การประกาศรายงานนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ฉบับล่าสุดประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญทางเศรษฐกิจสะท้อนถึงการปรับตัวของประเทศไทย ในเวทีการค้าระดับโลก แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงมีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีประเทศ ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (Monitoring List) แต่นัยสำคัญทางเศรษฐกิจกลับส่งสัญญาณเชิงบวก มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้

ย้อนกลับไปการประเมินรอบก่อนหน้านี้ ไทยเข้าข่ายตามเกณฑ์ของสหรัฐฯ ถึง 2 ใน 3 ข้อ ได้แก่ การเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูง และการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินขอบเขต 3% ของ GDP แต่รายงานฉบับล่าสุด สถิติเศรษฐกิจของไทยกลับปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยไทยหลุดจากเกณฑ์ดุลบัญชีเดินสะพัด หลังสัดส่วนลดลงมาอยู่ที่ 2.8% ของ GDP ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน

สาเหตุหลักที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถหลุดออกจาก Monitoring List ได้โดยสมบูรณ์รอบนี้ คือ ยอดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นแตะระดับ 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าโครงสร้างการส่งออกของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งและได้อานิสงส์จากการห่วงโซ่อุปทานใหม่ แต่ขณะเดียวกันกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ฝ่ายกำหนดนโยบายของสหรัฐฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ในส่วนการแทรกแซงค่าเงินรายงานยืนยันชัดเจนว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้มีพฤติกรรมบิดเบือน ค่าเงินการเข้าซื้อเงินตราต่างประเทศสุทธิไทย คิดเป็นเพียง 1.8% ของ GDP ที่ยังอยู่ภายใต้เกณฑ์กำหนด อีกทั้งกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยอมรับว่า การดำเนินงานของธปท. มีเป้าหมายเพื่อ ลดความผันผวนและรักษาเสถียรภาพ” มากกว่าการพยายามสร้างความได้เปรียบทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม

จุดเปลี่ยนที่น่าสนใจที่สุดในรายงานรอบนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขการประเมิน 3 เกณฑ์หลักเท่านั้น แต่เป็น “ขอบเขตการติดตาม” ที่สหรัฐฯ ขยายไปสู่เครื่องมือบริหารจัดการเงินทุนเคลื่อนย้ายเชิงลึกสหรัฐฯ เริ่มให้ความสนใจกับกลไกตลาดการเงิน เช่น การทำธุรกรรม FX Swap, Forward และมาตรการดูดซับสภาพคล่อง รวมถึงกฎเกณฑ์กำกับดูแลการนำเงินตราต่างประเทศกลับเข้าประเทศ และมาตรการชะลอความผันผวนในตลาดทองคำ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่า หากไทยยังรักษาระดับดุลบัญชีเดินสะพัดให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ได้ต่อเนื่อง ไทยจะมีโอกาสสูงมากที่จะหลุดออกจากบัญชี Monitoring List ในการประเมินรอบถัดไป ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้อย่างมหาศาล

โจทย์ใหญ่ของไทยระยะข้างหน้าจะไม่ใช่เพียงแค่การทำตัวเลขให้อยู่ภายใต้เกณฑ์ประเมินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความโปร่งใส (Transparency) ในการสื่อสารนโยบายการเงินและการใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่ชัดเจน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากการถูกเพ่งเล็งในระยะยาว

จากรายงานฉบับบดังกล่าว ถือเป็นทั้ง “ข่าวดี” และ “คำเตือน” ไปพร้อกัน.! “ข่าวดี” คือพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยเริ่มกลับเข้าสู่จุดสมดุลมากขึ้น ส่วน “คำเตือน” คือโลกการเงินยุคใหม่ กำลังเฝ้ามองทุกเครื่องมือเชิงนโยบายอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา…!!