เมื่อแรงขับเคลื่อนจากอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไม่ได้ทำให้ธุรกิจทุกกลุ่มเติบโตไปพร้อมกัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ยังต้องต่อสู้กับกำลังซื้ออ่อนแอ ต้นทุนดำเนินงาน และข้อจำกัดด้านเงินทุน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง
รายงาน SCB EIC Monthly Insight เดือนตุลาคม 2569 สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI และเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่แรงส่งดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกภาคส่วนกลับมาแข็งแกร่งพร้อมกัน
SCB EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570 สะท้อนการเติบโตในระดับจำกัด ขณะที่ภาคธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศยังต้องเผชิญความท้าทายจากรายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวช้าและภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง
ศึกหนัก “รายได้โตช้า-เงินทุนตึงตัว”
สำหรับ SMEs ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่เพียงยอดขายที่ไม่แน่นอน แต่ยังรวมถึงความสามารถในการรักษาสภาพคล่องและหาเงินทุนมาหมุนเวียนธุรกิจ
เมื่อกำลังซื้อฟื้นตัวช้า ผู้ประกอบการย่อมเผชิญข้อจำกัดในการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ ขณะเดียวกันยังต้องรับภาระค่าแรง ค่าเช่า ค่าวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ อัตรากำไรก็มีแนวโน้มถูกบีบให้ลดลง
ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้นเมื่อกิจการมีเงินสดสำรองจำกัด เพราะแม้ธุรกิจยังมีลูกค้าและสามารถดำเนินงานต่อได้ แต่หากกระแสเงินสดไม่เพียงพอสำหรับชำระหนี้หรือจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ ก็อาจกระทบความสามารถในการรักษาการผลิตและการจ้างงาน
อีกข้อจำกัด คือ การเข้าถึงสินเชื่อ โดยสถาบันการเงินยังต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้และความเสี่ยงของผู้กู้ ทำให้ SMEs ที่มีผลประกอบการไม่แน่นอนหรือมีหลักประกันจำกัดอาจเข้าถึงเงินทุนได้ยากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่
เมื่อขาดเงินทุน ผู้ประกอบการก็อาจไม่สามารถลงทุนในเครื่องจักร เทคโนโลยี ระบบดิจิทัล หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และเสี่ยงติดอยู่ในวงจรที่รายได้เติบโตต่ำ ขณะที่ต้นทุนและภาระทางการเงินยังดำเนินต่อไป
AI โต SMEs ได้ประโยชน์แค่ไหน
อีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจไทย คือ โอกาสจากกระแสลงทุน AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และบริการที่เกี่ยวข้อง
SCB EIC คาดการณ์ว่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะขยายตัว 7.8% ในปี 2570 แม้ชะลอลงจากฐานที่สูง โดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุตสาหกรรมเป้าหมายไม่ได้หมายความว่า SMEs ทุกกลุ่มจะได้รับประโยชน์โดยตรง เพราะผลบวกจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่
หากบริษัทที่เข้ามาลงทุนยังต้องนำเข้าอุปกรณ์ เทคโนโลยี และบริการจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง ขณะที่การจัดซื้อจากผู้ประกอบการไทยและการจ้างงานภายในประเทศยังมีจำกัด ผลประโยชน์ที่ส่งผ่านมายังเศรษฐกิจฐานรากก็อาจไม่มากเท่าที่คาดหวัง
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การพัฒนา SMEs ให้สามารถเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้ให้บริการด้านวิศวกรรม โลจิสติกส์ ซอฟต์แวร์ บำรุงรักษา และบริการสนับสนุนอื่นๆ ที่ได้มาตรฐานของอุตสาหกรรมใหม่
การส่งเสริมให้ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนการลงทุนจากต่างประเทศให้กลายเป็นรายได้และมูลค่าเพิ่มภายในประเทศอย่างแท้จริง
น้ำท่วมซ้ำเติมสภาพคล่อง
นอกจากปัญหาเชิงโครงสร้างแล้ว ภัยพิบัติยังเป็นความเสี่ยงที่ซ้ำเติมผู้ประกอบการในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
