Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “เบียร์ ปรเมศวร์” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ชู 33 นโยบาย ดันพัทยาสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก | TOPNEWS

    “เบียร์ ปรเมศวร์” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ชู 33 นโยบาย ดันพัทยาสู่เมืองท่องเที่ยวระดับโลก | TOPNEWS

    พัทยา – กลุ่ม “เรารักพัทยา” เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ริมชายหาดพัทยากลาง นำโดย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ หรือ “เบียร์” ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา หมายเลข 2 พร้อมเปิดตัวผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ครบทั้ง 4 เขต รวม 24 คน ท่ามกลางประชาชนและผู้สนับสนุนที่เดินทางมาร่วมรับฟังนโยบายอย่างคึกคัก

    นายปรเมศวร์ประกาศเดินหน้าพัฒนาเมืองภายใต้วิสัยทัศน์ “Better Pattaya” พร้อมชูสโลแกน “ทำจริง ทำแล้ว ทำต่อ” โดยย้ำว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนคำพูดให้เป็นผลงาน และพร้อมขอโอกาสจากชาวพัทยาอีกครั้งเพื่อสานต่อการพัฒนาเมืองร่วมกับทีม “เรารักพัทยา”

    สำหรับนโยบายหลักในช่วง 4 ปีข้างหน้า จะขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ 33 นโยบาย ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการเมือง อาทิ การผลักดันพัทยาเป็นเมืองแห่งเทศกาล (Festival City) เมืองประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติ (MICE City) ศูนย์กลาง Digital Nomad Hub การพัฒนา Green Tourism การยกระดับเมืองสู่ Wellness Destination รวมถึงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะผ่านระบบ Open Data และเป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

    บรรยากาศภายในงานยังได้รับกำลังใจจากบุคคลสำคัญทางการเมืองและประชาชนจำนวนมาก สะท้อนความคึกคักของการเลือกตั้งท้องถิ่นเมืองพัทยาที่กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1595033&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IqaXzsjh60DQW-cATCitP

  • รัฐบาลเร่งติดระบบILS สนามบินขอนแก่น ยกระดับความปลอดภัยการบินอีสาน

    รัฐบาลเร่งติดระบบILS สนามบินขอนแก่น ยกระดับความปลอดภัยการบินอีสาน

    รัฐบาลเร่งติดระบบILS สนามบินขอนแก่น ยกระดับความปลอดภัยการบินอีสาน

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่เร่งรัดการติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS/DME เพื่อช่วยให้อากาศยาน 1 เครื่อง สามารถขึ้นและลงจอดได้อย่างแม่นยำในช่วงทัศนวิสัยต่ำ พร้อมประสานกองทัพบกขอใช้พื้นที่ค่ายสีหราชเดโชชัยในการติดตั้ง

    นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังเตรียมความพร้อมเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ เพิ่มเที่ยวบินตรง และร่วมมือกับภาคเอกชนในโครงการ “Fly and Drive” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภาคพื้นดิน

    ปัจจุบันท่าอากาศยานขอนแก่นสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดประมาณ 5,000,000 คนต่อปี โดยกำลังดำเนินโครงการปรับปรุงอาคารที่พักผู้โดยสารให้สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2569 เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางบินภูมิภาคอย่างยั่งยืน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภัทรพงศ์ เดินทางไปที่ท่าอากาศยานขอนแก่น เมื่อวันที่ 5มิ.ย.2569 เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางการติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS (Instrument Landing System) และเยี่ยมชมพื้นที่ติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS (Instrument Landing System) ภายในพื้นที่สนามกอล์ฟสีหราชเดโชไชย ที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการติดตั้งระบบ

    นายภัทรพงศ์ กำชับให้กรมท่าอากาศยานและบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เร่งดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้า เป็นไปตามมาตรฐานและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/743476&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16uH1lJGRB0qWJzrdDMidC

  • สรุป 5 ประเด็นใหญ่ ‘ปูติน’ ผู้นำรัสเซียพูดอะไรในเวที SPIEF 2026

    สรุป 5 ประเด็นใหญ่ ‘ปูติน’ ผู้นำรัสเซียพูดอะไรในเวที SPIEF 2026

    ในเวที ‘ดาวอส รัสเซีย 2026’ ปูตินส่งสารชัดเจนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่อำนาจทางเศรษฐกิจค่อยๆ เคลื่อนจาก ‘ตะวันตก’ สู่กลุ่ม ‘ประเทศกำลังพัฒนา’ ใน BRICS พร้อมยืนยันว่า ‘รัสเซียยังไม่ถูกโดดเดี่ยว’ แม้ต้องเผชิญสงครามและมาตรการคว่ำบาตร

    เวทีประชุมเศรษฐกิจ ‘SPIEF 2026’ หรือ “ดาวอส รัสเซีย” ซึ่งเป็นงานประชุมเศรษฐกิจนานาชาติประจำปีที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซียได้รับการ “จับตามอง” มากเป็นพิเศษจากทั่วโลกในปีนี้ เมื่อถูกยูเครนยิงโดรนถล่มโรงกลั่นในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มิ.ย. เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่งานจะเริ่มขึ้น และยังเป็นการโจมตีเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่เป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดี “วลาดิมีร์ ปูติน” เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่า 4 ปีก่อน ในขณะที่รัสเซียกำลังถูกจับตามองอยู่แล้วในฐานะมหาอำนาจทรัพยากรของโลกที่พึ่งพาได้ในยามที่ทั่วโลกปั่นป่วนจากสงครามในตะวันออกกลางมานานกว่า 3 เดือน  

    ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่การปรากฎตัวของประธานาธิบดีปูตินในงานประชุม SPIEF 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. ซึ่งแม้ว่าแกนหลักของสารจากผู้นำสูงสุดของรัสเซียจะยังคงเป็นประเด็นเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และวิสัยทัศน์อนาคต แต่ระหว่างช่วงการตอบคำถาม Q&A ในเวทีหลักก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องการเมืองและการตอบกลับ “โวโลดิมีร์ เซเลนสกี” อย่างเผ็ดร้อนเช่นกัน 

    จุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ เวทีหลักของงาน SPIEF ในปีนี้ ปูตินใช้เวลาในการกล่าวสุนทรพจน์นานถึง 45 นาที ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่นานที่สุดเท่าที่เคยมีมาในงานนี้ แม้จะไม่นานถึงชั่วโมงเหมือนเมื่อปี 2022 และ 2023 ก็ตาม ใน ขณะที่เซสชั่นหลักครั้งนี้ซึ่งยังประกอบด้วยประธานาธิบดีชาฟคัต มีร์ซิโยเยฟ แห่งอุซเบกิสถาน, ประธานาธิบดีซาเมีย ซูลูฮู ฮัสซัน แห่งแทนซาเนีย และรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีน ซึ่งมีการกล่าวสุนทรพจน์บนเวที และมีช่วงเปิดโอกาสให้ถาม-ตอบหลังจากนั้น กินเวลานานหลายชั่วโมง

    ผู้สื่อข่าว “กรุงเทพธุรกิจ” ซึ่งเข้าร่วมการประชุม SPIEF 2026 รายงานสรุปไฮไลท์เวทีการปรากฎตัวของปูตินจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ดังนี้    

    1. BRICS นำศก.ซีกโลกใต้แซงหน้า ‘G7’ ไปแล้ว

    ปูตินใช้ช่วงต้นของการกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีใหญ่ในงาน SPIEF 2026 เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ตอกย้ำว่ากลุ่มประเทศ “บริกส์” (BRICS) ได้แซงหน้ากลุ่มประเทศ “G7” ไปแล้ว โดยศูนย์กลางการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนตัวจากประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกไปสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้ (Global South) ที่นำโดยบริกส์

    ปูตินระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่เพียงวาทกรรมทางการเมือง แต่เป็น “ข้อเท็จจริงเชิงเศรษฐกิจ” ที่เห็นได้จากการขยายตัวของประชากร ชนชั้นกลาง ภาคอุตสาหกรรม และตลาดภายในประเทศของหลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา โดยย่ำว่า “นี่ไม่ใช่เพียงคำประกาศทางการเมือง แต่เป็นข้อเท็จจริงเชิงวัตถุวิสัย”

    ผู้นำรัสเซียยกตัวเลขว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 49% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกมาจากกลุ่มบริกส์ ขณะที่จี 7 คิดเป็นสัดส่วนเพียง 18% ส่วนในระหว่างปี 2020-2025 ที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวเฉลี่ย 4.1% ต่อปีนั้น ในจำนวนนี้มาจากแรงหนุนของกลุ่มบริกส์ถึง 2 จุดเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่จี 7 มีส่วนเพียง 0.8 จุดเปอร์เซ็นต์

    นอกจากนี้ ปัจจุบันบริกส์มีสัดส่วนจีดีพีโลกตามกำลังซื้อ (PPP) อยู่ที่ 40% เมื่อเทียบกับจี 7 ที่มีสัดส่วนต่ำกว่า 29% โดยบริกส์แซงหน้ามาตั้งแต่ปี 2020 แล้ว และช่องว่างดังกล่าวกำลังขยายตัวต่อเนื่อง ปูตินยังอ้างการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ว่ากลุ่มบริกส์จะยังเติบโตมากกว่า 4% ต่อปีในระยะข้างหน้า ขณะที่จี 7 มีแนวโน้มเติบโตเพียงประมาณ 1.1% ต่อปี

    “ศูนย์กลางของการค้าโลกและระบบการเงินโลกกำลังเปลี่ยนแปลง และความเปลี่ยนแปลงนั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว” ปูตินกล่าว พร้อมย้ำว่าการเติบโตของซีกโลกใต้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า และจะส่งผลให้การค้า การลงทุน และเงินทุนทั่วโลกค่อยๆ เคลื่อนตัวตามไปยังภูมิภาคเหล่านี้มากขึ้น

    2.  ‘รัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยว’

    หนึ่งในช่วงที่ได้รับเสียงปรบมือมากที่สุดเกิดขึ้นระหว่างช่วงถามตอบ Q&A เมื่อผู้ดำเนินรายการหยิบจำนวนผู้เข้าร่วมกว่า 130 ประเทศในเวที SPIEF 2026 ขึ้นมาเปรียบเทียบกับข้อกล่าวหาของชาติตะวันตกที่ว่ารัสเซียกำลังถูกโดดเดี่ยวว่า “นี่ดูเหมือนประเทศที่ถูกโดดเดี่ยวหรือไม่?”

    ปูตินตอบทันทีว่า “การโดดเดี่ยวไม่เคยเกิดขึ้น” พร้อมกล่าวว่าความพยายามแยกรัสเซียออกจากเศรษฐกิจโลกเริ่มต้นจากรัฐบาลสหรัฐในอดีต ก่อนที่หลายประเทศในยุโรปจะดำเนินตาม แต่ในทางปฏิบัติรัสเซียยังคงรักษาความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเอาไว้ได้

    ผู้นำรัสเซียชี้ว่าแค่มองไปรอบห้องประชุมก็สะท้อนภาพดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดย SPIEF 2026 มีผู้แทนจากกว่า 130 ประเทศเข้าร่วมทั้งจากเอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา

    ขณะที่ “สหรัฐ” เองก็มีผู้แทนเข้าร่วมงานเช่นกัน โดยอ้างถึง “ร็อดนีย์ มิมส์ คุก จูเนียร์”(Rodney Mims Cook Jr.) ประธานคณะกรรมการวิจิตรศิลป์แห่งสหรัฐอเมริกาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งมาร่วมประชุมพร้อมกับตัวแทนจากภาคธุรกิจของอเมริกา และนับเป็นการเข้าร่วมของคนในรัฐบาลสหรัฐครั้งแรกในรอบเกือบสิบปี

