
ผมได้รับคําถามจากแฟนคอลัมน์ ‘เขียนให้คิด’ และสื่อมวลชนมากว่า ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร หลังมีข่าววิกฤิตค่าเงินที่อินโดนีเซียที่เกิดเงินทุนไหลออกรุนแรงและเงินรูเปียอ่อนค่ามากสุดในภูมิภาค ผู้ถามส่วนใหญ่ต้องการรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นที่อินโดนีเซีย และโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะเป็นแบบอินโดนีเซียในช่วงครึ่งหลังของปีมีหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ดี วันนี้จึงอยากตอบคำถามโดยใช้คอลัมน์นี้ และนี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้
วิกฤติที่กําลังเกิดขึ้นที่อินโดนีเซียเป็นกรณีคลาสสิกของเศรษฐกิจ ที่นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นต่อการทํานโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ตลาดการเงินมองว่าไร้ทิศทาง ขาดวินัยการเงินการคลัง และเป็นลักษณะประชานิยม เป็นความรู้สึกที่สะสมมาตั้งแต่ปีที่แล้ว พอเจอวิกฤติราคาพลังงานปีนี้ที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอ อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ดุลการค้าขาดดุลมาก และรัฐบาลเข้าอุดหนุนราคานํ้ามันในประเทศ ความอ่อนแอของเศรษฐกิจและการทำนโยบายก็ปรากฏชัดเจน สองเรื่องนี้เป็นแรงส่งให้นักลงทุนเร่งถอนการลงทุนออกจากอินโดนีเซีย เกิดเงินทุนไหลออก และเงินรูเปียอ่อนค่าตํ่ากว่าระดับที่เคยมี แม้ทางการจะเข้าแทรกแซงเพื่อพยุงการอ่อนค่า ล่าสุดเงินรูเปียอินโดนีเซียอ่อนค่าไปแล้วกว่า 8 เปอร์เซ็นต์ ตลาดหุ้นลดลงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นอินโดนีเซียลดเหลือ 12.6 เปอร์เซนต์ จาก 40 เปอร์เซนต์ช่วงก่อนเกิดวิกฤติ
ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนตั้งเค้ามาตั้งแต่ปี 2023 เมื่อรัฐบาลออกกฏหมายพัฒนาตลาดการเงิน (P2SK Law) ที่ขยายพันธกิจของธนาคารกลางให้รวมการเติบโตของเศรษฐกิจและการจ้างงานนอกเหนือเป้าหมายด้านเสถียรภาพ ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการก้าวก่ายความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และหลังประธานาธิบดี Prabowo เข้ารับตำแหน่งปลายปี 2024 การใช้จ่ายของรัฐบาลด้านสังคมก็ขยายตัวสูงตามนโยบายหาเสียงของรัฐบาล เช่น โครงการอาหารกลางวันฟรีสำหรับเด็กและแม่ลูกอ่อนทั่วประเทศที่ต้องใช้เงินกว่า 130,000 ล้านบาทต่อปี ทำให้ดุลการคลังขาดดุลเพิ่มเป็นร้อยละ 2.9 ของจีดีพี ใกล้เพดานขาดดุลร้อยละ 3.0 ของจีดีพีตามกฏหมาย นอกจากนี้ มีกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการปั่นหุ้น และการขาดธรรมาภิบาลในตลาดหลักทรัพย์อินโดเซียหลายกรณีที่หน่วยงานกํากับดูแลละเลย จนดัชนี MSCI ส่งสัญญาณว่าอาจถอนหุ้นอินโดนีเซียออกจากดัชนี MSCI นำไปสู่การเทขายหุ้นอินโดนีเซียโดยนักลงทุนต่างชาติจนผู้บริหารหน่วยงานกํากับดูแลต้องลาออก ตามด้วยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจอินโดนีเซียเป็นลบ
อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ต้องพึ่งการนําเข้าน้ำมัน วิกฤติพลังงานจึงกดดันเศรษฐกิจอินโดนีเซียมาก ทั้งการขยายตัวและเงินเฟ้อ รัฐบาลจึงพยุงราคาน้ำมันในประเทศเพื่อปกป้องผู้บริโภค ทำให้ดุลการคลังขาดดุลเพิ่มขึ้นและอาจทะลุเพดานขาดดุลที่ร้อยละ 3 ของจีดีพีตามกฏหมาย ขณะที่ดุลการค้าก็ขาดดุลมาก ความอ่อนแอด้านเสถียรภาพทำให้นักลงทุนเร่งถอนการลงทุน ขณะที่รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาโดยแทรกเเซงค่าเงิน ออกมาตรการรวมศูนย์รายได้จากการส่งออกและควบคุมเงินทุนไหลออก แต่ยิ่งแก้เหมือนยิ่งยุ่ง เพราะเน้นที่จะควบคุมมากกว่าใช้กลไกราคา การไหลออกของเงินทุนต่างประเทศและการอ่อนค่าของเงินรูเปียจึงมีต่อเนื่อง
เหตุการณ์ในอินโดนีเซียชี้ชัดว่าเศรษฐกิจที่เข้มแข็งอาจตกเหวได้ ถ้าการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาด เพราะนักลงทุนสามารถเข้าออกตลาดการเงินได้เร็ว คือเพิ่มหรือถอนการลงทุนได้ทันที ถ้ามีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจหรือขาดความเชื่อมั่น ความเชื่อมั่นก็มาจากความไว้วางใจที่นักลงทุนมีต่อการทำนโยบายของรัฐบาล ซึ่งกรณีอินโดนีเซีย นักลงทุนอยากเห็นนโยบายเศรษฐกิจที่มีทิศทางชัดเจน มีวินัย มุ่งแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ประชานิยม และจริงจังเรื่องธรรมาภิบาล แต่เมื่อไม่ใช่ เงินทุนก็พร้อมที่จะไหลออก
