เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง หลังธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงาน Commodity Markets Outlook เดือนตุลาคม 2569 คาดการณ์ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อนหน้า นับเป็นการกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากราคาสินค้ากลุ่มดังกล่าวปรับลดลงต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสำคัญจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปัญหาการขนส่งสินค้า และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร
รายงานของธนาคารโลกระบุว่า ราคาพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 32% ในปี 2569 โดยราคาน้ำมันดิบ Brent คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ที่ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2568 ก่อนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2570 สาเหตุสำคัญมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตและปริมาณน้ำมันสำรองทั่วโลก รวมถึงความเสี่ยงด้านการขนส่งผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์ทางพลังงาน
ขณะที่ราคาสินค้าอาหาร คาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้นอีก 7% ในปี 2570 หรือเพิ่มขึ้นสะสมประมาณ 18% ในช่วง 2 ปี โดยมีปัจจัยจากการขนส่งธัญพืชที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรในหลายพื้นที่ของโลก เมื่อประกอบกับต้นทุนพลังงานและปุ๋ยที่สูงขึ้น ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อราคาอาหารในตลาดโลก
ส่วนราคาปุ๋ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 14% ในปีนี้ ขณะที่ราคาโลหะอุตสาหกรรมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 25% และมีโอกาสทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะอะลูมิเนียม ทองแดง และดีบุก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า และธุรกิจ Data Center ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาโลหะมีค่ายังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 40% จากความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตลาดพลังงาน แต่กำลังขยายไปยังสินค้าเกษตร วัตถุดิบอุตสาหกรรม และสินค้าอาหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก แต่ยังมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่งและอุตสาหกรรม หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ย่อมเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ ทั้งค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และต้นทุนการผลิตสินค้า ซึ่งอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในประเทศ
ขณะที่ภาคเกษตรยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่สูงขึ้น หากราคาปุ๋ยในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เกษตรกรอาจต้องแบกรับต้นทุนการเพาะปลูกมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอำนาจต่อรองด้านราคาผลผลิตต่ำ ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาโลหะและวัตถุดิบนำเข้า เช่น ก่อสร้าง ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ก็อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นเช่นกัน
ทั้งนี้ สัญญาณแรงกดดันด้านราคาสินค้าในประเทศไทยเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว โดยข้อมูลสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้น 2.82% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 10.5% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่เกิดขึ้นในภาคการผลิต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานว่าการปรับขึ้นของสินค้าโภคภัณฑ์รอบใหม่นี้ส่งผลต่อราคาสินค้าไทยทั้งหมดแล้ว แต่เป็นข้อมูลที่สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน
สิ่งที่น่าจับตาคือ หากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอาจต้องเลือกระหว่างการแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษาฐานลูกค้า หรือทยอยปรับราคาสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะธุรกิจ SME ที่มีเงินทุนหมุนเวียนจำกัดและอาจไม่สามารถรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้เป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกประเมินว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมมีโอกาสปรับลดลงประมาณ 7% ในปี 2570 หากสถานการณ์ความขัดแย้งไม่ขยายวงกว้างและไม่มีปัจจัยกระทบด้านอุปทานเพิ่มเติม แต่ยังเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจทำให้ราคาสูงกว่าคาด ทั้งการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย และปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้
โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่เพียงการติดตามว่าราคาน้ำมันหรือวัตถุดิบชนิดใดจะปรับตัวสูงขึ้น แต่คือการเตรียมรับมือกับต้นทุนที่อาจส่งผ่านไปยังทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต เกษตรกร ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้บริโภค เพราะหากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ผลกระทบที่ตามมาอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ต้นทุนธุรกิจ แต่ยังอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนในระยะต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-commodity&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DI8qHF_fOm3YHtnIPaiAQ

