทุนคืนผ่านการแสวงหาผลประโยชน์มิชอบในพื้นที่ ทั้งยังพบพฤติกรรมท้าทายระบบคุณธรรม จากกรณีการโยกย้ายผู้อำนวยการเขต 1 กลุ่ม เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568

    ต่อมา คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งเนื่องจากกระบวนการคัดเลือกไม่ถูกต้อง แต่ทางกรุงเทพมหานครกลับเลี่ยงบาลีด้วยการแต่งตั้งบุคคลกลุ่มเดิมให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งเดิมในเวลาอันรวดเร็ว

    อย่างไรก็ตาม นายคริสตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อาจเป็นเพียงผู้ลงนามในเอกสารตามกฎหมายเท่านั้น แต่ไม่ได้บริหารงานด้วยตนเองอย่างแท้จริง ดังนั้น จึงได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องนายชัชชาติ หากได้รับชัยชนะการเลือกตั้งได้กลับมาเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด เร่งกำจัดเครือข่ายอำนาจมืดนี้ออกจากระบบการบริหารงานอย่างเร่งด่วน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/743483&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rTx21QILIrrSlHGhPlIVK

  • ผ่อนชานมไข่มุก ไม่ใช่เรื่องตลก นักวิชาการชี้สัญญาณเศรษฐกิจ-หนี้ยุคใหม่

    ผ่อนชานมไข่มุก ไม่ใช่เรื่องตลก นักวิชาการชี้สัญญาณเศรษฐกิจ-หนี้ยุคใหม่

    จากรถยนต์ บ้าน คอนโดมิเนียม และสมาร์ทโฟนราคาแพง สู่ “ชานมไข่มุก” และ “ข้าวมันไก่” ราคาหลักสิบ ปรากฏการณ์ “ซื้อก่อน ผ่อนทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ที่ถูกนำมาใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน กำลังสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง หลายคนมองเป็นเรื่องตลก ขณะที่อีกหลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่านี่คือสัญญาณของเศรษฐกิจที่กำลังเปราะบาง หรือเป็นเพียงกลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ที่แบรนด์กำลังใช้แย่งชิงลูกค้า 

    ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาด เปิดเผยข้อมูลกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค และการแข่งขันทางธุรกิจ

    “ชานมไข่มุก” ผ่อนได้ กำลังบอกอะไรกับเศรษฐกิจไทย

    การที่สินค้าราคาหลักสิบเริ่มมีทางเลือกให้ผ่อนชำระได้ สะท้อนว่าผู้ประกอบการกำลังมองเห็นกลุ่มลูกค้าที่มีข้อจำกัดด้านกำลังซื้อเพิ่มขึ้น หากในอดีตการผ่อนชำระถูกออกแบบมาสำหรับสินค้าราคาสูง เพื่อช่วยลดภาระการจ่ายเงินก้อนใหญ่ วันนี้เส้นแบ่งดังกล่าวกำลังถูกลดทอนลง เมื่อแม้แต่สินค้าในชีวิตประจำวันก็สามารถนำระบบผ่อนเข้ามาใช้ได้

    “นี่เป็นหนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนว่าธุรกิจกำลังพยายามปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงินให้กับผู้บริโภคมากขึ้น”

    ผศ.ดร.บุปผา ลาภะวัฒนาพันธ์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และสื่อสารการตลาด

    ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายในอนาคตอาจไม่ใช่ผู้บริโภคที่มีรายได้สูงหรือมีเครดิตทางการเงินแข็งแรง แต่เป็นกลุ่มคนรายได้น้อย คนเริ่มต้นทำงาน หรือผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ

    สงครามแย่งลูกค้ารุนแรงกว่าที่เคย

    ในมุมธุรกิจ การผ่อนชำระคือเครื่องมือกระตุ้นยอดขายที่มีประสิทธิภาพสูง เมื่อผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนในครั้งเดียว อุปสรรคในการตัดสินใจซื้อก็ลดลงทันที ส่งผลให้แบรนด์สามารถเปลี่ยน “คนที่ยังลังเล” ให้กลายเป็น “ลูกค้า” ได้ง่ายขึ้น

    สิ่งที่น่าสนใจคือ กลยุทธ์นี้กำลังถูกนำมาใช้ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอย่างธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม หากย้อนกลับไปในอดีต ผู้ประกอบการมักแข่งขันกันด้วยการลดราคา แจกคูปอง หรือทำโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มขยับไปอีกขั้น ด้วยการเปิดทางเลือกให้ลูกค้าผ่อนชำระได้

    นั่นหมายความว่าเกมการแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ “ใครถูกกว่า” เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็น “ใครทำให้ลูกค้าซื้อได้ง่ายกว่า”

    ผู้ประกอบการที่เริ่มก่อนย่อมมีโอกาสดึงลูกค้าเข้าสู่ระบบของตัวเองก่อนคู่แข่ง สร้างฐานข้อมูลลูกค้า เพิ่มความถี่ในการซื้อ และสร้างกระแสเงินสดเข้าสู่ธุรกิจ

    รูป ชานมไข่มุก

    ปลดล็อก “กำลังซื้อ” หรือ “หนี้”

