บาทเปิด 33.30 แข็งค่าเล็กน้อย จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐชี้ทิศทางเฟด

บาทเปิด-33.30-แข็งค่าเล็กน้อย-จับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐชี้ทิศทางเฟด

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ที่ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าเล็กน้อย หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าจากการลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐและสถานการณ์ตะวันออกกลาง 

 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 33.33 บาทต่อดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 33.27-33.36 บาทต่อดอลลาร์ในลักษณะ Sideways Down

เงินบาทได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังนักลงทุนปรับลดความคาดหวังต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินสหรัฐกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ส่งผลให้ความต้องการถือครองเงินดอลลาร์ลดลง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำที่รีบาวด์กลับขึ้นเหนือ 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการแข็งค่าของเงินบาท

ด้านตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนี S&P 500 ปรับเพิ่ม 0.72% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.12% นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบจากแรงขายหุ้นกลุ่ม Defensive แม้หุ้นกลุ่มการเงินและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังปรับตัวได้ดี

สำหรับตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวในกรอบ 4.45-4.50% สะท้อนว่าตลาดยังรอข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญเพื่อประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของ FED โดยยังคงแนะนำทยอยลงทุนในพันธบัตรระยะยาวเมื่อบอนด์ยีลด์ปรับขึ้นเหนือ 4.50%

ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า นักลงทุนจะติดตามถ้อยแถลงและรายงานการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) รวมถึงตัวเลขจ้างงานภาคเอกชน ADP, ประมาณการ GDPNow ของ Atlanta FED และผลสำรวจคาดการณ์เงินเฟ้อของ NY FED ตลอดจนพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินโลก

ทั้งนี้ Krungthai GLOBAL MARKETS มองว่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 33.20-33.45 บาทต่อดอลลาร์ แม้ภาพรวมระยะกลางยังคงให้น้ำหนักว่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าหรือแกว่งตัว จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ที่ทำให้ตลาดปรับลดมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของ FED อย่างชัดเจน

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/44422&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqRpGiDnloi15_krjDJvV