
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี แสดงวิสัยทัศน์บนเวทีเสวนา “THAIRATH FORUM 2026 : THAILAND IN THE NEW GLOBAL ORDER” จัดโดยไทยรัฐกรุ๊ป เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยเสนอแนวทางปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกและสร้างโอกาสการเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนในระยะยาว
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤตการณ์เรื้อรัง ซึ่งมีแนวโน้มกลายเป็นความปกติใหม่ (New Normal) โดยสถานการณ์โลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะ “ไร้สงครามขนาดใหญ่ แต่ไร้ซึ่งสันติภาพ” แม้ความขัดแย้งทางอุตสาหกรรมหรือทางอาวุธบางส่วนจะยุติลง แต่ผลกระทบเชิงโครงสร้างยังคงดำเนินต่อเนื่องไปอีกหลายปี
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ระเบียบโลกเปลี่ยนผ่านจากแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำสุด หรือ Efficiency First / Just-In-Time ไปสู่แนวคิด Security First / Just-In-Case ที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความสามารถในการรองรับความเสี่ยงมากขึ้น
“ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ต้นทุนของการขาดแคลนสินค้าและวัตถุดิบสูงกว่าต้นทุนการจัดเก็บ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ อาหาร และพลังงานกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ผู้นำองค์กรและรัฐบาลทั่วโลกจึงต้องเปลี่ยน Mindset ไปสู่ Diversified Globalization หรือการกระจายความเสี่ยง เพื่อเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience)” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ กล่าว
สำหรับประเทศไทย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสนอให้ไทยกำหนดจุดยืนใหม่เป็น “ศูนย์กลางภูมิภาคที่มีความยืดหยุ่น” (Resilient Regional Hub) โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของไทยในฐานะประเทศที่ได้รับความไว้วางใจจากหลายฝ่าย หรือ Trust Connector และสามารถทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมประสาน หรือ Bridge Builder กับประเทศต่าง ๆ ทั้งสหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป รัสเซีย และประเทศในอาเซียน
ทั้งนี้ การสร้างความสามารถในการแข่งขันของไทยจำเป็นต้องมุ่งเน้นการผลิตสินค้าและการให้บริการด้วยต้นทุนที่ยอมรับได้ (Acceptable Cost) ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสนอ 7 ข้อคิดสำหรับผู้นำ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก ประกอบด้วย
- Identify Dependenceสำรวจและประเมินการพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่มากเกินไป เพื่อให้สามารถระบุจุดเปราะบางของประเทศและองค์กรได้อย่างชัดเจน
- Diversifyกระจายความเสี่ยงในทุกมิติ ทั้งห่วงโซ่อุปทาน แหล่งวัตถุดิบ ตลอดจนตลาด เพื่อไม่ให้เกิดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป
- Strategic Reservesจัดเตรียมสำรองปัจจัยการผลิตและทรัพยากรที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เพื่อรองรับความผันผวนและเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
- Committed to Transitionมุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรและประเทศเข้าสู่บริบทของโลกใหม่ โดยไม่ชะลอการปรับตัว
- Strengthen Regional Cooperationเสริมสร้างความเข้มแข็งของความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจ
- Preserve Opennessรักษาการเปิดประเทศและการเชื่อมโยงกับประชาคมโลก ภายใต้แนวคิด Secure & Open เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงกับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ
- Leadership for Change and Reformผู้นำต้องเร่งรัดการปฏิรูปและสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศและองค์กรสามารถรับมือกับบริบทใหม่ได้ทันการณ์
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ ยังเตือนถึงความเสี่ยงจากภาวะ Complacency หรือความชะล่าใจ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศัตรูสำคัญของความสำเร็จ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความพร้อมและมองหาโอกาสใหม่แทนที่จะรอให้วิกฤตเกิดขึ้นก่อนจึงค่อยปรับตัว
ในส่วนของ โอกาสใหม่หรือเครื่องยนต์การเติบโต (New Growth Engines) ของเศรษฐกิจไทย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ มองว่ามีหลายภาคส่วนที่สามารถต่อยอดศักยภาพของประเทศได้ โดยเฉพาะ Longevity & Care Economy ซึ่งเป็นการนำจุดแข็งด้าน Wellness และ Care มาพัฒนาต่อยอด เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยในระดับสากล และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากการดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิต
ขณะเดียวกัน ไทยควรเร่งการลงทุนใน Green Transition & Infrastructure โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม รวมถึงพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน หรือ Financing of Transition ให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งโอกาสสำคัญคือ New Thinking on Tourism ซึ่งจำเป็นต้องปรับรูปแบบการท่องเที่ยวของไทยให้ตอบโจทย์ความปลอดภัยในมิติที่ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งภัยพิบัติ อาชญากรรม และความเสี่ยงจากสแกมเมอร์ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในเมืองรอง เพื่อกระจายประโยชน์จากการท่องเที่ยวออกไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ
นอกจากนี้ ไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ Human Capital Transformation ผ่านการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการและสหวิทยาการ (Interdisciplinary) เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ หรือ New Breed of Human Resources ที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีและ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีทักษะสอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรมของประเทศ
ทั้งนี้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ มองว่าโจทย์สำคัญของไทยไม่ใช่เพียงการรักษาความสามารถในการแข่งขัน แต่ต้องสร้าง Resilience ให้ประเทศสามารถรับมือกับความเสี่ยง กระจายการพึ่งพา รักษาความเปิดกว้าง และใช้จุดแข็งด้านการเป็นผู้เชื่อมประสานระหว่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนของโลกให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/859193&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A1t3Kanchy2qFpdNsHMV8
