กนง.ชี้เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง เล็งอุ้ม ‘เปราะบาง-เอสเอ็มอี’

กนง.ชี้เศรษฐกิจโตต่ำ-ไม่ทั่วถึง-เล็งอุ้ม-‘เปราะบาง-เอสเอ็มอี’

กนง.มีมติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% ชี้ “เศรษฐกิจไทย” ฟื้นต่ำ และไม่ทั่วถึง ลดดอกเบี้ยต่ออาจแต่ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เหตุการส่งผ่านนโยบายจ่อออกมาตรการ การเงินเฉพาะจุด “เติมเงิน-ลดต้นทุน-ลดความเสี่ยงเครดิต” เปิดทางสินเชื่อช่วยครัวเรือนรายได้น้อย และกลุ่มเอสเอ็มอี พร้อมปรับโครงสร้าง 3 ผู้บริหาร ธปท.

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 4 ปี 2569 มีมติเอกฉันท์ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.0% โดย กนง. ประเมินระดับดอกเบี้ยปัจจุบันมีความเหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจ แม้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับต่ำ และการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง

ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. และในฐานะเลขานุการ กนง.กล่าวว่า กนง.ยังมีการพูดถึงความเหมาะสมของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

แต่เห็นว่าการลดดอกเบี้ยสถานการณ์ปัจจุบันอาจ “ได้ไม่คุ้มเสีย” เนื่องจากการส่งผ่านนโยบายการเงินมีข้อจำกัด และปัญหาหลายด้านของเศรษฐกิจไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งไม่สามารถแก้ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเดียว

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 1% ถือว่าเข้าใกล้ขีดจำกัดของนโยบายการเงินแล้ว หากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จึงควรใช้มาตรการที่ตรงจุดมากขึ้น ทั้งมาตรการทางการเงินเฉพาะกลุ่ม และนโยบายการคลัง แต่หากในอนาคตเกิดภาวะวิกฤติรุนแรง กนง. ยังมีความสามารถที่จะลดดอกเบี้ยได้อีก แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การใช้มาตรการเฉพาะจุดจะมีความแม่นยำ และเห็นผลมากกว่า

ส่วนเหตุผลที่ กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้ดอกเบี้ยในต่างประเทศบางแห่งยังอยู่ในระดับสูงนั้น มองว่าปัจจุบันธนาคารกลางต่างประเทศเริ่มเห็นสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หลังความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อทั่วโลกลดลง ทำให้แรงดันด้านนี้ลดลง

  • จ่อออกมาตรการทางการเงินใหม่ พยุง ศก.- ลดต้นทุน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้นโยบายการเงินที่มีอย่างจำกัด การใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ในการช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุดมากกว่าการลดดอกเบี้ย

โดยปัจจุบัน ธปท.อยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการทางการเงินเฉพาะจุดออกมาเพิ่มเติมเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่ไปกับนโยบายการคลัง

โดยมาตรการที่อยู่ระหว่างการพิจารณาจะมุ่งเป้าไปที่ 2 กลุ่มสำคัญ ทั้งดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำซึ่งคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มด้อยลง และเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ

“มาตรการที่ออกมา จะพิจารณาถึงวิธีการที่จะช่วยให้กลุ่มที่ควรได้รับสินเชื่อแต่ปัจจุบันเข้าไม่ถึง สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ทั้งการเติมเงินเข้าสู่ระบบ และการลดต้นทุนทางการเงิน รวมถึงการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit risk) เพื่อให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น”

โดยมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเหล่านี้ เมื่อใช้ควบคู่กับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และนโยบายการคลังที่เน้นการปรับโครงสร้างจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้ทั่วถึงมากขึ้น
กนง.ห่วงคุณภาพสินเชื่อ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม กนง. ยังห่วงเรื่องด้านคุณภาพสินเชื่อ และหนี้เสีย (NPL) โดยภาวะการเงินของกลุ่มเอสเอ็มอี และครัวเรือนรายได้ต่ำยังคงตึงตัว และคุณภาพสินเชื่อมีแนวโน้มด้อยลง โดยจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าไม่เพียงแต่อยู่ในระดับที่สูงเท่านั้น แต่ยังมีทิศทางที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นอุปสรรคต่อการบริโภค เพราะเมื่อประชาชนมีภาระหนี้เยอะ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการรีบใช้หนี้ ทำให้ไม่มีเงินเหลือไปใช้จ่ายในภาคเศรษฐกิจ