    นอกจากนั้น ปูตินยังยกตัวอย่างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยังดำเนินอยู่ แม้ในช่วงที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองอยู่ในระดับตึงเครียด โดยระบุว่ารัสเซียยังคงส่งออกก๊าซ LNG สู่ตลาดโลก และแอลเอ็นจีล็อตแรกจากหนึ่งในโครงการใหม่ได้ถูกส่งไปยังสหรัฐแล้วด้วย ขณะเดียวกันรัสเซียยังคงส่งออกยูเรเนียมให้แก่ลูกค้าในบางประเทศซึ่งรวมถึงสหรัฐเช่นกัน โดยปูตินระบุว่า “ชาวอเมริกันเป็นคนมีเหตุผล หากสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา พวกเขาก็จะทำ”

    3. โลกกำลังสร้าง ‘ระเบียบการค้าใหม่’ ที่ไม่ต้องผ่านตะวันตก

    อีกหนึ่งประเด็นที่ปูตินให้ความสำคัญบนเวที SPIEF 2026 คือ การเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลก ซึ่งเขามองว่ากำลังค่อยๆ ลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของโลกตะวันตกลง

    ผู้นำรัสเซียกล่าวว่า ในอดีตแม้แต่การค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคยูเรเชียด้วยกันเองก็ยังต้องอาศัยระบบการชำระเงิน การประกันภัย การขนส่ง และกลไกทางกฎหมายที่อยู่ภายใต้ประเทศที่สาม ส่งผลให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมและสร้างความพึ่งพาทางการเมืองไปพร้อมกัน

    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างกันมากขึ้น ขณะที่เส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์สายใหม่กำลังเกิดขึ้นทั่วภูมิภาคยูเรเชีย ไม่ว่าจะเป็นระเบียงขนส่งเหนือ-ใต้ (North-South Corridor) เส้นทางขนส่งข้ามอาร์กติก (Trans-Arctic Transportation Route) หรือเครือข่ายขนส่งผ่านทะเลแคสเปียน เอเชียกลาง ทะเลดำ และตะวันออกกลาง

    ปูตินยกตัวเลขว่า สัดส่วนของกลุ่ม BRICS ในการส่งออกสินค้าโลกเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และในปีล่าสุดคิดเป็นเกือบ 25% ของการส่งออกทั่วโลกแล้ว ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก BRICS เองก็เพิ่มขึ้นจนสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี

    4. ยังมั่นใจเศรษฐกิจแม้เผชิญสงคราม-คว่ำบาตร

    อีกหนึ่งคำถามสำคัญในช่วง Q&A คือ รัสเซียจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้อย่างไร ในสถานการณ์ที่ประเทศยังเผชิญทั้งสงคราม มาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ผู้ดำเนินรายการตั้งข้อสังเกตว่า รัสเซียเพิ่งเผชิญภาวะการลงทุนลดลง 2.3% ในปีก่อนหน้า แต่กลับประกาศเป้าหมายการลงทุนและการพัฒนารอบใหม่ที่มีความทะเยอทะยาน พร้อมถามว่ารัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างไรท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้

    ปูตินยอมรับว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานย่อมสร้างความเสียหายและไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่ย้ำว่านักลงทุนรายใหญ่และธุรกิจระยะยาวไม่ได้ตัดสินใจจากเหตุการณ์เฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดประกอบกัน

    ผู้นำรัสเซียระบุว่า แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามและการคว่ำบาตร แต่ตลาดภายในประเทศยังคงเติบโต ขณะที่ความเป็นอยู่ของประชาชนปรับตัวดีขึ้น โดยรัฐบาลยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายทางเศรษฐกิจและสังคมที่วางไว้ หนึ่งในตัวเลขที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ เป้าหมายลดระดับความยากจนลงเหลือ 7% ภายในปี 2030 ซึ่งรัสเซียระบุว่าสามารถลดลงมาอยู่ที่ 6.7% ได้แล้วในปี 2026 หรือเร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้หลายปี

    นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียยังยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงมีเสถียรภาพ แม้จะต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดในบางช่วงเพื่อควบคุมภาวะเศรษฐกิจ แต่ยอมรับว่า “อัตราดอกเบี้ยในระดับสูง” อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในระยะสั้น

    ปูตินย้ำความเชื่อมั่นด้วยว่า รัฐบาลจะเดินหน้าเสริมความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานและระบบป้องกันทางอากาศควบคู่กันไป พร้อมยืนยันว่าประเทศยังคงเปิดรับการลงทุนและความร่วมมือจากต่างประเทศ โดยความเสี่ยงจากสงครามและการคว่ำบาตรยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ แต่รัฐบาลเชื่อว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและศักยภาพของตลาดภายในประเทศยังเพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนที่มองการเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป

    5. ตอบจม.เซเลนสกี ‘ผมจะไม่พบคนที่เขียนจดหมาย’

    แม้ SPIEF จะเป็นเวทีเศรษฐกิจ แต่ช่วงที่ได้รับความสนใจมากที่สุดกลับเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับ “สงครามยูเครน” และช่วงที่ผู้ดำเนินรายการหยิบยกจดหมายเปิดผนึกของประธานาธิบดียูเครน “โวโลดิมีร์ เซเลนสกี” ขึ้นมาในช่วง Q&A ซึ่งจดหมายเรียกร้องให้มีการเจรจาโดยตรงระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย พร้อมถามว่า “ปูตินพร้อมจะพบกับผู้นำยูเครนหรือไม่”

    ปูตินตอบว่าเขาได้เห็นจดหมายดังกล่าวแล้ว แต่ยืนยันว่าเขาไม่เคยปฏิเสธการพบปะโดยหลักการ หากการหารือมีสาระสำคัญและสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้

    “ผมไม่ได้ปฏิเสธการพบปะ แต่จะไม่พบเพียงแค่มาพบกัน”