    แม้โมเดล BNPL จะสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจและผู้บริโภคในระยะสั้น แต่สิ่งที่หลายฝ่ายเริ่มกังวลคือผลกระทบต่อพฤติกรรมทางการเงินในระยะยาว เพราะการผ่อนชำระไม่ใช่แค่การแบ่งจ่าย แต่เป็นการสร้างภาระผูกพันทางการเงินในอนาคต

    เมื่อผู้บริโภคคุ้นเคยกับการซื้อสินค้าก่อนแล้วค่อยจ่ายทีหลัง ความรู้สึกระมัดระวังในการใช้เงินอาจลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างนิสัยทางการเงินของตัวเอง

    ผศ.ดร.บุปผา มองว่า หากระบบลักษณะนี้ขยายตัวต่อเนื่อง อาจทำให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้การเป็นหนี้เร็วขึ้น และมองว่าการมีภาระผ่อนชำระเป็นเรื่องปกติ

    “การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันมากเกินไป ก็อาจนำไปสู่พฤติกรรมใช้จ่ายเกินความจำเป็นได้”

    ธปท.จับตา BNPL ความเสี่ยงหนี้ยุคใหม่

    อีกประเด็นที่เริ่มเห็นชัดขึ้น คือการเข้ามาติดตามของหน่วยงานกำกับดูแล เมื่อธุรกิจใช้กลยุทธ์ทางการเงินเข้ามากระตุ้นการบริโภคมากขึ้น ความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนและวินัยทางการเงินย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

    ในหลายประเทศ BNPL ถูกจับตามองในฐานะเครื่องมือทางการเงินที่อาจทำให้ผู้บริโภคก่อหนี้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากวงเงินแต่ละรายการอาจไม่สูง แต่เมื่อสะสมหลายรายการเข้าด้วยกันก็อาจกลายเป็นภาระทางการเงินที่เกินความสามารถในการชำระได้

    อนาคตไม่ได้หยุดแค่ชานมไข่มุก

    สิ่งที่น่าสนใจที่สุดอาจไม่ใช่การผ่อนชานมไข่มุก แต่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

    ผศ.ดร.บุปผา มองว่า หากโมเดลดังกล่าวประสบความสำเร็จสินค้าในชีวิตประจำวันอื่น ๆ อาจทยอยนำแนวคิดเดียวกันมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ สินค้าอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่บริการบางประเภท แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้แข่งกันที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่แข่งกันที่ความสามารถในการทำให้ผู้บริโภค “เข้าถึงสินค้าได้ง่ายที่สุด”

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ชานมไข่มุกควรผ่อนได้หรือไม่” แต่คือสังคมไทยพร้อมหรือยังหากวันหนึ่งทุกอย่างรอบตัวสามารถซื้อก่อนและจ่ายทีหลังได้ทั้งหมด

    เพราะในวันที่การผ่อนชำระกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับสินค้าราคาไม่กี่สิบบาท สิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่แค่กลยุทธ์การตลาด แต่เป็นพฤติกรรมทางการเงินของคนทั้งสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/660716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vhlxJp85z_cj6EXDCzfYW

  • ‘กอบศักดิ์’ ชี้หุ้นชิปฉุดตลาดสหรัฐฯ ร่วงแรง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง

    ‘กอบศักดิ์’ ชี้หุ้นชิปฉุดตลาดสหรัฐฯ ร่วงแรง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง

    ดร.กอบศักดิ์ ชี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงแรงจากแรงขายหุ้นชิปและเทคโนโลยีที่ปรับขึ้นมามากก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขจ้างงานที่ดีกว่าคาดอาจเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวจากการจ้างงานรองรับฟุตบอลโลก ไม่ใช่สัญญาณเศรษฐกิจร้อนแรงจนต้องกังวล

    แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเผชิญแรงเทขายจนดัชนี Nasdaq ดิ่งเกือบ 5% แต่ทว่า ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุคว่า สื่อสังคมออนไลน์ วิเคราะห์การปรับตัวลงอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยระบุว่า

    'กอบศักดิ์' ชี้หุ้นชิปฉุดตลาดสหรัฐฯ ร่วงแรง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแกร่ง

    ตลาดตกเพราะกลุ่ม Semiconductors !!!
    เมื่อคืน หุ้นอเมริกา ตกแรงโดยเฉพาะ Nasdaq -4.79%ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขึ้นมามาก
    iShare Semiconductor ETF ในคืนเดียว -10.44%ถือว่าคืนกำไรที่ขึ้นมาเยอะมากในปีนี้เพราะหลังจากหักที่ลงมา 2 วัน iShare Semiconductor ETF ก็ยังบวก 79% จากต้นปีส่วน Dow Jones -735 จุด หรือ-1.42% หุ้นอื่นๆ ที่ไม่ใช่เทคใน Dow เมื่อคืนก็ยังพอไปได้ท้ายสุด คนบอกว่าจ้างงานดี 172,000 คนเกินคาดกลัวเฟดขึ้นดอกเบี้ย 