“แม้ในภาพรวมสินเชื่อรวมจะขยายตัวได้ แต่ส่วนใหญ่เป็นการขยายตัวจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการ Working Capital เพื่อกักตุนสินค้า และวัตถุดิบช่วงวิกฤติพลังงาน ไม่ใช่เพียงการลงทุนใหม่อย่างเดียว ซึ่งระยะข้างหน้าการขยายตัวส่วนนี้อาจลดลงได้ และ กนง.ห่วงคนที่มีศักยภาพ และควรได้รับสินเชื่อแต่กลับไม่ได้รับ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทำให้ ธปท.พิจารณามาตรการเฉพาะจุด”

  • จับตาสงครามการค้า-Section 301

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะจากปัจจัยต่างประเทศยังเป็นหนึ่งในความเสี่ยง โดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐฯและมาตรการกีดกันทางการค้าที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย

หนึ่งในประเด็นที่ต้องจับตาคือมาตรการ Section 301 ของสหรัฐฯโดยเฉพาะประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินหรือ Excess Capacity ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนว่าไทยจะได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวในระดับใด

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ จีน และประเทศอื่นๆ ที่มีการใช้มาตรการภาษีตอบโต้กันเป็นระยะ รวมถึงนโยบายของสหรัฐฯที่เกี่ยวข้องกับประเทศซึ่งมีการค้ากับอิหร่าน ซึ่งหากเกิดการตอบโต้กลับจากจีน ก็อาจสร้างความไม่แน่นอนต่อบรรยากาศการค้าโลกและส่งผลต่อภาคธุรกิจไทยได้

อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือความผันผวนของตลาดการเงินโลก โดยความไม่มั่นใจต่อสถานะการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น

ขณะเดียวกันความไม่มั่นใจต่อเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทแข็งค่าในบางช่วง แต่ยังคงเคลื่อนไหวตามค่าเงินในภูมิภาค

“การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังสอดคล้องทิศทางสกุลเงินภูมิภาค และยังไม่เห็นผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวม”

  • ลงทุนสูง แต่จ้างงานต่ำ

สำหรับการลงทุน AI และ Data Center แม้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างการลงทุนใหม่ แต่เป็นธุรกิจใช้เงินทุนเข้มข้น (Capital Intensive) และใช้แรงงานน้อยลงเมื่อเทียบธุรกิจในอดีต เนื่องจากการจ้างงานใหม่จากธุรกิจที่เกี่ยวข้อง AI และเทคโนโลยีอาจไม่ชดเชยจำนวนแรงงานจากธุรกิจเดิมที่ปิดตัวได้ทั้งหมดทำให้ความมั่นคงการจ้างงานลดลง และระยะต่อไปอาจเห็นอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันการบริโภคภาคเอกชนยังเป็นอีกจุดที่ต้องติดตาม แม้ภาครัฐจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การบริโภคในไตรมาส 2 ยังต่ำกว่าที่ประเมินไว้ สะท้อนว่ากำลังซื้อที่แท้จริงของประชาชนยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

ส่วนเงินเฟ้อ แม้ปัจจุบันจะอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากราคาพลังงานที่ลดลง และการส่งผ่านต้นทุนที่น้อยกว่าคาด แต่กนง.ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด เนื่องจากในระยะต่อไปอาจมีแรงกดดันจากปรากฏการณ์เอลนีโญ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจผลักดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้สูงขึ้น

“แม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะลดลง แต่ กนง.ไม่ชะล่าใจและต้องติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจ เงินเฟ้อและความเสี่ยงจากต่างประเทศใกล้ชิด”

  • ปรับโครงสร้าง 3 ผู้บริหาร ธปท.

นายจิรานุวัฒน์ ธัญญะเจริญ เลขานุการ คณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการ เห็นชอบการโยกย้าย และเลื่อนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ภายใต้การปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และเตรียมความพร้อมรองรับความท้าทายในระยะข้างหน้า โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2569 ดังนี้

1. ย้ายนางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ รองผู้ว่าการ ด้านบริหาร เป็นรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน เพื่อแทน นางรุ่ง มัลลิกะมาส ซึ่งจะดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้ว่าการ

2. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ เป็น รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงิน และกำกับบริการทางการเงิน

3. เลื่อนตำแหน่ง นางสาวพีรจิต ปัทมสูต ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายคุ้มครอง และตรวจสอบบริการทางการเงิน เป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินและกำกับธุรกิจสินเชื่อรายย่อย

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1249247&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw393xuqiWelDc2vZ6OPyg74