    ปูตินกล่าวว่าการเจรจาระดับผู้นำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการ “เตรียมข้อตกลง” โดยผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองฝ่ายล่วงหน้าแล้วเท่านั้น พร้อมอ้างถึงประสบการณ์จากการเจรจาในอดีต รวมถึงข้อตกลงมินสค์ (Minsk Agreements) ซึ่งเขามองว่าถูกใช้เพื่อซื้อเวลาให้ยูเครนเสริมกำลังทางทหาร

    อย่างไรก็ตาม ช่วงที่สร้างเสียงฮือฮามากที่สุดเกิดขึ้นเมื่อผู้ดำเนินรายการถามย้ำว่า “นั่นหมายความว่า เขาจะไม่พบกับเซเลนสกีใช่หรือไม่” 

    “ผมจะไม่พบกับคนที่เขียนจดหมายนั้น” ปูตินตอบอย่างชัดเจน พร้อมกล่าวถึงเหตุการณ์ที่รัสเซียอ้างว่ากองกำลังยูเครนโจมตีหอพักวิทยาลัยในลูฮันสก์เมื่อวันที่ 22 พ.ค. จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กระบวนการเจรจาหยุดชะงัก

    นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวถึงบทบาทของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่าเขายังคงให้ความเคารพต่อทรัมป์ในฐานะ “เพื่อนร่วมงาน” และมองว่า “สหรัฐสามารถมีบทบาทในฐานะผู้รับประกันข้อตกลงใดๆ ในอนาคตได้ แต่ประเด็นสำคัญทั้งหมดจะต้องได้รับการแก้ไขโดยตรงระหว่างรัสเซียและยูเครนเอง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1237290&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aWc1rTVeSMJjNDA9J8bDk

  • กองทัพภาคที่ 2 ปลื้ม! กระแสเที่ยว นักท่องเที่ยวแห่เยี่ยมชม

    กองทัพภาคที่ 2 ปลื้ม! กระแสเที่ยว นักท่องเที่ยวแห่เยี่ยมชม

    วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.01 น.

    กระแสแรงเกินคาด! นักท่องเที่ยวแห่จองสิทธิ์เยี่ยมชม “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ทะลุเป้า สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ชายแดน

    วันที่ 6 มิถุนายน 2569 กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงกระแสความสนใจของนักท่องเที่ยวที่ลงทะเบียนเข้าชมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และยุทธภูมิ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ว่า ได้รับการตอบรับอย่างคึกคักจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ หลังเปิดให้ลงทะเบียนผ่านเพจอย่างเป็นทางการ โดยมียอดจองสิทธิ์เข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกินเป้าหมายที่กำหนดไว้
    สำหรับการเปิดลงทะเบียนรอบแรกในวันที่ 6 มิถุนายน เปิดรับจำนวน 1,000 สิทธิ์ ปรากฏว่ามีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าชมมากกว่า 1,200 ราย สะท้อนถึงความสนใจของประชาชนที่ต้องการเดินทางไปสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แห่งใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

    ขณะที่การเปิดลงทะเบียนในวันที่ 7 มิถุนายน ซึ่งกำหนดรับนักท่องเที่ยวจำนวน 1,500 สิทธิ์ ล่าสุดมียอดจองแล้วกว่าพันราย และยังคงมีผู้สนใจทยอยลงทะเบียนอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเต็มจำนวนภายในเวลาอันใกล้

    ทั้งนี้ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และเรื่องราวของยุทธภูมิชายแดนไว้อย่างน่าสนใจ เปิดโอกาสให้ ประชาชน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จากสถานที่จริง พร้อมสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติและ ทัศนียภาพของพื้นที่ชายแดนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

    นอกจากนี้ยังเป็นการ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ที่นำ สินค้าเกษตรอาทิ ทุเรียน และพืชผัก สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆมากมาย ในพื้นที่มาวางจำหน่าย

    Cr. กองทัพภาคที่2 , บุรีรัมย์ ทันข่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/969161&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NrnG-wfllnpRwN1faH1MI

  • “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดหัวหินครั้งที่ 28 นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวคึกคัก

    “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดหัวหินครั้งที่ 28 นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวคึกคัก

    ภูมิภาค

    “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดหัวหินครั้งที่ 28 นักท่องเที่ยวแห่เที่ยวคึกคัก

    วันเสาร์ ที่ 06 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.38 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นักท่องเที่ยวคึกคัก “สุวัจน์” เปิดงานกาชาดและของดีอำเภอหัวหิน ครั้งที่ 28 กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงกรีนซีซั่น

    เมื่อช่วงค่ำวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่เวทีร้านมัจฉากาชาด บริเวณลานกิจกรรม 25 ไร่ ซอยหัวหิน 102 หลังศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “กาชาดและของดีอำเภอหัวหิน ครั้งที่ 28” เพื่อหารายได้สนับสนุนภารกิจสาธารณกุศลของกิ่งกาชาดอำเภอหัวหิน พร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในช่วงกรีนซีซั่น

    ภายในงานมีนายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายศุภชัย ครุฑดำ นายอำเภอหัวหิน นายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีนครหัวหิน พร้อมผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน สมาชิกกิ่งกาชาดอำเภอหัวหิน และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมจำนวนมาก ท่ามกลางนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติที่เดินทางมาร่วมงานอย่างคึกคัก

    โอกาสนี้ นายสุวัจน์ได้มอบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้สนับสนุนการจัดงาน ก่อนเดินเยี่ยมชมร้านมัจฉากาชาดและกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงาน
    สำหรับงานกาชาดและของดีอำเภอหัวหิน จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 28 ระหว่างวันที่ 5-14 มิถุนายน 2569 เพื่อนำรายได้ไปใช้ในกิจกรรมบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลในพื้นที่อำเภอหัวหินและใกล้เคียง

