เหลืออีกแค่ 2 เดือนครึ่งก็จะสิ้นปี ปี 2569 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายเศรษฐกิจรอบด้าน แต่ก็เป็นปีที่ไทยได้แสดงศักยภาพให้โลกได้เห็น การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสำเร็จและเสียงชื่นชมจากผู้เข้าร่วมประชุมทั่วโลก
เหลืออีกแค่ 2 เดือนครึ่งก็จะสิ้นปี ปี 2569 เป็นปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายเศรษฐกิจรอบด้าน แต่ก็เป็นปีที่ไทยได้แสดงศักยภาพให้โลกได้เห็น การเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปี IMF-World Bank Group 2026 ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลง ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสำเร็จและเสียงชื่นชมจากผู้เข้าร่วมประชุมทั่วโลก
ในฐานะคนทำข่าวที่ได้สัมผัสบรรยากาศการประชุมครั้งนี้ สิ่งที่เห็นมีมากกว่าความพร้อมการจัดงาน หรือภาพผู้นำเศรษฐกิจโลกการเงินที่เดินทางมารวมตัวกันในประเทศไทย แต่คือโอกาสที่ไทยได้เปิดมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก รับฟังแนวคิดจากผู้กำหนดนโยบาย และทบทวนว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ตรงไหนในโลกที่กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
ตลอดการประชุม ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือสะท้อนชัดว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าการเร่งให้ตัวเลขการเติบโตกลับมาดีขึ้น ตั้งแต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ผลกระทบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงการเพิ่มผลิตภาพและยกระดับทักษะแรงงาน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ล้วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอนาคตเศรษฐกิจไทย คำถามจึงไม่ใช่ว่าไทยได้รับฟังอะไรจากเวทีนี้บ้าง แต่อยู่ที่เราจะนำสิ่งที่ได้เห็นและได้ฟังกลับมาปรับใช้กับประเทศอย่างไร จะทำให้ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่ จะเปลี่ยนการพูดถึง AI จากกระแสความตื่นตัวให้เป็นการเพิ่มผลิตภาพของธุรกิจและแรงงานได้อย่างไร
เพราะเมื่อพ้นจากบรรยากาศการประชุม เศรษฐกิจไทยก็ยังต้องเผชิญโจทย์เดิมที่รอคำตอบ ทั้งกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ภาระหนี้ที่กดทับการบริโภคและการลงทุน ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนความจำเป็นในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่เพื่อรองรับโลกยุคดิจิทัล สิ่งที่ประเทศต้องการจึงไม่ใช่เพียงมาตรการระยะสั้นที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจเป็นครั้งคราว แต่คือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่การลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน การส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไปจนถึงการปฏิรูปกฎเกณฑ์และระบบราชการให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่
การเป็นเจ้าภาพการประชุมครั้งนี้ อาจจบลงด้วยความประทับใจและคำชื่นชม แต่ความสำเร็จในความหมายที่แท้จริงยังต้องพิสูจน์กันต่อจากนี้ ประเทศไทยไม่ควรวัดผลจากจำนวนแขกผู้มาเยือน หรือความเรียบร้อยของการจัดงานเท่านั้น หากต้องมองไปถึงว่า หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นหรือไม่ นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นเพียงใด ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นหรือไม่ และประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอย่างไร… โลกอาจจดจำประเทศไทยจากการจัดประชุมที่ดี แต่คนไทยจะตัดสินความสำเร็จครั้งนี้จากเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในวันข้างหน้าต่างหาก…
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1256948&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0edaRXOoHAYfjYV-aX_TEE

