การปรับตัวขึ้นของค่าเงินเช็กคราวน์แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 8 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเมื่อเทียบกับยูโรในรอบกว่า 2 ปี โดยค่าเงินเช็กคราวน์ ณ วันที่ 23 กันยายน 2568 อยู่ที่ประมาณ 20.5 เช็กคราวน์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 นอกจากนี้ค่าเงินเช็กคราวน์ยังปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเงินยูโรในปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันอยู่ที่ 24.2 เช็กคราวน์ต่อยูโร ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักนับตั้งแต่ปลายปี 2566 การแข็งค่าของเช็กคราวน์ส่งผลกระทบหลายด้าน สำหรับธุรกิจนำเข้าสินค้าจากยูโรโซน อาจได้ประโยชน์จากต้นทุนการนำเข้าที่ถูกลง ซึ่งอาจทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง สำหรับผู้บริโภคเช็กและนักท่องเที่ยวภายในประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศในสกุลเงินดอลลาร์หรือยูโรจะถูกลงในแง่ของค่าใช้จ่าย สำหรับผู้ที่ถือสินทรัพย์ในสกุลเงินต่างประเทศ เช่น ดอลลาร์หรือยูโร อาจได้รับผลกระทบในแง่ “กำไรลดลงเมื่อแปลงกลับมาเป็นเช็กคราวน์”
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เน้นย้ำว่าต้องติดตามผลการตัดสินใจของธนาคารแห่งชาติเช็ก (Czech National Bank หรือ CNB) ว่าความแข็งแกร่งของค่าเงินเช็กคราวน์จะยังคงดำเนินต่อไปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหรือไม่ และจะปรับนโยบายอย่างไร เที่อาจส่งผลต่อทิศทางของค่าเงินในอนาคต ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 CNB คงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐานไว้ที่ร้อยละ 3.5 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และหลีกเลี่ยงการกระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมหรือการใช้จ่ายที่มากเกินไป นอกจากนี้ Mr.Jaroslav Tupý นักวิเคราะห์จาก Purple Trading ให้สัมภาษณ์กับ Forbes CZ ว่า “ค่าเงินเช็กคราวน์ยังคงได้รับผลประโยชน์จากความเชื่อมั่นเชิงบวกในตลาดการเงิน ซึ่งส่งผลดีต่อนักลงทุนในสกุลเงินเช็กคราวน์ รวมถึงธนาคารกลางเช็ก (CNB) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างสนับสนุนนโยบายที่เข้มงวด และจะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยไปอีกระยะหนึ่ง ความได้เปรียบด้านอัตราดอกเบี้ยนี้จะช่วยให้ค่าเงินเช็กคราวน์ยังคงแข็งแกร่งต่อไป”
การจัดอันดับอัตราเงินเฟ้อของยุโรปในเดือนสิงหาคม 2568 สาธารณรัฐเช็กมีอันดับที่ดีขึ้นซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จากการวิเคราะห์ของ Portu แพลตฟอร์มการลงทุน ระบุว่าขณะนี้สาธารณรัฐเช็กมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดเป็นอันดับที่ 14 จาก 41 ประเทศในยุโรปที่ได้รับการตรวจสอบ โดยเพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 15 ในเดือนกรกฎาคม 2568นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งสาธารณรัฐเช็ก (Czech Statistical Office หรือ ČSÚ) รายงานว่าอัตราเงินเฟ้อของสาธารณรัฐเช็กเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งทำให้สาธารณรัฐเช็กอยู่ในสถานะที่ดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ โดยโปแลนด์มีอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 2.8 ออสเตรียร้อยละ 4.1 และสโลวาเกียร้อยละ 4.4 ขณะเดียวกัน เยอรมนีรายงานอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 2.2 สำหรับยูเครนยังคงเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในยุโรปที่ร้อยละ 13.2 