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ ร้านมัจฉากาชาดการกุศล ลุ้นรับรถจักรยานยนต์ รถจักรยานกว่า 100 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า และของรางวัลอีกจำนวนมาก ในราคาบัตรเพียงใบละ 20 บาท นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายสินค้า OTOP ของดีเมืองหัวหิน สินค้าราคาประหยัด อาหารพื้นบ้าน อาหารทะเลสด ขนมท้องถิ่น ไม้ดอกไม้ประดับ รวมถึงการแสดงของนักเรียน รำวงย้อนยุค สวนสนุกเคลื่อนที่ และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังทุกค่ำคืน

    กิ่งกาชาดอำเภอหัวหินจึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมเที่ยวงาน “กาชาดและของดีอำเภอหัวหิน ครั้งที่ 28” ตั้งแต่เวลา 17.30-24.00 น. ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ภายใต้แนวคิด “เราช่วยกาชาด กาชาดช่วยเรา” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลและช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในสังคม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/478720&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UwWlIfDgMJN5NK5bYDXdl

  • แฉจุฬาคอนเนกชัน พรรคเศรษฐกิจขย่ม‘ชัชชาติ’ระบอบอากงมี‘ปร.’มือขวา

    แฉจุฬาคอนเนกชัน พรรคเศรษฐกิจขย่ม‘ชัชชาติ’ระบอบอากงมี‘ปร.’มือขวา

    เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เดือด! พรรคเศรษฐกิจแฉ  “ระบอบอากง” บงการแต่งตั้ง-ซื้อขายเก้าอี้ ผอ.เขต 4 ล้าน แฉพิกัดลับสุทธิสารซุก “จุฬาคอนเนกชัน-ปร.” บดบังอำนาจ “ชัชชาติ” มาตั้งแต่ปี 2566 ก่อนถอนทุนคืนจากหาบเร่แผงลอย จี้เคลียร์ด่วนก่อนเลือกตั้ง

    เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคเศรษฐกิจ แถลงข่าวเปิดเผยข้อมูลที่เรียกว่า “ระบอบอากง” โดยนายคริสกล่าวว่า มีกลุ่มบุคคลอยู่เบื้องหลังการบริหารงานของกรุงเทพมหานคร และมีบทบาทในการเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับพื้นที่ พร้อมเรียกร้องให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในฐานะผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 9 ออกมาชี้แจงและดำเนินการจัดการปัญหาอย่างจริงจัง

    นายคริสกล่าวว่า สิ่งที่นำมาเปิดเผยไม่ใช่การโจมตีทางการเมืองหรือการดิสเครดิตบุคคลใด แต่ต้องการสะท้อนปัญหาการทุจริตที่ยังคงเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร แม้ว่านายชัชชาติจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถและมีภาพลักษณ์โปร่งใสก็ตาม แต่ “ระบอบอากง”  เปรียบเสมือนผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเงา ซึ่งเป็นผู้กำหนดทิศทางและจัดการงานสำคัญภายใน กทม. ขณะที่ผู้ว่าฯ เป็นผู้ลงนามในคำสั่งต่างๆ เท่านั้น ทั้งนี้ “อากง” เป็นข้าราชการการเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ว่าฯ กทม. และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่เรียกว่า “จุฬาคอนเนกชัน”

    นอกจากนี้ นายคริสยังกล่าวถึงบุคคลอีกคนหนึ่ง ซึ่งใช้ชื่อย่อว่า “ปร.” เป็นอดีตผู้อำนวยการเขต ที่ทำหน้าที่เป็นมือขวาของ “อากง” และมีบทบาทดูแลหน่วยงานสำคัญ 4 ฝ่าย  ได้แก่ ฝ่ายโยธา, ฝ่ายเทศกิจ, ฝ่ายสิ่งแวดล้อม และฝ่ายรักษาความสะอาด ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่

    เขายังกล่าวว่า ได้รับข้อมูลร้องเรียนจากผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตหลายรายว่า การแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขตมีการเรียกรับเงิน หรือ “ค่าเก้าอี้” สูงถึง 4 ล้านบาท  โดยผู้ที่ต้องการเลื่อนตำแหน่งจะต้องเข้าพบกลุ่มผู้มีอิทธิพลในสถานที่แห่งหนึ่งย่านสุทธิสาร และไม่อนุญาตให้นำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในระหว่างการพูดคุย โดยหากไม่มีการจ่ายเงิน ก็อาจไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเขต และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบผู้อำนวยการเขตในหลายพื้นที่ที่ถูกกล่าวอ้างถึง เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

    นายคริสเผยว่า เมื่อมีการลงทุนจ่ายเงินเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ผู้ดำรงตำแหน่งบางรายจึงพยายามเรียกคืนผลประโยชน์ ผ่านหน่วยงานที่มีอำนาจอนุญาตหรือกำกับดูแล เช่น การค้าขายบนทางเท้า, การอนุญาตก่อสร้างและต่อเติมอาคาร หรือการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ต่างๆ

    สำหรับฝ่ายโยธา นายคริสตั้งข้อสังเกตว่า แม้ กทม.จะมีระบบยื่นขออนุญาตก่อสร้างแบบออนไลน์ เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน แต่ในทางปฏิบัติยังมีการร้องเรียนเรื่องการถ่วงเวลาและการเรียกรับผลประโยชน์ โดยเฉพาะกรณีที่มีการให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใกล้ชิดเป็นผู้จัดทำแบบก่อสร้าง

    นายคริสยืนยันว่า ปัญหาการร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรมีมาตั้งแต่ปี 2566 และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามว่านายชัชชาติเกรงใจบุคคลหรือกลุ่มใดหรือไม่ จึงปล่อยให้มีการแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายผู้อำนวยการเขตจำนวนมาก จนเกิดข้อครหาเรื่องความไม่เป็นธรรมและไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ หากนายชัชชาติกลับมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.อีกสมัย สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกำจัดระบอบอากงให้หมดไป เพราะตราบใดที่ระบอบนี้ยังอยู่ การทุจริตในสำนักงานเขตก็จะยังคงอยู่ และประชาชนก็จะยังได้รับผลกระทบต่อไป