    แต่ความจริง ที่ตัวเลขจ้างงานดีเกินกว่าตลาดประมาณไว้อาจจะแค่ชั่วคราวเท่านั้นเพราะปีนี้ บอลโลก จัดที่อเมริกาเริ่ม กลางเดือนนี้ต้องจ้างงานคนมารับในภาคท่องเที่ยวแต่พอจบงานในเดือนกรกฎาคม ก็จะกลับเป็นปกติมากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1237275&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uoj9NKTIqvlXKwLwTex1T

  • “คริส” นำทีมพรรคเศรษฐกิจ ลุยแฉต่อ “ระบบอากง” โชว์แผนผังผลประโยชน์ เปิดชื่อไอ้โม่ง “ปร.” อยู่เบื้องหลังใช้อำนาจ โยกย้ายขรก.กรุงเทพมหานคร | TOPNEWS

    “คริส” นำทีมพรรคเศรษฐกิจ ลุยแฉต่อ “ระบบอากง” โชว์แผนผังผลประโยชน์ เปิดชื่อไอ้โม่ง “ปร.” อยู่เบื้องหลังใช้อำนาจ โยกย้ายขรก.กรุงเทพมหานคร | TOPNEWS

    ในการแถลงข่าว นายคริสได้นำเสนอแผนผังที่อ้างว่าเป็นเครือข่ายผลประโยชน์ในสำนักงานเขตต่าง ๆ และเชื่อมโยงกับกระบวนการแต่งตั้งผู้อำนวยการเขต โดยอ้างอิงข้อมูลจากผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตที่ร้องเรียนต่อพรรคว่า ผู้ที่ต้องการเลื่อนตำแหน่งเป็น ผอ.เขต จะถูกเชิญไปพูดคุยในสถานที่แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร และมีการเก็บโทรศัพท์ก่อนเข้าพบ

    นายคริสกล่าวอ้างเพิ่มเติมว่า ผู้ที่ไม่เข้าร่วมระบบหรือไม่ยอมจ่ายเงินจำนวน 4 ล้านบาท จะไม่ได้รับการแต่งตั้ง ขณะที่ผู้ที่ยอมจ่ายอาจได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าไม่ได้หมายความว่าข้าราชการ กทม.ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากยังมีข้าราชการจำนวนมากที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต

    ประธานพรรคเศรษฐกิจยังตั้งข้อสังเกตว่า หากตำแหน่งผู้อำนวยการเขตต้องใช้ต้นทุนสูงถึงหลักล้านบาท ผู้ดำรงตำแหน่งอาจต้องแสวงหาผลประโยชน์คืนจากพื้นที่รับผิดชอบ โดยระบุว่ามีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ในหลายฝ่ายของสำนักงานเขต อาทิ ฝ่ายโยธา ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายสิ่งแวดล้อม

    นายคริสยกตัวอย่างข้อร้องเรียนที่พรรคได้รับ เช่น การเรียกเก็บเงินจากการออกใบอนุญาตก่อสร้าง การให้บริการรถดูดส้วม การอนุญาตประกอบกิจการร้านอาหาร การจัดการขยะ และการดำเนินการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ พร้อมเปิดคลิปเสียงของประชาชนรายหนึ่งที่อ้างว่าถูกเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตก่อสร้าง

    นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับรายได้จากผลประโยชน์ในแต่ละฝ่าย โดยระบุว่าฝ่ายโยธาเป็นหน่วยงานที่สร้างผลประโยชน์สูงที่สุด ขณะที่ฝ่ายอื่น ๆ ก็มีรายได้จากการรับงานหรือกิจกรรมที่ถูกร้องเรียนในลักษณะเดียวกัน

    นายคริสยังพาดพิงถึงกระบวนการแต่งตั้งและโยกย้ายผู้อำนวยการเขต โดยอ้างถึงคำสั่งโยกย้ายข้าราชการเมื่อปี 2568 ที่ภายหลังถูกคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมกรุงเทพมหานคร (ก.พ.ค. กทม.) วินิจฉัยให้ยกเลิก เนื่องจากพบปัญหาเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคัดเลือก

    พร้อมกันนี้ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าหลังมีคำวินิจฉัยดังกล่าว บุคคลบางส่วนยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เดิม และต่อมาถูกแต่งตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกครั้ง จึงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของกระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1594515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mn2kzaW4Ujrrbt1ZabS8p

  • ประธานพรรคเศรษฐกิจ กางผังแฉ “ระบอบอากง” ชี้ “ชัชชาติ” ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ | one31.co.th

    ประธานพรรคเศรษฐกิจ กางผังแฉ “ระบอบอากง” ชี้ “ชัชชาติ” ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ | one31.co.th

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/79293&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Pb0g0VEcCZxZiUoiftp2D

  • อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตศรัทธา ตลาดหุ้นทรุด ค่าเงินอ่อน ต่างชาติลดถือครองพันธบัตร : อินโฟเควสท์

    อินโดนีเซียเผชิญวิกฤตศรัทธา ตลาดหุ้นทรุด ค่าเงินอ่อน ต่างชาติลดถือครองพันธบัตร : อินโฟเควสท์

    นักลงทุนทั่วโลกกำลังลดความเชื่อมั่นต่ออินโดนีเซียอย่างรวดเร็ว หลังตลาดหุ้นร่วงลงหนักที่สุดในโลกในปี 2569 ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของประเทศ

    เพียง 5 เดือนหลังจากดัชนี Jakarta Composite Index ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดัชนีดังกล่าวได้ปรับตัวลดลงแล้ว 36% กลายเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนย่ำแย่ที่สุดในบรรดาดัชนีกว่า 90 แห่งทั่วโลกที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กติดตาม ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงมากกว่า 7% และนักลงทุนต่างชาติได้ขายพันธบัตรอินโดนีเซียออกไปคิดเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนคือแนวนโยบายที่มีลักษณะประชานิยมและการแทรกแซงเศรษฐกิจมากขึ้นของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องในประเทศที่เคยได้รับการมองว่าเป็นมิตรต่อนักลงทุนต่างชาติ

    นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนต.ค. 2567 ปราโบโวได้ประกาศเป้าหมายผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต 8% ต่อปี เปิดตัวโครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับนักเรียนทั่วประเทศ ขยายบทบาทภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ และอัดฉีดเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าสู่กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติดานันทารา (Danantara) ขณะที่มาตรการล่าสุดในการควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญโดยตรงเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี ได้จุดชนวนแรงขายหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกอย่างหนัก

    จอร์จ บูบูราส หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ K2 Asset Management กล่าวว่า กระแสการลงทุนที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเอเชียขณะนี้คือการขายสินทรัพย์อินโดนีเซีย โดยเขาได้ถอนการลงทุนทั้งหมดออกจากประเทศตั้งแต่ปี 2567 หลังจากลงทุนมานานหลายทศวรรษ

    นักลงทุนจำนวนมากมองว่าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2568 เมื่อศรี มุลยานี อินทราวาตี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเธอถูกมองว่าเป็นผู้รักษาวินัยทางการคลัง และสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศจะยังคงบริหารงบประมาณอย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อินโดนีเซียได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับน่าลงทุนและดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากต่างชาติ

    ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่าวินัยทางการคลังดังกล่าวยังคงได้รับการรักษาไว้หรือไม่ โดยถัง ยวี่ซวน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนประจำภูมิภาคเอเชียของ เจ.พี. มอร์แกน ไพรเวต แบงก์ (J.P. Morgan Private Bank) ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศเป็นความเสี่ยงตามแบบฉบับของตลาดเกิดใหม่ และมักทำให้นักลงทุนทั่วโลกชะลอการลงทุนจนกว่าจะมองเห็นทิศทางที่ชัดเจนขึ้น

    ค่าเงินรูเปียห์กลายเป็นตัวสะท้อนความกังวลของตลาดได้อย่างชัดเจน โดยอ่อนค่าลงราว 14% นับตั้งแต่ปราโบโวเข้ารับตำแหน่ง และเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดในเอเชียในปี 2569 เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ค่าเงินรูเปียห์ทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ตลาดออปชันบ่งชี้ว่ายังมีโอกาสอ่อนค่าต่อไป โดยนักลงทุนให้น้ำหนักราว 45% ที่ค่าเงินจะอ่อนค่าถึง 19,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐภายในเดือนธ.ค. และมีโอกาส 27% ที่จะอ่อนค่าถึง 20,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐภายใน 1 ปีข้างหน้า

    แกรี ตัน ผู้จัดการพอร์ตการลงทุนของออลสปริง โกลบอล อินเวสต์เมนต์ส (Allspring Global Investments) ซึ่งบริหารสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 6.24 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ กล่าวว่า มุมมองเชิงลบต่อค่าเงินรูเปียห์เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้นักลงทุนขายสินทรัพย์อินโดนีเซีย โดยยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจมหภาคและความน่าเชื่อถือของนโยบาย โดยเฉพาะด้านการคลัง

    แรงกดดันยังลุกลามไปยังตลาดพันธบัตร โดยนักลงทุนต่างชาติได้ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียลง 8.6 หมื่นล้านรูเปียห์ หรือราว 9% นับตั้งแต่เดือนส.ค.ปีที่ผ่านมา ขณะที่ผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนที่ถือครองพันธบัตรในรูปสกุลดอลลาร์สหรัฐติดลบมากกว่า 8% ในปี 2569 เทียบกับผลตอบแทนบวก 1.6% ของตลาดตราสารหนี้กลุ่มประเทศเกิดใหม่โดยรวม แม้ว่าธนาคารกลางอินโดนีเซียจะเข้าแทรกแซงตลาดหลายครั้งก็ตาม

    อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือการที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียถือครองพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้นจนอยู่ที่ประมาณ 27% ของพันธบัตรทั้งหมด ซึ่งถือว่าสูงผิดปกติสำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ราจีฟ เด เมลโล ผู้จัดการพอร์ตของ GAMA Asset Management มองว่า การเข้าซื้อพันธบัตรที่เริ่มต้นจากการเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด อาจกำลังพัฒนาไปสู่รูปแบบหนึ่งของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

    ความกังวลยังขยายไปถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ โดยอินโดนีเซียได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับน่าลงทุนจากสถาบันจัดอันดับหลักในช่วงปี 2555-2560 หลังจากยกระดับวินัยทางการคลังอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันนักลงทุนบางส่วนกังวลว่าความสำเร็จดังกล่าวอาจเริ่มสั่นคลอน หากความเชื่อมั่นต่อการกำหนดนโยบายอ่อนแอลง

