แนวทางดังกล่าวถือเป็นจุดที่น่าสนใจของรัฐบาล เพราะการพัฒนาเศรษฐกิจไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเดินหน้าทุกโครงการตามแผนเดิม หากพบว่าโครงการใดมีข้อกังวลหรือมีเสียงคัดค้านจากประชาชน รัฐบาลก็ควรพร้อมรับฟังและปรับแนวทาง ขณะเดียวกันโครงการใดที่มีความจำเป็นและสร้างประโยชน์ในระยะยาวก็ควรเดินหน้าต่อ การบริหารลักษณะนี้จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างความต้องการลงทุนของประเทศกับความต้องการของประชาชน และลดความขัดแย้งที่อาจกลายเป็นต้นทุนของการพัฒนาในอนาคต
ตัวอย่างคือแนวคิดโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ซึ่งรัฐบาลได้ปรับทิศทางจากแนวทางเดิม ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจภาคใต้ เช่น รถไฟทางคู่ การพัฒนาท่าเรือ สนามบิน ถนน และด่านชายแดน ยังคงได้รับการผลักดันต่อไป สะท้อนว่าการปรับหรือยุติบางโครงการไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลหยุดพัฒนาภาคใต้ แต่เป็นการเลือกเครื่องมือและโครงการให้เหมาะสมกับบริบท พร้อมวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ในภาพรวมให้สามารถเชื่อมโยงพื้นที่กับมาเลเซียและตลาดอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับศักยภาพทางเศรษฐกิจ 5 จังหวัดภาคใต้มีต้นทุนสำคัญทั้งเกษตร การค้า การลงทุน อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการค้าชายแดน โดยเฉพาะทำเลที่สามารถเชื่อมประเทศไทยกับมาเลเซียและตลาดอาเซียน การพัฒนาจึงต้องทำมากกว่าการอัดฉีดเงินระยะสั้น แต่ต้องลดข้อจำกัดของผู้ประกอบการ เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุน ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้สินค้า ธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่สามารถเชื่อมต่อกับตลาดภายนอกได้สะดวกและมีต้นทุนที่แข่งขันได้
ทั้งนี้ ครม.ได้รับทราบโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและพร้อมดำเนินการทันที 44 โครงการ วงเงินประมาณ 1,269 ล้านบาท ขณะที่ยังมีข้อเสนอเชิงนโยบายจากพื้นที่อีก 59 โครงการ วงเงินกว่า 62,336 ล้านบาท เท่ากับการลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้จบเพียงการรับฟัง แต่มีการนำข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเพื่อผลักดันต่อ โดยโจทย์สำคัญหลังจากนี้คือการทำให้โครงการและงบประมาณเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนสามารถสัมผัสได้ ทั้งรายได้ การจ้างงาน การเดินทาง การค้าชายแดน และคุณภาพชีวิต
อ.ปิยวัฒน์ กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนใต้จะยั่งยืนไม่ได้หากแยกออกจากเรื่องคุณภาพชีวิตและความมั่นคง การลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา การสร้างงาน การแก้ปัญหาความยากจน รวมถึงการสร้างความปลอดภัย ล้วนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโดยตรง เมื่อประชาชนมีงาน มีรายได้ และรู้สึกปลอดภัย ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ นักลงทุน และนักท่องเที่ยวก็จะเพิ่มขึ้น และทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายลงไปถึงประชาชนในพื้นที่ได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับการป้องกันภัยพิบัติ ทั้งระบบระบายน้ำ การปรับปรุงแก้มลิง และโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วม ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เพราะภัยพิบัติไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบ้านเรือนประชาชน แต่กระทบธุรกิจ การท่องเที่ยว การลงทุน และความเชื่อมั่นของพื้นที่ การลงทุนป้องกันและลดความเสี่ยงล่วงหน้าจึงมีความสำคัญไม่แพ้การจัดงบประมาณเพื่อเยียวยาหลังเกิดเหตุ

สิ่งที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของ ครม.สัญจรครั้งนี้ คือหลังจากรัฐบาลเดินทางกลับแล้ว ปัญหาและข้อเสนอที่ได้รับฟังจะถูกนำไปดำเนินการจริงมากน้อยเพียงใด ทั้งการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน การลดต้นทุนผู้ประกอบการ การเพิ่มความคล่องตัวของการค้าชายแดน การรับมือภัยพิบัติ และการสร้างรายได้ให้ประชาชน เพราะหัวใจของ ครม.สัญจรไม่ควรอยู่ที่จำนวนโครงการหรือวงเงินที่ประกาศ แต่อยู่ที่ความสามารถในการเปลี่ยนเสียงสะท้อนจากพื้นที่ให้กลายเป็นนโยบายและผลลัพธ์ที่จับต้องได้
“จุดเด่นที่เห็นจากรัฐบาลชุดนี้คือความพยายามเดินหน้าเศรษฐกิจควบคู่กับการรับฟังประชาชน ไม่จำเป็นต้องยึดติดว่าทุกโครงการที่เคยวางไว้ต้องเดินหน้าต่อทั้งหมด หากเรื่องใดสร้างแรงเสียดทานหรือไม่สอดคล้องกับพื้นที่ก็พร้อมปรับ แต่สิ่งที่จำเป็นต่ออนาคตของภาคใต้ ทั้งรถไฟทางคู่ โครงสร้างพื้นฐาน การค้าชายแดน และแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวก็ยังต้องเดินหน้า การพัฒนาที่ดีจึงไม่ใช่การเดินหน้าให้เร็วที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินไปในทิศทางที่ประชาชนสามารถเดินไปด้วยกันได้”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1680391&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-K7GhozEX6C4z5dQ6AbyS