    นอกจากนี้ นายคริสยังเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อขยายขอบเขตการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับหัวหน้าไปจนถึงผู้อำนวยการเขต เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการ ขณะเดียวกันข้อมูลส่วนหนึ่งจะส่งต่อให้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์อดีต สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อเดินหน้ายื่นต่อ ป.ป.ช.ในการตรวจสอบต่อไป

    ด้าน พล.ต.ท.ชาญเทพกล่าวว่า หากได้รับเลือกตั้งจะเร่งตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตภายในกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง พร้อมผลักดันการแก้ไขกฎหมาย ให้ผู้จ่ายสินบนได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายมากขึ้น เพื่อจูงใจให้เปิดเผยข้อมูลการทุจริต นอกจากนี้ยังเสนอให้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินของข้าราชการระดับชำนาญการพิเศษขึ้นไป และยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบทุกกรณีที่มีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตโดยไม่ละเว้นผู้ใด

     ส่วนประเด็นนโยบายยกเลิกการจัดเก็บค่าธรรมเนียมขยะของกรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.ชาญเทพกล่าวว่า สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากปัจจุบัน กทม.มีต้นทุนในการจ้างเอกชนกำจัดขยะสูงมาก ขณะที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ปุ๋ย และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้  หากมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/1009518/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2A6_pd4khK6F7uXnigd6OL

  • ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ เปิดพื้นที่ฟรีจัด ‘ตลาดนัดเซเว่น ไทยช่วยไทย’ หนุนผู้ประกอบการไทย สร้างงาน-สร้างรายได้ | เดลินิวส์

    ‘เซเว่น อีเลฟเว่น’ เปิดพื้นที่ฟรีจัด ‘ตลาดนัดเซเว่น ไทยช่วยไทย’ หนุนผู้ประกอบการไทย สร้างงาน-สร้างรายได้ | เดลินิวส์

    ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้น ถึงเวลาที่ไทยต้องช่วยไทยเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ขอร่วมเคียงข้างชุมชนและผู้ประกอบการไทยเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยนำสินค้ามาวางขายหน้าร้านเซเว่นฯ ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้แคมเปญ “ตลาดนัดเซเว่น ไทยช่วยไทย” ร่วมอุดหนุนสินค้าหลากหลายจากผู้ประกอบการไทย ตลาดนัดเซเว่นฯจัดขึ้นเพื่อขานรับโครงการรัฐ “ไทยช่วยไทย” โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ด้วยการนำสินค้าของกิน ของใช้ สินค้าชุมชน และของดีประจำจังหวัดมาจำหน่ายบริเวณพื้นที่หน้าร้านเซเว่นฯ ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย ด้านผู้บริโภคก็ได้จับจ่ายสินค้ามากมายในราคาพิเศษ

    สำหรับ “ตลาดนัดเซเว่น ไทยช่วยไทย” เปิดตลาดทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 14.00 – 20.00 น. ตลอดเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ที่หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ใกล้บ้าน โดยได้นำร่องเชิญผู้ประกอบการมาร่วมจำหน่ายสินค้าจำนวน 65 สาขา 6 ภูมิภาคทั่วไทย ซึ่งผู้บริโภคจะได้พบกับ สินค้า SME, OTOP, วิสาหกิจชุมชน และร้านค้าท้องถิ่น รวมถึงของดีประจำจังหวัด ทั้งของกิน ของใช้ และสินค้าชุมชนหลากหลายประเภท

    นางสาวนิชาภา เจริญสุข แม่ค้าร้านถั่วต้ม กล่าวถึงการมาออกบูทขายสินค้าที่ตลาดนัดเซเว่นฯ “ปกติเป็นแม่ค้าขายลูกชิ้น และเป็นลูกค้าประจำที่ร้านเซเว่นฯ อยู่แล้ว น้องพนักงานร้านชวนให้มาลองขายของกับโครงการตลาดนัดเซเว่นฯ ไม่เสียค่าใช้จ่าย เราเห็นเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองเอาสินค้าใหม่ ๆ มาขาย อย่างวันนี้นำถั่วต้ม มันนึ่ง และนางเล็ดทำเองมาขาย คนที่มาซื้อของเซเว่นฯ ก็แวะมาซื้อสินค้าของเราด้วย ไม่ต้องวิ่งหาลูกค้าเอง แล้วทำเลใกล้บ้าน ไม่เสียค่าเดินทาง ไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ ก็ช่วยลดต้นทุน อีกทั้งร้านเซเว่นฯ ยังจัดเตรียมเต็นท์ โต๊ะ เก้าอี้ ให้เราด้วย สะดวกสบายมากค่ะ”

    นอกจากนั้น เซเว่น อีเลฟเว่น ยังร่วมแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของคนไทย ด้วยการจัดโปรโมชันราคาพิเศษ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน อาทิ ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำมัน น้ำดื่ม ผงซักฟอก สบู่ และยาสระผม พร้อมรับของพรีเมียมน่ารัก ๆ ฟรี เมื่อช้อปครบยอดที่กำหนด ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจมาชม ชิม ช้อป ที่ตลาดเซเว่นฯ สามารถติดตามรายละเอียดสาขา และกิจกรรมต่าง ๆ ได้ทาง เพจเฟซบุ๊ก 7-Eleven Thailand

    ในวันที่เศรษฐกิจมีความผันผวน พลังน้ำใจและความร่วมด้วยช่วยกันเป็นสิ่งสำคัญในการพยุงให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าต่อได้ เซเว่น อีเลฟเว่น ดำเนินตามปณิธานองค์กร Giving & Sharing” ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอาชีพ ยกระดับ และสร้างโอกาส ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ส่งต่อกำลังใจให้ธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน.

