นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เริ่มรับตำแหน่งช่วงต้นเดือน เม.ย. 69 ไทยได้เผชิญกับวิกฤติราคาพลังงาน อันเกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นระลอกให้เกิดวิกฤติน้ำมันขาดและแพง ต้นทุนส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น จนกลายเป็นวิกฤติปากท้อง ซึ่งหากหยุดวิกฤติเหล่านี้ไม่ได้ จะนำมาซึ่งปัญหาวิกฤติซ้อนวิกฤติ โดยความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศที่มีปัญหาเรื้อรังมานาน ไม่ว่าจะเป็นการที่ประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย ปัญหาการขาดดุลการคลังเรื้อรังที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ลงทุนใหม่มานาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ หากเปรียบเป็นคนป่วย ก็เรียกได้ว่าเป็นโรคมะเร็งเรื้อรัง ยังรักษาไม่หายก็มีโรคแทรกซ้อนมาอีก
นอกจากนี้ ไทยยังประสบปัญหาด้านงบประมาณประเทศที่มีอย่างจำกัด ซึ่งในฐานะดูแลภาพรวมทั้งรายรับและรายจ่ายของประเทศและเห็นตัวเลขทั้งหมด ต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังที่สุด เพื่อประคองสถานการณ์ในระยะสั้น ในขณะเดียวกัน จำเป็นต้องใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่าน และสร้างรากฐานให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งให้ได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งสำคัญมากในช่วงเวลาที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง
“หลายคนอาจคิดว่าจำเป็นเร่งด่วนไหม ค่อยๆ ทำตามแผนงานที่วางไว้ได้ไหม งบประมาณก็มีจัดสรรตามหน่วยงานไว้แล้วในระยะยาว ทำไมต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ให้เป็นหนี้เพิ่มมาอีก
ผมอยากใช้โอกาสนี้ ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ หากเราไม่เร่งเปลี่ยนผ่านโดยเริ่มลงมือทำเลย เราอาจจะเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติหนักขึ้น ดั่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว คือ หลังจากไทยเจอวิกฤติราคาน้ำมันแพงในเดือน เม.ย-พ.ค. ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เคยเกินดุลมาตลอดก็กลับมาขาดดุลถึงเกือบ 5 แสนล้านบาทในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะไทยเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาที่สูงขึ้นในจำนวนที่มาก ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้ไปเรื่อยๆ และสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันในโลกผันผวนยังไม่จบง่ายๆ เราอาจจะต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไปเรื่อยๆ จนอาจเกิดวิกฤติขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต”
นายเอกนิติ กล่าวว่า การเร่งเปลี่ยนผ่านวันนี้ โดยการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานสะอาดหรือไบโอดีเซล โดยเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนพร้อมรับขายคืนครบวงจร รวมทั้งการลงทุนพัฒนาสายส่ง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของสมาร์ทกริด และยังทำได้ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศเนื่องจากงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ละปีมีจำกัด การลงมือทำในสิ่งเหล่านี้ให้เร็วที่สุดจะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศได้ ซึ่งเงินกู้ 2 แสนล้านบาท อาจจะเป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอต้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดทั้งประเทศ แต่ก็ตั้งใจให้โครงการภายใต้เงินกู้นี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งและร่นระยะให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่จำเป็นเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ จะเร่งพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการลงทุน โดยหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญของไทย คือเราลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งการลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน ปีนี้รัฐบาลประกาศให้เป็นปีแห่งการลงทุน ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในเทคโนโลยี และการลงทุนในทุนมนุษย์เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมทั้งการปลดล็อก กฎหมายทำให้การลงทุนง่ายขึ้น จะทำให้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์หลักของการเติบโตอีกครั้ง โดยตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีค่อยๆ กลับไปอยู่ใกล้ระดับประมาณ 30% เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่การลงทุนรอบใหม่นี้ต้องไม่ใช่การลงทุนแบบเดิมเท่านั้น ต้องเป็นการลงทุนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และเตรียมประเทศสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
สำหรับการลงทุนภาครัฐ นอกจากงบประมาณจะเป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลในการพัฒนาแล้ว เรายังมีการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจ การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) และเครื่องมือระดมทุนอื่นๆ เช่น กองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ และที่สำคัญอย่างมาก คือการลงทุนจากต่างประเทศ ที่ได้รับการเร่งรัดผ่านกลไกไทยแลนด์ ฟาสต์พาส ซึ่งคาดว่าจะทำให้มีเม็ดเงินการลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 9 แสนล้านบาทในปีนี้ โดยการลงทุนเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยและเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ไทยเข้าไปอยู่ในซัพพลาย เชน ของการผลิตสมัยใหมของโลกได้อย่างไร และสร้างงานและยกระดับคุณภาพให้แรงงานไทยได้เท่าไร เหล่านี้จะกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์ใหม่ของประเทศ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6004842/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1elkgNy812hFvjHd3qQK-x
