SME ไทย ต้อง’เปลี่ยน’อย่างไร ก่อนประเทศไทย เข้าเป็นสมาชิก OECD

sme-ไทย-ต้อง’เปลี่ยน’อย่างไร-ก่อนประเทศไทย-เข้าเป็นสมาชิก-oecd

SME ไทย

ต้อง’เปลี่ยน’อย่างไร

ก่อนประเทศไทย

เข้าเป็นสมาชิก OECD

การเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเรื่องการยกระดับมาตรฐานของภาครัฐ แต่จะเปลี่ยน ‘กติกาทางเศรษฐกิจ’ที่ภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญด้วย และกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ SME

มาตรฐานคำถามจึงไม่ใช่ว่า SME ไทยต้องทำอย่างไรเพื่อ ‘ผ่านมาตรฐาน OECD’ แต่คือ SME ไทยจะปรับตัวอย่างไรให้แข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เปิดกว้าง และใช้มาตรฐานสูงขึ้น

OECD Economic Survey: Thailand 2025 สะท้อนปัญหาของไทยไว้ค่อนข้างชัด ทั้งผลิตภาพที่เติบโตช้าลง

การแข่งขันที่ยังไม่สมบูรณ์ กฎระเบียบจำนวนมาก ความเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ ตลอดจนข้อจำกัดด้านการลงทุนและทักษะแรงงาน

โดยผลิตภาพแรงงานของไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.1% ในช่วงปี 2015–2023 ลดลงจาก 4.8% ในช่วงปี 2010–2015

นี่คือสัญญาณสำคัญว่า SME ไทย’ไม่สามารถแข่งขัน’ด้วยโมเดลเดิมได้อีกต่อไป

สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ จากการพึ่งพาการช่วยเหลือ ไปสู่การเพิ่ม Productivity

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา นโยบาย SME ของไทยจำนวนมากถูกสร้างขึ้นบนคำถามว่า ‘รัฐจะช่วย SME อย่างไร’ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อ เงินอุดหนุน โครงการอบรม หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ แต่เศรษฐกิจในมาตรฐาน OECD จะให้ความสำคัญกับคำถามอีกชุดหนึ่งมากกว่า คือ

ธุรกิจผลิตได้มากขึ้นหรือไม่

มีนวัตกรรมหรือไม่

ใช้เทคโนโลยีดีขึ้นหรือไม่

สามารถเติบโตจากธุรกิจขนาดเล็กไปสู่ธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ได้หรือไม่

SME จึงต้องเริ่มมองตัวเองจากตัวเลขที่สะท้อนความสามารถในการแข่งขันจริง เช่น รายได้ต่อพนักงาน มูลค่าเพิ่มต่อแรงงาน สัดส่วนรายได้จากสินค้าใหม่ การใช้เทคโนโลยี และความสามารถในการขยายตลาด มากกว่าการวัดความสำเร็จจากยอดขายเพียงอย่างเดียว

เรื่องที่สองคือ SME ไทยต้อง’ออกจากกรอบ’ตลาดภายในประเทศ และเข้าสู่ Global Value Chain

บทเรียนจากโปแลนด์น่าสนใจมาก เพราะในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจโปแลนด์เติบโตอย่างรวดเร็วจากการเปิดประเทศ เชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก และดึง Foreign Direct Investment เข้ามา โดย GDP ต่อหัวของโปแลนด์เพิ่มจากประมาณครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ย OECD ไปสู่ประมาณ 80% ขณะที่การส่งออกเพิ่มจาก 27% ของ GDP ในปี 2000 เป็น 63% ในปี 2022

แต่ประโยชน์ของ FDI ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

OECD พบว่าบริษัทต่างชาติในโปแลนด์มี’ผลิตภาพสูงกว่า’บริษัทท้องถิ่นเฉลี่ยถึง 43% และชี้ว่าหาก SME ท้องถิ่นไม่มีทักษะ เทคโนโลยี หรือความสามารถในการดูดซับองค์ความรู้ที่เพียงพอ ประเทศก็อาจได้เพียงโรงงานต่างชาติเข้ามาตั้ง แต่ SME ภายในประเทศไม่ได้ยกระดับตามไปด้วย