สําหรับวิกฤติอินโดนีเซียคาดว่าคงจบที่อินโดนีเซีย ไม่ลามหรือบานปลายไปประเทศอื่นเหมือนวิกฤติเศรษฐกิจเอเซียปี 2540 เพราะนักลงทุนแยกแยะได้ว่าประเทศไหนเป็นอย่างไร กรณีอินโดนีเซียชี้ชัดว่านักลงทุนมองเศรษฐกิจเอเซียว่ามีศักยภาพที่จะเติบโต เงินลงทุนที่ถอนออกจากอินโดนีเซียจึงไม่ไปไหน วนเวียนอยู่ในเอเซียและตลาดหุ้นไทยก็ได้ประโยชน์ เห็นได้จากเงินทุนไหลเข้าช่วงสามอาทิตย์ที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้นไทยปรับดีขึ้น ค่าเงินบาทค่อนข้างนิ่ง แม้พื้นฐานเศรษฐกิจของเราจะอ่อนแอและยังไม่มีอะไรดีขึ้น
สําหรับเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจคงชะลอตามการถดถอยของเศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งปีหลังและอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ทําให้เสี่ยงที่จะเกิดปัญหา Stagflation คือ เศรษฐกิจชะลอพร้อมอัตราเงินเฟ้อที่สูง ซึ่งแก้ยากถ้าเกิดขึ้น การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยมาตรการกู้เงินของรัฐบาลจะทําให้การบริโภคกระเตื้องขึ้นในไตรมาส 2 และ 3 แต่อาจไม่แรงพอที่จะทดแทนการชะลอตัวที่มาจากปัจจัยลบอื่นๆ ตรงข้าม การกระตุ้นอาจทําให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศยิ่งเร่งตัวและปรับลงยาก ที่หวังคือ เงินกู้อีก 200,000 ล้านบาท ถ้านำมาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ เช่น ปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน หรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันนํ้าท่วม เศรษฐกิจก็จะได้การแก้ปัญหาที่เป็นกอบเป็นกํา แต่ถ้าใช้เงินแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เศรษฐกิจก็จะไม่ได้อะไร นอกจากภาระชําระหนี้ที่สูงขึ้นของคนรุ่นลูกหลาน ซึ่งเศร้าและน่าเสียดาย
ส่วนความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลังคงมีสามเรื่องที่ต้องจับตา หนึ่ง ความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ที่มาจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอ ความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางและราคานํ้ามัน และนโยบายภาษีร้อยละ 12.5 ของทรัมป็ที่จะกระทบการส่งออก กดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
สอง ความเสื่อมถอยด้านเสถียรภาพจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลการคลังที่จะสูงขึ้น รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เซาะกร่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะงบประมาณปี 2570 ว่ารัฐบาลจะรักษาวินัยการคลังหรือไม่ ปรับขึ้นเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่ และปรับไปสู่การใช้เงินที่มีประสิทธิภาพหรือไม่เพื่อแก้ปัญหาเช่น ปฏิรูปเศรษฐกิจ นี่คือสิ่งที่นักลงทุนรออยู่ ซึ่งถ้าดูแล้วไม่มีอะไรใหม่ หรือไม่มีเหตุผล ก็เสี่ยงที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออาจเตือนหรือปรับลดแนวโน้มเศรษฐกิจ
สาม ความเสี่ยงด้านนโยบาย หรือ Policy Error ที่รัฐบาลออกนโยบายที่ผิดพลาด ที่ไม่ควรทำ เพียงเพื่อใช้อำนาจให้ได้ในสิ่งที่ต้องการแม้ไม่ถูกต้อง ทําลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจไทยเหมือนที่เกิดขึ้นที่อินโดนีเซีย เช่น ใช้เงินกู้ที่เหลือ 200,000 ล้านบาท แบบเบี้ยหัวแตก ไม่มีเหตุผล ผิดประเภท เสี่ยงผิดกฏหมาย ทําให้ประเทศเสียโอกาสและทิศทางนโยบายของประเทศไม่ชัดเจน ประเด็นนี้นักลงทุนห่วงมาก เพราะอํานาจทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบันมีมาก ยากที่จะทัดทาน จึงล่อแหลมที่จะเกิดการใช้อํานาจอย่างผิดๆ เพราะไม่มีพลังในสังคมที่จะค้านหรือตรวจสอบ
นี่คือคําตอบของผม
เขียนให้คิด
ดร. บัณฑิต นิจถาวร
ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/1014915/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sZP4OHJuN9lwYZUrAdH9u

