ธปท. เสนอ 2 แนวทางหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีสานใต้คือ การปรับเปลี่ยนสู่ “เกษตรประณีต” เพื่อเพิ่มผลผลิต และรายได้ และการส่งเสริม “บริการที่รุ่ง” โดยเฉพาะด้านสุขภาพ
- ธปท. เสนอ 2 แนวทางหลักในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอีสานใต้คือ การปรับเปลี่ยนสู่ “เกษตรประณีต” เพื่อเพิ่มผลผลิต และรายได้ และการส่งเสริม “บริการที่รุ่ง” โดยเฉพาะด้านสุขภาพ
- “เกษตรประณีต” เป็นแรงส่งจากภายในที่มุ่งปรับเปลี่ยนแนวคิดเกษตรกรให้เน้นการเพิ่มผลิตภาพ และลดต้นทุน ซึ่งสามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างมีนัยสำคัญ
- “บริการสุขภาพ” และการท่องเที่ยวเป็นแรงส่งจากภายนอกเพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงนอกพื้นที่ โดยอาศัยจุดแข็งด้านบริการที่เข้าถึงใจ (Heart Touch) ซึ่ง AI ไม่สามารถทดแทนได้
ดร.ทรงธรรม ปิ่นโต ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวในงานสัมมนา Local First, Future Ready โอกาสท้องถิ่น : ISAN LANDING จัดโดย “กรุงเทพธุรกิจ” หัวข้อโอกาส และความท้าทายของเศรษฐกิจอีสานใต้ ว่า ภาคอีสานกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมเริ่มถึงทางตัน โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมที่เกษตรกรกว่า 97% ปลูกเพียงข้าว และมันสำปะหลัง แต่กลับมีผลิตภาพต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ และคู่แข่ง ส่งผลให้รายได้เกษตรกรอยู่ในระดับต่ำมาอย่างยาวนาน ขณะที่ราคาข้าวในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเพียง 5% แต่ค่าครองชีพกลับพุ่งสูงถึง 18% นำมาซึ่งปัญหาหนี้สินเรื้อรังจากรุ่นสู่รุ่น
และยังเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรมในอีสานที่ปัจจุบันไม่ได้เป็นแหล่งดูดซับแรงงานเหมือนในอดีต เนื่องจากความได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกเริ่มหมดไป และโรงงานใหม่มีการจ้างงานลดลง หลังวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงหลังโควิด-19 ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงจุดสิ้นสุดของโมเดลการพัฒนาแบบเดิม เมื่อตัวเลขทุนจดทะเบียนเฉลี่ยต่อปีปรับลดลงถึง 41% และความสามารถในการสร้างงานหดตัวลงอย่างน่าตกใจ โดยพบว่าเงินลงทุนที่เท่ากันกลับมีการจ้างงานลดลงถึง 20%
ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานราคาถูกที่เคยดึงดูดอุตสาหกรรมในอดีตนั้นสูญสิ้นไปแล้ว นำมาสู่บทสรุปสำคัญที่สั่นคลอนวิถีชีวิตของคนอีสานใน 2 ประเด็นหลัก คือ ประการแรก “เกษตรอย่างเดิมอยู่ไม่ได้” เนื่องจากผลิตภาพที่ต่ำ และต้นทุนที่สูงเกินกว่าจะเลี้ยงชีพได้ในสภาวะปัจจุบัน
และประการที่ 2 “ภาคการผลิต และโรงงานไม่สามารถดูดซับแรงงานได้อีกต่อไป” ซึ่งหมายความว่าภาคอุตสาหกรรมไม่ใช่แหล่งพักพิงที่มั่นคง สำหรับแรงงานคืนถิ่นหรือนักศึกษาจบใหม่ที่เพิ่มขึ้นในทุกปีอีกแล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤติกลับเห็นสัญญาณเชิงบวก ดร.ทรงธรรม ชี้ให้เห็นว่า จากปรากฏการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลให้แรงงานคืนถิ่นกลับอีสานกว่า 400,000 คน แม้ปัจจุบันประเทศจะเปิดแล้ว แต่มีเพียง 80,000 คนที่กลับเข้าสู่ส่วนกลาง อีก 320,000 คนยังคงอยู่ในภูมิภาคเพื่อเริ่มต้นสร้างอาชีพใหม่ในภาคบริการ และเกษตรสมัยใหม่ เช่น เกษตรสมัยใหม่ ธุรกิจดิจิทัล และบริการออนไลน์ ซึ่งคนกลุ่มนี้คือ พลังสำคัญในการปรับตัวเข้าสู่สภาวะใหม่
3 โอกาส เศรษฐกิจอีสานใต้
ดร.ทรงธรรม กล่าวถึง 3 โอกาสสำคัญ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอีสานใต้ให้เติบโตในทศวรรษใหม่ คือ 1.ปรับตัวต่อยอดฐานผลิตอาหาร เริ่มจากการเพิ่มผลิตภาพในการเกษตร ซึ่งเป็นฐานชีวิตของคนส่วนใหญ่ 2. จุดแข็งเชิงพื้นที่ดึงกิจกรรมเศรษฐกิจใหม่ ความปลอดภัยสูง เสี่ยงภัยธรรมชาติต่ำ เป็นข้อได้เปรียบ และ 3. ขยายบริการที่รุ่ง มีที่ตั้งยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม ประตูดึงดูดผู้มีกำลังซื้อสูง จากนอกภาคเข้าสู่อีสาน