นี่คือบทเรียนโดยตรงสำหรับประเทศไทย

การดึง Data Center โรงงาน EV อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีขั้นสูง หรือบริษัทระดับโลกเข้ามาลงทุน จะไม่มีความหมายกับ SME ไทยมากนัก หากสุดท้ายบริษัทเหล่านั้นยังต้องนำเข้า supplier จากต่างประเทศทั้งหมด

โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ ‘ดึง FDI เข้ามาเท่าไร’ แต่ต้องถามต่อว่า SME ไทยเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของ FDI ได้มากเพียงใด

ขณะที่ SME ก็ต้องถามว่า หากวันพรุ่งนี้บริษัทญี่ปุ่น เยอรมัน หรือสหรัฐฯ ต้องการ supplier ในประเทศไทย บริษัทของเรามีมาตรฐาน คุณภาพ ระบบบัญชี เทคโนโลยี บุคลากร และกำลังการผลิตพร้อมหรือยัง

เรื่องที่สามคือ การอยู่ในระบบจะกลายเป็นความสามารถในการแข่งขัน

ประเทศไทยยังมีธุรกิจและแรงงานนอกระบบจำนวนมาก OECD ชี้ว่าความเป็น informal ไม่เพียงทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ยาก แต่ยังสัมพันธ์กับผลิตภาพที่ต่ำ การลงทุนในแรงงานน้อย การเข้าถึงเงินทุนจำกัด และการบังคับใช้สัญญาทางธุรกิจที่ยากขึ้น

ในอดีต การอยู่นอกระบบอาจดูเหมือนเป็นการลดต้นทุน แต่ในระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับ OECD มากขึ้น ความไม่เป็นทางการจะค่อย ๆ กลายเป็นข้อจำกัด

เพราะการเข้าสู่ Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่ การส่งออก การเข้าถึงแหล่งทุน หรือการทำธุรกิจกับนักลงทุนต่างชาติ ต้องการบัญชีที่ตรวจสอบได้ การเสียภาษีถูกต้อง สัญญาแรงงาน ระบบข้อมูล การคุ้มครองข้อมูล และมาตรฐานการดำเนินงานที่ชัดเจน

SME ไทยจึงต้องเปลี่ยนจาก ‘ทำธุรกิจให้ถูกที่สุด’ เป็น ‘สร้างธุรกิจที่ตรวจสอบได้และขยายตัวได้’

เรื่องที่สี่คือ Digital Transformation ต้องมากกว่าการขายของออนไลน์

การมี Facebook, TikTok, Shopee หรือเว็บไซต์ ไม่ได้ทำให้ธุรกิจกลายเป็น Digital Enterprise

สิ่งที่ SME ต้องเร่งทำคือการนำเทคโนโลยีเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่ Accounting, ERP, CRM, Supply Chain, Data Analytics, Cybersecurity ไปจนถึง AI

เป้าหมายต้องขยับจาก

Digital Marketing เป็น AI-enabled Enterprise

เพราะการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดว่าใครใช้ Social Media เก่งกว่า แต่จะวัดว่าใครสามารถใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีลดต้นทุน ตัดสินใจเร็วขึ้น และสร้างสินค้าใหม่ได้มากกว่า

เรื่องที่ห้าคือ มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และธรรมาภิบาลจะค่อย ๆ ไหลลงมาถึง SME

SME จำนวนมากยังมอง ESG, Carbon Footprint หรือ Responsible Business Conduct ว่าเป็นเรื่องของบริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทข้ามชาติ

