ในโลกการเงินยุคใหม่ คำว่า “รักษ์โลก” ไม่ใช่แค่กิจกรรม CSR เพื่อความสวยงามอีกต่อไป แต่มันคือ “ตั๋วเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาส” ที่จะพาเศรษฐกิจไทยไปให้ถึงเป้าหมายรายได้สูงภายในปี 2037 ทว่าในขณะเดียวกัน นาฬิกาแห่งความเสี่ยงก็กำลังนับถอยหลัง เพราะหากเรายังเดินเกมช้า ธนาคารโลก (World Bank) เตือนชัดว่า GDP ของไทยอาจหายไปถึง 7-14% ภายในปี 2050 จากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น
เจาะลึก 3 บทบาท “World Bank” ในฐานะพี่เลี้ยงเศรษฐกิจสีเขียว
ดร.อรศรัณย์ มนุอมร ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลก ได้เปิดเผยถึงบทบาทที่มากกว่าการเป็นแค่ “แหล่งเงินทุน” (Financier) แต่ World Bank ยังทำหน้าที่เป็น “Knowledge Bank”ในงานเปิดตัวข้อมูล Climate Finance Tracker 2026 ว่านำประสบการณ์จากทั่วโลกมาช่วยไทยวางนโยบาย เช่น โครงการ Low Carbon City ที่มุ่งอัปเกรดสินทรัพย์สาธารณะด้วยเทคโนโลยีสีเขียวเพื่อสร้างคาร์บอนเครดิตขายต่างประเทศ และบทบาทการเป็น “Convener” หรือผู้เชื่อมโยงที่เตรียมดึงรัฐมนตรีคลังและผู้นำเศรษฐกิจทั่วโลกมาประชุมใหญ่ (Annual Meetings) ที่ไทยในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อวางรากฐานการเงินยั่งยืนร่วมกัน
ความท้าทาย 2.2 แสนล้านดอลลาร์
เม็ดเงินมหาศาลที่รอการเติมเต็ม รายงาน CCBR ประเมินว่า ในอีก 25 ปีข้างหน้า ไทยจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มถึง 220,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.4% ของ GDP) เพื่อปรับตัวและลดก๊าซเรือนกระจก โดยแบ่งเป็น
- ภาคการลดก๊าซ (Mitigation): 96,000 ล้านดอลลาร์ เน้นหนักไปที่ระบบขนส่ง พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ EV
- ภาคการปรับตัว (Adaptation): 15,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือน้ำท่วม น้ำแล้ง
- ภาคที่ได้ประโยชน์สองต่อ (Nature-based Solutions): 20,000 ล้านดอลลาร์ เช่น การปลูกป่าชายเลนที่ช่วยทั้งเก็บคาร์บอนและป้องกันชายฝั่ง
ที่น่าตกใจคือ ปัจจุบันไทยใช้เงินทุนจากแหล่งทุนสาธารณะระหว่างประเทศ (International Public Climate Finance) น้อยกว่า 1% ของเงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศทั้งหมด นี่คือ “โอกาสทอง” ที่เรายังคว้ามาได้ไม่เต็มที่ ทั้งที่ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศระดับ Advancing stage ซึ่งมีพื้นฐานการเงินยั่งยืนที่แข็งแกร่งเป็นลำดับต้นๆ
Thailand Taxonomy ไม้บรรทัดใหม่ที่ธุรกิจต้องสะดุ้ง
ไทยไม่ได้มีแค่เกณฑ์กว้างๆ แต่เรามี Thailand Taxonomy ที่ทำหน้าที่เหมือน “ไฟจราจร” แบ่งกลุ่มกิจกรรมเศรษฐกิจเป็น เขียว-เหลือง-แดง ตามหลักวิทยาศาสตร์
- สีเขียว: พวกที่ปล่อยก๊าซต่ำมากหรือเป็นศูนย์
- สีเหลือง: ช่วงเวลา “ทางผ่าน” ที่ธุรกิจต้องมีแผนลดการปล่อยก๊าซตามกรอบเวลาที่ชัดเจน หากทำไม่ได้ตามกำหนดก็เสี่ยงจะกลายเป็นสีแดง
- สีแดง: กิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับการลดโลกร้อน ซึ่งอาจถูกตัดสิทธิ์จากการเข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในอนาคต
เหนือกว่าคาร์บอนเครดิต คือ “Biodiversity Credit” (ราคาบวกเพิ่ม!) ไฮไลต์ที่กำลังเป็นกระแสคือการพัฒนาโมเดล Biodiversity Credit ร่วมกับ อบก. ซึ่งความล้ำอยู่ตรงที่ “การตั้งราคา” (Pricing) จะไม่ใช่แค่ดูเรื่องคาร์บอนอย่างเดียว แต่จะมีการ Add-on หรือบวกมูลค่าเพิ่มเข้าไป หากโครงการนั้นช่วยดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ หรือสร้างประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ร่วมด้วย นี่คือการยกระดับทรัพยากรธรรมชาติของไทยให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
การลงทุนที่ “มีหัวใจ” ปกป้องกลุ่มเปราะบาง สิ่งที่ World Bank เน้นย้ำคือการลงทุนด้าน Social Protection หรือตาข่ายรองรับทางสังคม เพราะภัยจาก “คลื่นความร้อน” และน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง เช่น แรงงานกลางแจ้งและผู้สูงอายุ สูงมาก การลงทุนสีเขียวจึงต้องรวมถึงการอัดฉีดงบประมาณภาครัฐเพื่อช่วยคนกลุ่มนี้ให้ปรับตัวได้ ไม่ใช่แค่การสร้างตึกหรือติดตั้งโซลาร์เซลล์เท่านั้น
Green Export คือทางรอดเดียว ปัจจุบัน สินค้าที่เป็น Green Export ของไทย (เช่น EV หรือระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง) มีสัดส่วนเพียง 10% ของการส่งออกทั้งหมด หากไทยสามารถ Scale up การลงทุนสีเขียวได้สำเร็จ เราจะไม่ใช่แค่ประเทศที่รักษ์โลก แต่จะเป็นประเทศที่ “ขายความยั่งยืน” ให้กับโลกได้อย่างสง่างามและมั่งคั่งอย่างแท้จริง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1244571&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KTXk6Hp3ySu6zS9PURk8r
