ดุลบัญชีเดินสะพัด จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย?

ดุลบัญชีเดินสะพัด-จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย?

เศรษฐกิจไทยใกล้ถึงจุดเปลี่ยนที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หลังตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย “ขาดดุล” ต่อเนื่อง แถมยังทำสถิติใหม่แบบที่ควรต้องกังวล

โดยเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดไทยเดือนเม.ย.2569 พบว่า ขาดดุลสูงถึง 7.6 พันล้านดอลลาร์ ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์

เรื่องนี้ “ชญาวดี ชัยอนันต์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธปท. ระบุว่า การขาดดุลดังกล่าวเป็นเพียง “การขาดดุลชั่วคราว” ซึ่งยังไม่ได้เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องกังวล โดยสาเหตุการขาดดุลหลักมาจาก “ราคาสินค้านำเข้า” ที่สูงขึ้นโดยเฉพาะ “น้ำมัน” ที่ขยับแรงหลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่รายได้การท่องเที่ยวลดลง ซึ่งก็เป็นผลจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเช่นกัน …เธอบอกด้วยว่า ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดยังไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ตราบใดที่ยังไม่ได้กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

อย่างไรก็ตาม ในมุมของ “พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มการเงินเกียรตินาคินภัทร กลับมองว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่ติดลบต่อเนื่องอาจเป็นตัวสะท้อนว่า เศรษฐกิจไทย “ไม่ได้แข็งแรง” เหมือนเดิม ซึ่งถ้าย้อนไปหลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นเหมือน “เกราะทองคำ” คอยปกป้องประเทศ พูดง่ายๆ คือ มีเงินไหลเข้าไทยจากการส่งออกสินค้าและบริการมากกว่าการไหลออก 

ในมุมมองของ “พิพัฒน์” ไส้ในของการขาดดุลนี้สะท้อนความเปราะบางผ่าน “มหันตภัยเงียบ” อย่างการขาดดุลดิจิทัล (Digital Deficit) จากการจ่ายค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติที่เงินไหลออกทุกวินาที และมีแต่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน การลงทุนระลอกใหม่อย่าง Data Center แม้จะดูมีความหวัง แต่ในทางบัญชีกลับสร้างแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากมีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์สูงถึง 80-90% อีกทั้งยังมีตัวคูณทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรมการผลิตเดิมอย่างโรงงานรถยนต์ เพราะมีการจ้างงานน้อยกว่าและมูลค่าเพิ่มบางส่วนอาจไม่ได้ถูกบันทึกเป็นรายได้ในประเทศอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือความเสี่ยงในการเผชิญภาวะ “ขาดดุลแฝด” (Dual Deficit) หรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดควบคู่ไปกับการขาดดุลการคลังจากการทำงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง “พิพัฒน์” ชี้ให้เห็นว่า สภาวะนี้ในสายตานักลงทุน คือสัญญาณอันตรายที่สะท้อนว่า “ข้างในก็ถังแตก (รัฐบาลเงินไม่พอ) ข้างนอกก็หาเงินเข้าบ้านไม่ได้” ซึ่งจะพลิกมุมมองต่อประเทศไทยจากที่เคยมีพื้นฐานแข็งแกร่ง กลายเป็นประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีความเสี่ยงสูง นำไปสู่แนวโน้มเงินทุนไหลออกง่ายขึ้นและทำให้เงินบาทอ่อนค่าเชิงโครงสร้างพร้อมความผันผวนที่รุนแรง

อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่าการเปลี่ยนผ่านนี้อาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป โดยยกตัวอย่างญี่ปุ่นและมาเลเซียที่เคยผ่านจุดนี้มาแล้ว การที่เงินบาทอ่อนค่าอาจช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้เซกเตอร์อื่นได้บ้าง แต่สิ่งที่ต้องแลกมา คือ เสถียรภาพที่เราเคยมีมาตลอด ทั้งเงินเฟ้อต่ำและดอกเบี้ยต่ำ หากไทยกลายเป็นประเทศที่ขาดดุลต่อเนื่อง นโยบายการเงินและการคลังจะถูกจำกัดกรอบมากขึ้น ดอกเบี้ยอาจต้องอยู่ในระดับสูงเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจไทย!

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/1236749&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1chnF8x3jupUgvDdku0iS2