SCB EIC ประเมินว่าน้ำท่วมอาจฉุด GDP ไทยปี 2569 ราว 0.1 จุดเปอร์เซ็นต์ในกรณีฐาน และมีครัวเรือนได้รับผลกระทบราว 1.48 ล้านครัวเรือน
สำหรับ SMEs ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย ผลกระทบอาจเกิดขึ้นตั้งแต่ทรัพย์สินและสินค้าเสียหาย ร้านค้าต้องหยุดดำเนินงาน การขนส่งสะดุด ไปจนถึงรายได้ที่หายไปในช่วงที่ลูกค้าไม่สามารถเข้าถึงกิจการได้ตามปกติ
แม้สถานการณ์น้ำจะคลี่คลาย แต่ผู้ประกอบการยังต้องใช้เงินเพื่อซ่อมแซมสถานที่ ซื้อสินค้าเข้าร้าน และกลับมาเริ่มดำเนินธุรกิจอีกครั้ง หากไม่มีเงินทุนสำรองหรือเข้าถึงสินเชื่อฟื้นฟูได้ยาก การกลับมาดำเนินงานเต็มรูปแบบก็อาจใช้เวลานาน
ประเด็นที่ต้องติดตามจึงไม่ใช่เพียงมูลค่าความเสียหายโดยตรง แต่รวมถึงระยะเวลาที่ธุรกิจต้องใช้ในการฟื้นตัว และความสามารถในการรักษาพนักงานไว้ในช่วงที่รายได้ยังไม่กลับมาเป็นปกติ
ฟื้น SMEs ต้องแก้เงินทุน-ผลิตภาพ-ตลาด
ภายใต้สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ การช่วยเหลือ SMEs จำเป็นต้องมากกว่าการเติมเงินระยะสั้น เพราะข้อจำกัดของธุรกิจเกี่ยวข้องทั้งด้านเงินทุน ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสเข้าถึงตลาด
แนวทางสำคัญประกอบด้วย
1. เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่ออย่างเหมาะสม โดยพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้และลักษณะธุรกิจ ควบคู่กับการพัฒนากลไกค้ำประกันและเงินทุนหมุนเวียนที่ตอบโจทย์กิจการขนาดเล็ก
2. เร่งยกระดับผลิตภาพ สนับสนุนการใช้ระบบดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และ AI ในงานที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ
3. เชื่อม SMEs เข้ากับห่วงโซ่อุปทานการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงาน และบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสรับงานและสร้างรายได้จากการลงทุนขนาดใหญ่
4. เพิ่มความสามารถในการรับมือความเสี่ยง ทั้งด้านภัยพิบัติ ต้นทุนวัตถุดิบ และความผันผวนทางการค้า โดยสนับสนุนการบริหารเงินสด การกระจายตลาด และแผนดำเนินธุรกิจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
5. ฟื้นกำลังซื้อและเพิ่มรายได้ครัวเรือน เพราะ SMEs จำนวนมากพึ่งพาตลาดในประเทศ หากประชาชนยังระมัดระวังการใช้จ่าย การกระตุ้นการลงทุนเพียงด้านเดียวอาจไม่สามารถทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่กลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืน
SMEsไม่ฟื้น เศรษฐกิจโตไม่เต็มที่
ภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2569-2570 สะท้อนความท้าทายสำคัญ คือการสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนใหม่กับการฟื้นความแข็งแกร่งของธุรกิจภายในประเทศ
AI ดาต้าเซ็นเตอร์ และการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์เป็นโอกาสที่ไทยไม่ควรมองข้าม แต่การเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้จะสร้างประโยชน์ได้กว้างเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าได้มากแค่ไหน
ขณะเดียวกัน หาก SMEs ยังติดข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง การเข้าถึงสินเชื่อ และกำลังซื้อที่อ่อนแอ การลงทุนใหม่ก็อาจไม่สามารถชดเชยความเปราะบางของเศรษฐกิจฐานรากได้ทั้งหมด
โจทย์ของประเทศไทยจึงไม่ใช่แค่ทำให้เศรษฐกิจโต แต่ต้องทำให้ SMEs มีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพราะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางไม่ได้เป็นเพียงผู้ประกอบการรายย่อย แต่เป็นส่วนสำคัญของระบบการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว.
ที่มา: SCB EIC Monthly Insight เดือนตุลาคม 2569 และบทวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/750873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1R2DQ6hclPNBdNH_IONlqM