    #7ElevenTH #7ElevenThailand #ตลาดนัดเซเว่นไทยช่วยไทย #ไทยช่วยไทยเซเว่นลดแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5923236/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PXF9tH_2Vok3fkRPCI05Y

  • “ต่อศักดิ์” อดีตปธ.ที่ปรึกษา “ชัชชาติ” โต้พรรคเศรษฐกิจ แฉ “ระบอบอากง” ยันไม่เกี่ยวข้องซื้อขายตำแหน่งขรก. | TOPNEWS

    “ต่อศักดิ์” อดีตปธ.ที่ปรึกษา “ชัชชาติ” โต้พรรคเศรษฐกิจ แฉ “ระบอบอากง” ยันไม่เกี่ยวข้องซื้อขายตำแหน่งขรก. | TOPNEWS

    เมื่อถามว่า นายคริสอ้างอิงข่าวที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เคยให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 66 ถึงนายปารุต อรหัตมานัส อดีตผู้อำนวยการเขต ที่เคยมาช่วยงาน นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า นาน เก่ามากแล้ว ตั้งแต่แรก ๆ ตอนหลังเขาไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่ ตอนนี้ให้ฝ่ายกฎหมายดูอยู่ ซึ่งจากการแถลงวันนี้เห็นว่าระมัดระวังมากขึ้นเยอะ ตนเองคิดว่าการหาเสียงจะต้องสร้างสรรค์

    ส่วนที่นายคริส ระบุว่าระบอบอากงไม่ใช่นายต่อศักดิ์แต่หมายถึงระบอบอากงที่ทำให้เกิดการซื้อขายตำแหน่ง นายต่อศักดิ์จึงกล่าวว่า ตอนนี้จะทำระบอบอากง AI พูดเรื่อง AI ให้หมด ทั้งนี้นายคริส อ้างว่าทุกครั้งไปเซฟเฮ้าส์เพื่อคุยเรื่องตำแหน่งจะมีการยึดโทรศัพท์ นายต่อศักดิ์กล่าวว่า ไม่มี นอกจากจะไม่ยึดโทรศัพท์แล้ว ในการประชุมยังให้ใช้โทรศัพท์และ Notebook LM ซึ่งตนเองใช้มาปีกว่าแล้ว ทุกคนต้องใช้ Notebook LM เป็น

    ส่วนที่บอกว่าไปคุยกันที่เซฟเฮาส์ นายต่อศักดิ์ แจงว่า “ไม่มี จะกล้าไปเหรอ เมียผมดุจะตาย บ้านผมอยู่สุทธิสารจะไปเป็นเซฟเฮาส์อะไร เอาให้สร้างสรรค์นะ”

    เมื่อถามว่า นายชัชชาติให้กำลังใจอย่างไรบ้าง นายต่อศักดิ์ กล่าวว่า เราต้องเชื่อมั่นในความจริง สำคัญคือการเมืองถ้าเราไม่เริ่มต้นจากความจริง มันจะไปกันยาก

    ส่วนกังวลหรือไม่หากจะมีการเปิดหลักฐานรอบใหม่ นายต่อศักดิ์ ตอบว่าการเมืองก็เป็นแบบนี้ ยืนยัน 100% ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง ตนเองพูดในที่ประชุม พูดกับหัวหน้าหน่วยงาน พูดทุกที่ ใครเสียเงินไปเป็นเรื่องของคุณเอง

    เมื่อถามว่าเหตุใดเขาถึงโจมตีระบอบอากงและทำให้เข้าใจว่าเป็นเอง นายต่อศักดิ์ จึงกล่าวว่า อาจจะเพราะอายุเยอะ ดูแลน้อง ๆ ทุกคน หากจะไปฟ้องร้องก็คงว่ากันไปตามคดี

    ด้านนายชัชชาติ ยอมรับว่านายต่อศักดิ์เสียกำลังใจ แต่ก็ต้องสู้ไป ชีวิตเขาผ่านมาเยอะ ปกติ “อากง” เป็นคนใจดีดูแลหลาน ๆ ก็งงว่าทำไมตั้งชื่อให้แบบนั้น ส่วนตัวก็ถามนายต่อศักดิ์ทุกวันว่าพี่เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกอย่างไร ช่วยกัน ไม่เป็นไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1594599&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dw40Q6Vpdd0Zt4N08euYT

  • มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    นักท่องเที่ยวไทยโตสวนกระแสเศรษฐกิจ แห่เที่ยวทริประยะใกล้ ดันไทยติดอันดับ 6 ของมาเก๊า ด้าน MGTO ปรับกลยุทธ์เชิงรุก ผนึกพันธมิตรข้ามอุตสาหกรรมบุกหัวเมืองใหญ่

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มรูปแบบ ทริประยะใกล้และ “Tourism+” ตัวเร่งสปีดโตสวนกระแสโลก

    แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่ภาคการท่องเที่ยวของมาเก๊ากลับส่งสัญญาณเติบโตอย่างร้อนแรง 

    โดยเฉพาะในตลาดประเทศไทยที่กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงด้วยตัวเลขสะสมที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ล่าสุด สำนักงานการท่องเที่ยวรัฐบาลมาเก๊า (MGTO) ประกาศเกมรุกระลอกใหม่ในงาน “Macao Tourism Product Updates Seminar & Travel Mart” 

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ (CCC) และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ (CNTO) เพื่อล็อกเป้าหมายนักเดินทางไทยทุกเซกเมนต์
     

    สถิติทะยาน: นักเดินทางไทยเบอร์ 6 ของโลก

    จากข้อมูลสถิติระบุว่า ในปี 2568 มาเก๊าต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 40 ล้านคนทั่วโลก (เติบโต 14.7%) ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยมีจำนวน 185,963 คน เติบโตถึง 38.1% 

    และความแรงยังส่งต่อมาถึงไตรมาสแรกของปี 2569 ที่คนไทยเดินทางไปมาเก๊าแล้วถึง 88,819 คน พุ่งทะยานสวนกระแสเศรษฐกิจถึง 59.93% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยคว้าตำแหน่งตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับที่ 6 ของมาเก๊าไปครอง