    ชาไมลา ข่าน หัวหน้าฝ่ายตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่และเอเชียแปซิฟิกของยูบีเอส แอสเซท แมเนจเมนต์ (UBS Asset Management) ระบุว่า การได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับน่าลงทุนเป็นเรื่องยาก แต่สามารถสูญเสียได้ง่าย พร้อมเรียกร้องให้อินโดนีเซียรักษานโยบายที่เคยสร้างความน่าเชื่อถือให้ประเทศไว้ต่อไป

    ในช่วงต้นปี 2569 นักลงทุนยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หลัง MSCI ส่งสัญญาณว่าอินโดนีเซียอาจถูกลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่ลงเป็นตลาดชายขอบ (Frontier Market) ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงเทขายในตลาดหุ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากดัชนีของ MSCI มีอิทธิพลต่อการจัดสรรเงินลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก

    แม้ประเด็นที่ MSCI หยิบยกขึ้นมาส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่ก่อนยุคของปราโบโว แต่มาตรการของรัฐบาลในการเพิ่มการเปิดเผยข้อมูลและปรับปรุงกฎเกี่ยวกับสัดส่วนหุ้นหมุนเวียนในตลาด ยังไม่สามารถหยุดยั้งแรงขายได้ อานา อิซาเบล กอนซาเลซ เอนซินาส ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Farringdon Asset Management ซึ่งเริ่มขายหุ้นอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 2568 ระบุว่า เธอยังไม่มั่นใจว่ามาตรการเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นจะมีความโปร่งใสเพียงพอในการแก้ไขปัญหาหลักได้

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของปราโบโวยังคงยืนยันว่า อินโดนีเซียจำเป็นต้องใช้นโยบายเชิงรุกเพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ยกระดับห่วงโซ่มูลค่า และใช้ประโยชน์จากตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยปราโบโวให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์กเมื่อเดือนมี.ค.ว่า ตลาดยังไม่เข้าใจแนวทางของเขา และทุกนโยบายที่ดำเนินการล้วนมุ่งประโยชน์ต่อประชาชนอินโดนีเซีย

    นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแล้ว นักลงทุนยังวิตกต่อความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายจริง ทั้งแผนควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ การใช้จ่ายภาครัฐ และการปราบปรามการทุจริต ซึ่งยังมีรายละเอียดหลายด้านที่ไม่ชัดเจน โมฮิต มีร์ปูรี หุ้นส่วนของ SGMC Capital ระบุว่า สิ่งที่สร้างความกังวลให้ตลาดไม่ใช่แนวคิดของนโยบาย แต่เป็นความไม่ชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ

    ขณะเดียวกัน นักลงทุนทั่วโลกยังมีทางเลือกอื่นในการลงทุน ทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันที่ได้รับประโยชน์จากกระแส AI, อินเดียที่ยังดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากแนวโน้มการเติบโตและการปฏิรูปเศรษฐกิจ รวมถึงบราซิลที่ได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานที่สูงขึ้น

    แม็กซองซ์ วีโซ ผู้ก่อตั้ง Arkevium Capital กล่าวว่า บริษัทมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นอินโดนีเซียต่ำกว่าตลาด และนักลงทุนจำนวนมากกำลังลดการลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าปัญหาภายในประเทศเป็นปัจจัยหลัก ขณะที่สงครามอิหร่านเป็นเพียงตัวเร่งให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

    แม้บรรยากาศการลงทุนจะเผชิญแรงกดดัน แต่ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าแนวโน้มระยะยาวของอินโดนีเซียเสียหายอย่างถาวร เนื่องจากเศรษฐกิจยังเติบโตมากกว่า 5% หนี้ภาครัฐอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ประเทศยังเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก และมีประชากรราว 280 ล้านคนที่ยังอายุน้อย เพิ่มจำนวนต่อเนื่อง และมีกำลังซื้อสูงขึ้น

    สิ่งที่นักลงทุนต้องการในเวลานี้คือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น ผ่านวินัยทางการคลังที่น่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และความโปร่งใสที่มากขึ้นเกี่ยวกับกองทุน Danantara รวมถึงบทบาทของภาครัฐในระบบเศรษฐกิจ

    นักลงทุนมองว่า ความสามารถของอินโดนีเซียในการสร้างความชัดเจนและคาดการณ์ทิศทางนโยบายได้อีกครั้ง จะเป็นตัวกำหนดว่า เงินทุนต่างชาติจะกลับเข้ามาได้เร็วเพียงใด และแม้รัฐบาลของปราโบโวจะมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่ท้ายที่สุดยังต้องได้รับการสนับสนุนจากตลาดการเงิน

    บูบูราสระบุว่า อินโดนีเซียยังต้องพึ่งพาพันธมิตรสำคัญอย่างผู้ถือครองพันธบัตร และตราบใดที่ความเชื่อมั่นยังไม่กลับคืนมา กระแสการขายสินทรัพย์อินโดนีเซียก็น่าจะดำเนินต่อไปในระยะข้างหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 มิ.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/598759&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-BS2tJp3GIrVmYz8xpXvx

