วันที่ 13 ต.ค. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอธานาซิออส วัมวาคิดิส รองผู้อำนวยการ ฝ่ายตลาดการเงินและตลาดทุน (Athanasios Vamvakidis Deputy Director, Monetary and Capital Markets Department) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงาน Global Financial Stability Report ระบุว่า รายงานเสถียรภาพระบบการเงินโลกในเดือน ต.ค.2569 ได้รายงานถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการลงทุน และการรับมือความไม่ปลอดภัยของภัยไซเบอร์ รวมถึงความเสี่ยงในการปรับฐานตลาดในเรื่องของเทคโนโลยีเอไอ โดยมีหลายปัจจัยในการขับเคลื่อนการเติบโต ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและประเทศใดจะเตรียมความพร้อม
นอกจากนี้มีเรื่องสำคัญคือการรับมือความเสี่ยงทางไซเบอร์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทางด้านบริการทางการเงินและความเชื่อมั่นของระบบ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าความเสี่ยงนี้สามารถจัดการได้ แต่การให้เกิดความเสี่ยงที่อาจแก้ไขไม่ได้ ถ้าไม่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ
ขณะที่ภาคธนาคารที่ได้ทำการทดสอบสเตรทเทสได้พิจารณาแรงกระแทกความเสี่ยงของการปรับฐานตลาดด้วยเอไอ และราคาพลังงาน รวมทั้งอัตราผลตอบแทน
ดังนั้นทุกประเทศต้องมุ่งเน้นความเสี่ยงการปรับมาตรการกฎระเบียบ โดยการดำเนินการของธนาคาร สถาบันการเงิน ต้องเน้นย้ำความตึงเครียด รวมถึงมีการเพิ่มสภาพคล่อง และคำนึงความเสี่ยงของผู้กู้ยืม ซึ่งอาจส่งผลต่อแรงกดดันทางด้านสภาพคล่อง
ขณะที่กองทุนที่มีความยืดหยุ่นสูงในการบริหารจัดการ หรือ Hedge Fund เมื่อทดสอบสเตรสเทสแล้ว พบมีเรื่องการลงทุนกระจุกตัวบางภาคส่วน แต่เชื่อว่าตลาดสามารถรับมือได้ ส่วนเรื่องส่วนต่างดอกเบี้ยต้องรับมือผ่านการใช้นโยบายที่ดี และคนต้องรับความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งทั้งหมดคือผู้ลงทุนในประเทศที่พัฒนาแล้ว
ส่วนประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) ต้องคำนึงถึงกันชน ในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ ต้องเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ก่อนที่จะมีแรงกระแทก และต้องเตรียมพร้อมรับมือ เพราะเงินเฟ้อสูงระดับอยู่ในหลายประเทศและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันในบางประเทศเศรษฐกิจมีความแย่ลง และกังวลในหลายเขตเศรษฐกิจ และพื้นที่นโยบายอยู่ในระดับจำกัด เมื่อเทียบกับการที่มีพื้นที่ตอบสนองต่อแรงกระแทก ต้องมุ่งเน้นแก้การขาดสมดุล ผลักดันให้เศรษฐกิจไปสู่ความยั่งยืน
นอกจากนี้ต้องมุ่งเน้นลดเงินเฟ้อ สื่อสารอย่างชัดเจน และที่สำคัญต้องรักษาความเป็นอิสระไว้ รักษาระดับความน่าเชื่อถือ (เครดิตเรตติ้ง) เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น รวมถึงต้องเสริมสร้างป้องกันภัยไซเบอร์ โดยเฉพาะภาคธนาคาร สถาบันการเงิน นอนแบงก์ ต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน
นายอธานาซิออส กล่าวว่า ถ้ามีการปรับฐานตลาดเอไอ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการลงทุน ต้องขึ้นอยู่กับฉากทัศน์ที่เกิดขึ้น โดยเน้นย้ำเอไอเป็นเครื่องยนต์แข็งแกร่งมาก ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในระดับสูง ดูจากหุ้นเอไอ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญสะท้อนราคาปรับสูงขึ้นเช่นกัน
“เอไอเป็นเครื่องยนต์สำคัญสูงสุดในเรื่องการตั้งรับปรับตัว การวางแผนลงทุนอาจมีสิ่งที่ไม่เป็นที่คาดการณ์เสมอไป และมีความเสี่ยงที่กระทบกับรายรับที่เกิดขึ้น เชื่อว่าหากดูระดับอัตราความผันผวน ได้กลับมาสู่จุดการแพร่ระบาดของโควิดแล้ว”
นายเจสัน วู ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายตลาดการเงินและตลาดทุน (Jason Wu Assistant Director, Monetary and Capital Markets Department) IMF ระบุว่า ประโยชน์จากกระแสเอไอมาพร้อมความเสี่ยง หากตลาดเอไอเกิดการปรับฐาน ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงการส่งออก แต่สามารถลุกลามไปถึงมูลค่าสินทรัพย์ บรรยากาศการลงทุน และความต้องการรับความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลก
สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย IMF มองว่าอาจเผชิญแรงกดดันจากเงินทุนไหลออกและค่าเงินอ่อนลง หากตลาดการเงินโลกเข้าสู่ช่วงลดความเสี่ยง สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจไว้ล่วงหน้า และปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนช่วยรองรับแรงกระแทก
นายไคโอ เฟอร์เรรา รองหัวหน้าแผนก ฝ่ายตลาดการเงินและตลาดทุน (Caio Ferreira Deputy Division Chief, Monetary and Capital Markets Department) IMF กล่าวว่า ความมั่นคงทางไซเบอร์นั้น เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่เตรียมตัวน้อยกว่า เนื่องจากไม่มีทรัพยากรในตรงนี้ ซึ่งในทุกๆ ประเทศต้องจัดหาตรงนี้ และต้องดูอะไรคือความสำคัญหลัก ต้องดำเนินการยับยั้งภัยไซเบอร์โดยเฉพาะภาคการเงิน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6270583/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hYIad6cd2URoORXmTBMcN