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    นางมาเรีย เฮเลน่า เดอ เซนน่า เฟอร์นานเดซ ผู้ว่าการท่องเที่ยวมาเก๊า (MGTO) ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของตลาดไทยว่า:

    “ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวระยะใกล้ที่ครบทั้งไลฟ์สไตล์ อาหาร วัฒนธรรม และความบันเทิง”

    “ปีนี้จึงนับเป็นครั้งแรกที่ MGTO ขยายกิจกรรมโรดโชว์จากกรุงเทพฯ สู่เชียงใหม่และภูเก็ต เพื่อสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในระดับภูมิภาค และเข้าถึงกลุ่มนักเดินทางไทยได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น”

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    ถอดสูตรสำเร็จ พฤติกรรม “Maximize” งบประมาณ และการเดินทางที่สะดวก

    พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่เปลี่ยนไปคือปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตัวเลขนี้ นักท่องเที่ยวหันมาเลือกจุดหมายปลายทางระยะใกล้ (Short-haul) เพื่อบริหารงบประมาณและเวลาให้คุ้มค่าที่สุด (Maximize Experience) 

    มาเก๊าจึงกลายเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดด้วยระยะเวลาบินเพียง 2 ชั่วโมง 45 นาทีจากกรุงเทพฯ ประกอบกับความสะดวกสบายจากสายการบินที่ให้บริการบินตรงรวมกว่า 39 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (Air Macau, Thai AirAsia และ Thai Lion Air) ทำให้เดินทางง่ายและบ่อยครั้งขึ้น

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    ประตูสู่ Greater Bay Area และอานิสงส์ ‘ฟรีวีซ่าจีน’

    มาเก๊าวางหมากตัวเองเป็น Strategic Gateway หรือประตูเชื่อมต่อไปยังเขตเศรษฐกิจ Greater Bay Area (GBA) (ครอบคลุม มาเก๊า ฮ่องกง และ 9 เมืองใหญ่ในมณฑลกวางตุ้ง อาทิ กว่างโจว เซินเจิ้น และจูไห่)

    ทำให้นักเดินทางไทยสามารถออกแบบการเดินทางได้ทั้งแบบเที่ยวเฉพาะมาเก๊า (Mono Macao) หรือเชื่อมโยงหลายเมือง (Multi-destination)

    ที่สำคัญคือ นโยบาย “ฟรีวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเข้าจีน” กลายเป็นสปริงบอร์ดตัวสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่บินมาลงมาเก๊า

    มาเก๊ารุกตลาดไทยเต็มสูบ! ขยายโรดโชว์เจาะเชียงใหม่-ภูเก็ต

    สามารถข้ามแดนไปท่องเที่ยวต่อยัง จูไห่ เหิงฉิน กว่างโจว หรือเซินเจิ้นได้ทันทีอย่างไร้รอยต่อ เพิ่มความคุ้มค่าให้แก่เม็ดเงินที่จ่ายไปอย่างมีนัยสำคัญ

    Partnership Ecosystem มิติใหม่: ดึง Soft Power แบรนด์ไทยร่วมแจม

    ความน่าสนใจของกลยุทธ์การตลาดปี 2026 คือการฉีกตำราเดิมๆ จากเดิมที่ MGTO ร่วมมือแค่สายการบินและบริษัททัวร์ แต่ปีนี้ได้หันมาสร้าง Ecosystem ข้ามอุตสาหกรรม (Cross-industry) โดยจับมือกับ:

    กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน

    แพลตฟอร์มโทรคมนาคม (Telecom)

    ช้อปปิ้งมอลล์และร้านค้าปลีกชั้นนำ

    นอกจากนี้ ยังมีการใช้กลยุทธ์สร้างความผูกพันล่วงหน้าผ่านช่องทางไลฟ์สไตล์ ด้วยการเข้าไปมองหาความร่วมมือกับ ร้านอาหารไทย คาเฟ่ และแบรนด์คาแรคเตอร์ไทย 

    เพื่อนำกลิ่นอายมรดกวัฒนธรรมมาเก๊าเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แบรนด์ไทยได้ก้าวเข้าสู่ Ecosystem ท่องเที่ยวระดับสากลอีกด้วย

    “Tourism+” และ พลังซอฟต์พาวเวอร์ “สายมูเตลู”

    มาเก๊ากำลังทรานส์ฟอร์มภาพลักษณ์สู่แนวคิด “Tourism+” ที่ไม่ได้มีดีแค่ความบันเทิงในรีสอร์ต แต่ผสมผสานวัฒนธรรม ศิลปะ กีฬา เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ (MICE) เข้าด้วยกัน

    นอกจากนี้ “กระแสสายมู” ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งของคนไทย โดยเฉพาะการเดินทางไปร่วมพิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม, การสักการะวัดอาม่า และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจที่ทำให้คนไทยเดินทางซ้ำในทุกๆ ปี

    เพื่อกระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง MGTO เตรียมจัดมหกรรมออนไลน์ครั้งใหญ่ “Macao Wonder Online Travel Fair” ระหว่างวันที่ 1–15 มิถุนายน 2569 

    โดยรวบรวมดีลสุดพิเศษ ทั้งตั๋วเครื่องบิน โรงแรมที่พัก จาก 6 บิ๊กรีสอร์ตชั้นนำ (MGM, Galaxy, Wynn Macau, Melco, Sands, SJM) พันธมิตร OTA และสถาบันการเงิน เพื่อตอกย้ำว่ามาเก๊าคือจุดหมายปลายทางที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของคนไทยในยุคนี้อย่างแท้จริง
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/743488&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gsGf_DvjwDJ44a1n6kPsV

  • ‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้า ชูอัตลักษณ์ไทย  ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    ‘ท่องเที่ยว-สาธารณสุข’ ผสานพลังมุ่งเป้า ชูอัตลักษณ์ไทย ยกระดับ Wellness Tourism สู่ศูนย์กลางสุขภาพโลก

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/152420&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3m7NjHuJmf91Ex4D8YUwI5