ความจริงกำลังเดินไปอีกทางหนึ่ง

เมื่อบริษัทขนาดใหญ่ต้องรายงานเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน แรงงาน และความโปร่งใส บริษัทเหล่านั้นจะเริ่มเรียกร้องข้อมูลเดียวกันจาก supplier ของตน

ดังนั้น SME อาจไม่ได้ถูกกฎหมายบังคับโดยตรง แต่ถูก ‘ตลาด’บังคับโดยอ้อม

บริษัทที่เริ่มเก็บข้อมูลการใช้พลังงาน แหล่งที่มาของวัตถุดิบ สวัสดิการแรงงาน การปล่อยคาร์บอน และระบบต่อต้านคอร์รัปชันตั้งแต่วันนี้ จึงอาจได้เปรียบในการเข้าถึงลูกค้าระดับโลกในอนาคต

แต่ทั้งหมดนี้มีอีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

ประเทศไทยไม่สามารถเรียกร้องให้ SME ยกระดับมาตรฐานเพียงฝ่ายเดียวได้

หาก SME ต้องโปร่งใสมากขึ้น จ่ายภาษีถูกต้องขึ้น ใช้มาตรฐานแรงงานสูงขึ้น ลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมี Compliance เพิ่มขึ้น รัฐก็ต้องทำให้‘สนามแข่งขัน’ มีคุณภาพสูงขึ้นเช่นกัน

OECD ระบุชัดว่าการเพิ่มผลิตภาพของไทยจำเป็นต้องเพิ่มการแข่งขัน ลด Red Tape ดึงดูดการลงทุน และปรับปรุงธรรมาภิบาล พร้อมทั้งชี้ถึงปัญหา Uneven Playing Field ระหว่างภาคเอกชนกับรัฐวิสาหกิจ

ดังนั้น OECD ไม่ควรหมายถึง SME ต้องแบกกฎเพิ่มขึ้น

แต่ควรหมายถึงประเทศไทยต้องสร้าง Level Playing Field ที่ดีขึ้นด้วย

รัฐต้องลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ป้องกันการใช้อำนาจตลาดของธุรกิจขนาดใหญ่ กำกับแพลตฟอร์มอย่างเป็นธรรม สร้าง Competitive Neutrality ลดต้นทุนการเข้าสู่ระบบ และทำให้ SME เข้าถึงตลาด เงินทุน และกระบวนการยุติธรรมได้จริง

นี่คือการเปลี่ยนแนวคิดครั้งสำคัญ

จากเดิมที่ว่า

‘SME แข่งขันไม่ได้ รัฐจึงต้องช่วย’

ไปสู่

‘SME แข่งขันไม่ได้ เราต้องตรวจสอบก่อนว่าสนามแข่งขันเป็นธรรมหรือไม่’

การเข้า OECD จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัยจากมาตรฐานใหม่ แต่เป็นโอกาสครั้งใหญ่ในการยกเครื่อง SME ไทยทั้งระบบ

SME เองต้องยกระดับ Productivity เทคโนโลยี ทักษะ มาตรฐาน และธรรมาภิบาล

ขณะเดียวกันรัฐต้องยกระดับการแข่งขัน ลดภาระกฎระเบียบ และสร้างตลาดที่เป็นธรรม

นี่ควรเป็นข้อตกลงใหม่ระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการไทย

SME พร้อมยกระดับตัวเองให้แข่งขันในมาตรฐานโลก แต่รัฐก็ต้องยกระดับสนามแข่งขันของประเทศไทยให้เป็นมาตรฐานโลกเช่นเดียวกัน

เพราะเป้าหมายของการเข้า OECD ไม่ควรเป็นเพียงการทำให้ประเทศไทย ‘ผ่านมาตรฐาน’

แต่ต้องทำให้ธุรกิจไทย แข็งแรงพอที่จะแข่งขันอยู่ในมาตรฐานนั้นได้จริง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sme-oecd-productivity-esg-carbon-footprint-supree&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kswj4BP_3kxeXleTefjyF