  • “คริส” เปิดผังทำงาน “ระบอบอากง” อ้างโยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    “คริส” เปิดผังทำงาน “ระบอบอากง” อ้างโยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    วันนี้ (6 มิ.ย.2569) นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวพร้อมแผนผังเครือข่ายผลประโยชน์ที่หยั่งรากลึก เป็นรากฝอยชอนไชอยู่ทั่วกลไกของกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งแต่ฝ่ายโยธา สำนักการตลาด สภา กทม. งบประมาณกลาง ไปจนถึงงานอีเวนต์ ซึ่งนายคริสเรียกว่าเป็นรัฐบาลเงา ที่เกาะกินเมืองหลวงมายาวนาน พร้อมตั้งคำถามตรงถึ งนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ว่า ปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาของตนได้อย่างไร

    นายคริส กล่าวว่า ศูนย์กลางของเครือข่ายนี้คือบุคคลที่เรียกว่าอากง ซึ่งเป็นข้าราชการการเมือง แต่งตั้งคนสนิทของบุคคลดังกล่าวเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ผ่านสายสัมพันธ์แบบระบบคนกันเอง โดยมีบุคคลรหัส ปร. ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง ทำหน้าที่เรียกผู้ที่ต้องการขึ้นเป็น ผอ.เขต ไปพบยังเซฟเฮาส์ย่านสุทธิสาร และผู้ที่ต้องการตำแหน่งจะต้องทำให้บุคคลดังกล่าวพอใจ ไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือสิ่งตอบแทนอื่น

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง “ระบอบอากง” โยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    นายคริส กล่าวต่อว่า มีผู้ช่วย ผอ.เขต รายหนึ่งที่ถูกเรียกและไม่เห็นด้วยกับการจ่ายเงิน แจ้งข้อมูลมาว่า ค่าใช้จ่ายในการได้มาซึ่งตำแหน่งสูงถึงหลักล้านบาท จนตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้ที่ต้องการเป็น ผอ.เขต จึงยอมจ่ายเงินจำนวนมากขนาดนี้ และมองว่าคำตอบอยู่ที่การคืนทุนผ่านกลไกของสำนักงานเขต

    นายคริส กล่าวอีกว่า ในหนึ่งสำนักงานเขตมีหน่วยงานหลัก 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายสิ่งแวดล้อม ฝ่ายรักษาความสะอาด และฝ่ายโยธา และหลังเปิดรับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมเพียง 3 วัน ก็มีประชาชนแจ้งเข้ามาจำนวนมาก

    ในส่วนของฝ่ายเทศกิจ นายคริสอ้างว่า ยังพบการเรียกเก็บส่วยจากแม่ค้าริมทางเท้าเช่นเดิม ผู้ที่ไม่จ่ายถูกไล่ที่ ขณะที่มีเรื่องร้องเรียนว่าปล่อยให้ผู้ค้าต่างด้าวเข้ามาใช้พื้นที่แทนผู้ค้าคนไทย ด้านฝ่ายรักษาความสะอาดนำรถและอุปกรณ์ตัดต้นไม้ของ กทม. ไปรับงานเพื่อประโยชน์ส่วนตัว โดยใช้ทรัพยากรของหลวง เป็นเครื่องมือทำมาหากิน แต่ภาระค่าบำรุงรักษากลับตกอยู่กับ กทม. ซึ่งระบุว่ามีทั้งทะเบียนรถและอัตราค่าบริการเป็นหลักฐาน และพร้อมส่งมอบให้สื่อมวลชนตรวจสอบ

    นายคริส กล่าวว่า ส่วนฝ่ายโยธามีพยานหลักฐานเป็นคลิปเสียงและวิดีโอ ที่สะท้อนว่าประชาชนผู้ยื่นเอกสาร แม้จะปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วน อาจต้องรอเป็นเวลานาน หรือในกรณีเลวร้ายอาจถูกเรียกรับเงินที่ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมของรัฐ เพียงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน ทั้งนี้ ได้เปิดสายด่วนรับเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมที่หมายเลข 02-055-6765

    นายคริส ยังแสดงลำดับเหตุการณ์ที่ชี้ว่าเป็นหัวใจของเรื่อง โดยระบุว่าปัญหานี้มิได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากแต่มีข้อสงสัยมาตั้งแต่ปี 2566 ทว่ากลับนิ่งเฉย กระทั่งเรื่องวนกลับมาอีกครั้งในปี 2569 เริ่มจากหนังสือเลื่อนขั้นข้าราชการลงวันที่ 29 ก.ย.2568 จำนวน 25 ราย ต่อมาวันที่ 25 พ.ย.2568 มีผู้เพิ่งเลื่อนเป็นผู้ตรวจการ 2 ราย ได้เลื่อนต่อเป็น ผอ.เขต ทันที

    กระทั่งวันที่ 7 เม.ย.2569 มีผู้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการ กทม. (ก.พ.ค.กทม.) ว่าการดำเนินการไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมและกฎก.ก.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือก ซึ่งก.พ.ค.กทม.วินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งภายใน 30 วัน มิฉะนั้นจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง

    พรรคเศรษฐกิจอ้าง “ระบอบอากง” โยงแต่งตั้ง ผอ.เขต กทม. จี้ “ชัชชาติ” แก้ปัญหา

    สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ กล่าวอีกว่า ต่อมาวันที่ 16 เม.ย.2569 เกิดเหตุการณ์สำคัญพร้อมกัน 3 เรื่อง คือ นายชัชชาติยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ย้ายบุคคลทั้ง 17 รายเข้าสังกัดสำนักปลัด แต่ในวันเดียวกันกลับมอบหมายให้บุคคลกลุ่มนี้ ไปรับผิดชอบงานในแต่ละเขตเสมือนเป็น ผอ.เขต เช่นเดิม

    จนตั้งคำถามว่าเป็นเพียงการเลี่ยงบาลีหรือไม่ พร้อมระบุว่ามีภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ ปฏิบัติตนในลักษณะ ผอ.เขต และเมื่อมีการสรรหาใหม่ในวันที่ 30 เม.ย.2569 ผลกลับได้บุคคลเดิมกลับสู่ตำแหน่ง ผอ.เขต เดิม ในเขตเดิม ก่อนที่นายชัชชาติจะลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 18 พ.ค.2569 โดยนายคริสหยิบยกกรณีเขตสะพานสูงและเขตพระนคร ขึ้นเป็นตัวอย่างประกอบ

    “ผมไม่ได้หยุดอยู่เพียงการตั้งคำถาม แต่เสนอทางออกเชิงโครงสร้าง โดยเรียกร้องให้ กทม. เปิดเผยข้อมูลการแต่งตั้ง และเลื่อนขั้นข้าราชการทั้งหมด เป็นข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ วางหลักเกณฑ์การคัดเลือก ผอ.เขต ที่โปร่งใสและวัดผลได้ และตัดดุลพินิจที่เปิดช่องให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อให้การเลื่อนตำแหน่งกลับมายึดระบบคุณธรรม ไม่ใช่ระบบคนกันเอง” นายคริส กล่าว

    นายคริส กล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่านายชัชชาติรับรู้รายละเอียดการจ่ายเงินและการเลื่อนขั้นทั้งหมด แต่ในฐานะผู้มีอำนาจและความรับผิดชอบ วันนี้ตนนำเรื่องนี้มาเตือนว่า คนสนิทที่นายชัชชาติเลือกมากับมือ กำลังแอบอ้างร่มเงาของท่าน เพื่อทำมาหากินแทนการทำงานให้ประชาชนหรือไม่ และย้ำว่าคนกรุงเทพมีสิทธิรู้ว่าเมืองของตนถูกบริหารอย่างไร ก่อนตัดสินใจในวันที่ 28 มิ.ย.นี้

    อ่านข่าว :

    “ชัชชาติ” ท้าเปิดหลักฐานซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต 4 ล้านบาท

    “ชัชชาติ” ปัดระบบอากง ยันไร้ผลประโยชน์แอบแฝง พร้อมรับทุกการตรวจสอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/506771&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jibNf7JKeaSJk9AMZtl_5

  • หลายหน่วยงานร่วมพัฒนาภูมิทัศน์ วัดนางพญา สู่ชุมชนสีเขียว ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    หลายหน่วยงานร่วมพัฒนาภูมิทัศน์ วัดนางพญา สู่ชุมชนสีเขียว ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เมื่อเวลา 09.00 น.ของวันที่  6 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดนางพญา อ.เมือง จ.พิษณุโลก คณะศรัทธาร่วมแรงร่วมใจปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก โดย พลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธ์ สถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน (มูลนิธิพลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธ์) ,ดร.สมไทย วงษ์เจริญ พร้อมด้วยเครือบริษัทวงษ์พาณิชย์ ได้แก่ บริษัทวงษ์พาณิชย์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ,บริษัทเวสท์ รีซอร์สเซส โลจิสติกส์ จำกัด,บริษัทวงษ์พาณิชย์ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี จำกัด,บริษัทวงษ์พาณิชย์รีไซคลิ่ง และเครือข่ายสาขาต่าง ๆ  สมาคมแม่ดีเด่นแห่งชาติ จังหวัดพิษณุโลก สมาคมการพูดพิษณุโลก และสมาคมชาวพิจิตรในจังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกันสืบสานพระพุทธศาสนา อนุรักษ์โบราณสถาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก ที่วัดนางพญา โดยได้ร่วมทำความสะอาด ร่มรื่น และงดงาม ด้วยการจัดสวนประดับต้นทองนพเก้า จำนวน 40 ต้น สร้างบรรยากาศแห่งความสงบงามทางพระพุทธศาสนา ต้อนรับญาติธรรมและพุทธศาสนิกชนที่หลั่งไหลเดินทางมากราบสักการะอย่างต่อเนื่อง โดยมีพระครูเกษมวาปีพิสัย รักษาการเจ้าอาวาสวัดนางพญา และเจ้าคณะอำเภอเมืองพิษณุโลก ประธานฝ่ายสงฆ์ในกิจกรรมครั้งนี้