แรงส่งขับเคลื่อนอนาคต “เกษตรประณีต-บริการที่รุ่ง”
ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพลิกฟื้นอีสาน สู่อนาคต “Future Ready” ดร. ทรงธรรม เน้นย้ำว่าต้องขับเคลื่อนผ่าน 2 แรงส่งหลัก ได้แก่ 1. แรงส่งจากภายใน มุ่งเน้นการปรับตัวของเกษตรกรซึ่งเป็นประชากรถึง 50% ของภูมิภาค โดยหัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่คือการปรับ “Mindset” สู่การทำ “เกษตรเชิงประณีต”
ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือการทำนาด้วยระบบ “นาหยอด” ที่ช่วยลดต้นทุนได้ 30% แต่เพิ่มผลผลิตได้ถึง 1 เท่าตัว รวมถึงการทำมันสำปะหลังประณีตที่ยกระดับผลผลิตจาก 3 ตัน เป็น 7 ตันต่อไร่ ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้ ไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูง แต่พึ่งพาหัวใจสำคัญคือ Mindset
2. แรงส่งจากภายนอก การเปิดประตูรับกลุ่มกำลังซื้อสูงจากนอกภูมิภาคผ่าน “บริการที่รุ่ง” ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร และบริการด้านสุขภาพ
ข้อมูลระบุว่า รายจ่ายในธุรกิจเหล่านี้กว่า 22% มาจากคนนอกพื้นที่ และในพื้นที่อย่างบุรีรัมย์ สัดส่วนนี้สูงถึง 44% สะท้อนว่าอีสานมีความสามารถในการดึงเม็ดเงินจากกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาในพื้นที่ได้จริง ขณะที่ธุรกิจสุขภาพในอีสานเติบโตขึ้นถึง 3 เท่าตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สอดรับกับเทรนด์สังคมสูงวัยของโลก
“Heart Touch” จุดแข็งที่ AI แย่งงานไม่ได้
ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาท ดร. ทรงธรรม เชื่อมั่นว่า ธุรกิจบริการในอีสานมีข้อได้เปรียบที่ยากจะหาใครเลียนแบบได้ นั่นคือ “มิตรภาพและความไว้ใจ” หรือที่เรียกว่า Heart Touch
ความสามารถของ AI ที่จะมาทดแทนเรื่องความเป็นมนุษย์ สำหรับงานบริการแล้ว ส่วนตัวเชื่อว่ามันจะกระทบน้อยที่สุด ด้วยลักษณะนิสัยของคนอีสานที่ “มักม่วน” อดทน และมีมิตรภาพสูง ทำให้บริการด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวที่เน้นความสัมพันธ์แบบ “ใจถึงใจ” (Heart to Heart) กลายเป็นอาวุธลับสำคัญในการแข่งขัน
“AI ไม่สามารถทำแทนได้ เพราะแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงใด แต่มนุษย์ยังคงต้องการการดูแล การพูดคุย และการท่องเที่ยวที่สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณและความเป็นมนุษย์”
อีกทั้ง ภาคอีสานใต้ มีจุดแข็งในเชิงพื้นที่คือ มีโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม สามารถเดินหน้าต่อไปได้ที่ชัดเจนที่สุด คือ M6 รถไฟความเร็วสูง สนามบิน สะพานมิตรภาพที่กำลังจะสร้าง และทยอยเสร็จไปในระยะใกล้ ๆ นี้ นอกจากนั้น ศูนย์ประชุม สนามกีฬา หลายอย่างก็อยู่ในอีสานใต้ช่วยส่งเสริมกันไป
และที่สำคัญ เป็นภูมิภาคที่ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวที่น้อยที่สุดในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี โดยมีอากาศที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดที่สำคัญสำหรับธุรกิจบริการที่รุ่ง (Rising Services) เช่น บริการด้านสุขภาพ และการท่องเที่ยว
ดังนั้น การจะเปลี่ยนให้อีสานใต้ เป็นภูมิภาคที่พร้อมสำหรับอนาคต ดร.ทรงธรรม ย้ำว่า กุญแจสำคัญที่นำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนในทศวรรษใหม่ต้องเริ่มจากการทำให้ฐานรากแข็งแกร่งด้วยเกษตรมูลค่าสูง และใช้จุดแข็งด้านจิตวิญญาณบริการดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก เพื่อให้ Local First นำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1250342&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cM3VPleSjrV4hmYahxQUP