    ดร.สมไทย วงษ์เจริญ ประธานบริหารกลุ่มวงษ์พาณิชย์ บริษัท วงษ์พาณิชย์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  กล่าวว่า ในวันนี้คณะจิตศรัทธาหลายหน่วยงาน ได้ร่วมกันทำความดี พัฒนาเสนาสนะสถาน ปลูกต้นไม้ต้นนพเก้า ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้มงคลถวายวัดราชบูรณะ เพื่อให้เป็นร่วมกันสืบสานพระพุทธศาสนา อนุรักษ์โบราณสถาน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัดพิษณุโลก  พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันกรายสักการะ “พระสมเด็จนางพญา” พระเครื่องอันทรงคุณค่า ที่สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระวิสุทธิกษัตริย์ อันเป็นหนึ่งในพระเครื่องเบญจภาคีที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย โดยเฉพาะ “พระนางพญาเข่าโค้ง” ทั้งพิมพ์ใหญ่และพิมพ์เล็ก อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และจิตใจ

    นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันกราบสักการะ “สมเด็จพระมหาเถรคันฉ่อง” พระอาจารย์ผู้ทรงศีลแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พร้อมถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งราชวงศ์ผู้ทรงกอบกู้แผ่นดินไทย ทั้ง 5 พระองค์ ได้แก่ 1. สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช 2. สมเด็จพระวิสุทธิกษัตริย์ 3. สมเด็จพระสุพรรณกัลยา 4. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 5. สมเด็จพระเอกาทศรถ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวอีกด้วย

    ////////////

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/06/06/195231&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JKAxRJNXjazdJISYbxqV8

  • ทุ่งตำเสา | เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา คว้าที่1 อปท.ต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    ทุ่งตำเสา | เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา คว้าที่1 อปท.ต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    วันนี้ 6 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อได้รับข่าวดี เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในพื้นที่หลังได้รับการคัดเลือกเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นระดับจังหวัด ประจำปี 2569 และได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 หรือ “แชมป์จังหวัดสงขลา” สะท้อนถึงความสำเร็จในการพัฒนาการท่องเที่ยวบนพื้นฐานของทุนทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน

    นายชอบ บิณกาญน์ นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งตำเสา ได้มอบหมายให้นายธนวัฒน์ วัชรบุตร รองปลัดเทศบาลเมืองทุ่งตำเสา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับฟังการนำเสนอผลการประเมินศักยภาพทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวชุมชนตำบลทุ่งตำเสา โดยคณะผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ภายใต้โครงการวิจัยการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนทุ่งตำเสา จังหวัดสงขลา การนำเสนอในครั้งนี้เป็นการสรุปผลการศึกษาวิจัยและการประเมินศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว

    พร้อมนำเสนอแนวทางพัฒนาเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ชุมชนอย่างยั่งยืนความโดดเด่นของทุ่งตำเสาถูกถ่ายทอดผ่านแนวคิด ทุ่งตำเสา ร้อยเรื่องราว คน เขา ป่า ซึ่งเป็นการรวบรวมเรื่องราวอัตลักษณ์ของพื้นที่เข้าไว้ด้วยกันอย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องของผู้คน วิถีชีวิต ศรัทธา ความเชื่อ ตำนานท้องถิ่น และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับผืนป่าและขุนเขาที่โอบล้อมพื้นที่มาอย่างยาวนาน ทุ่งตำเสาไม่ได้เป็นเพียงประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดสงขลาเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของวิถีเกษตรดั้งเดิม ทั้งสวนยางพารา สวนผลไม้ การเลี้ยงสัตว์ และอาชีพพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

    ขณะเดียวกันยังมีวิสาหกิจชุมชนที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ ผ่านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ทุ่งตำเสายังมีเสน่ห์ด้านอาหารพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวใต้ มีพืชผักพื้นเมือง ผลไม้ตามฤดูกาล ดอกไม้ประดับ และพรรณไม้ท้องถิ่นที่สร้างสีสันให้กับชุมชน ตลอดจนแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตจริงของคนในพื้นที่

    คณะผู้วิจัยได้เสนอแนวทางในการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยเน้นการเชื่อมโยงเรื่องราวของคน ชุมชน ธรรมชาติ และวัฒนธรรม ให้กลายเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่า สามารถสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในระยะยาวเทศบาลเมืองทุ่งตำเสาให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลจากงานวิจัยมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่อย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้มีความพร้อม มีมาตรฐาน และคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ภายใต้แนวคิด ร้อยเรื่องราว คน เขา ป่า ที่มุ่งถ่ายทอดเสน่ห์ของทุ่งตำเสาในทุกมิติ ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น

    ความสำเร็จในการคว้ารางวัลชนะเลิศระดับจังหวัดครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของเทศบาลเมืองทุ่งตำเสาเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงพลังของชุมชนที่ร่วมกันอนุรักษ์ พัฒนา และถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่าของท้องถิ่น จนสามารถก้าวขึ้นเป็นต้นแบบด้านการท่องเที่ยวด้วยอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดสงขลาได้อย่างภาคภูมิ

    ขอบคุณภาพและข้อมูลข่าว : เทศบาลเมืองทุ่งตำเสา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.hatyaifocus.com/news-detail/31049/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iiwx-KXt75XGejOaimMYM