ตามมาด้วยรัสเซียที่มีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.8 ขณะที่มอลโดวาและเบลารุสมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 7.9 และ 7.4 ตามลำดับ ในทางกลับกัน ลิกเตนสไตน์และสวิตเซอร์แลนด์มีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดร่วมกันที่เพียงร้อยละ 0.2 ทั้งนี้ ภาพรวมของอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนปรับตัวขึ้นเล็กน้อยแตะที่ร้อยละ 2.1 ในเดือนสิงหาคม 2568 ตามการประมาณการเบื้องต้นของ Eurostat ซึ่งยังคงใกล้เคียงกับเป้าหมายระยะยาวที่ร้อยละ 2 โดยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวน ยังคงอยู่ที่ร้อยละ 2.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 แม้ว่าแนวโน้มโดยรวมจะมีแนวโน้มเป็นไปในเชิงบวก แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงสร้างความกังวลในหลายประเทศในยุโรปชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทั่วทั้งทวีป แม้ว่าหลายประเทศจะเข้าใกล้ระดับที่ยั่งยืนมากขึ้นก็ตาม
นอกจากนี้ ตามข้อมูลเบื้องต้นจาก ČSÚ ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ค่าจ้างเฉลี่ยรายเดือนของกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เพิ่มขึ้นเป็น 62,307 เช็กคราวน์ต่อเดือน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 49,402 เช็กคราวน์ เงินเดือนของปรากสูงกว่า 12,905 เช็กคราวน์ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดในประเทศ และค่าจ้างจริงเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เมื่อเทียบเป็นรายปีหลังหักเงินเฟ้อ การเติบโตของค่าจ้างนี้บ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งขึ้นและโอกาสในตลาดแรงงานของกรุงปราก ทั้งนี้ จำนวนพนักงานโดยรวมในกรุงปรากเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 เมื่อเทียบเป็นรายปี เป็นประมาณ 830,000 คน ซึ่งตอกย้ำถึงความโดดเด่นทางเศรษฐกิจของกรุงปราก โดยนักวิเคราะห์ระบุว่านี่เป็นการเพิ่มขึ้นที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยการเติบโตของค่าจ้างเร่งตัวขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคข้อมูลและการสื่อสาร ซึ่งเงินเดือนอยู่ที่ประมาณ 87,500 เช็กคราวน์ และภาคการเงินและประกันภัย อยู่ที่ประมาณ 84,700 เช็กคราวน์ ในขณะเดียวกัน ภาคส่วนที่มีรายได้ต่ำ เช่น ภาคบริการและภาคสนับสนุนงานธุรการ มีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 29,270 เช็กคราวน์ และ 35,300 เช็กคราวน์ ตามลำดับ
ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.
จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้น จะเห็นว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของเช็กขณะนี้เป็น “จุดสมดุล” ที่น่าสนใจ มีทั้งโอกาสและข้อควรระวังที่ผู้ประกอบการไทยควรคำนึงถึง โอกาสที่น่าสนใจ ได้แก่ การที่ค่าเงินเช็กคราวน์แข็งค่าสูงต่อยูโร การนำเข้าสินค้าจากประเทศในยูโรโซนจะมีต้นทุนลดลง และเป็นข้อได้เปรียบสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกไปยังเช็กหรือยุโรปกลางเช่นกัน และการที่เงินเดือนเฉลี่ยในกรุงปรากสูงขึ้นแสดงถึงผู้บริโภคในเมืองมีศักยภาพทางการเงินสูง ส่งผลให้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพหรือแบรนด์ต่างประเทศอาจมีโอกาสเข้าไปแข่งได้ ข้อควรระวัง เมื่อต้นทุนการนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบยุโรปลดลง ผู้ผลิตในยุโรปมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันเรื่องต้นทุนโลจิสติกส์และคุณภาพที่แข็งแกร่ง ผู้ประกอบการไทยอาจต้องดึงจุดเด่นสินค้าด้วยนวัตกรรม คุณภาพ หรือจุดขายเฉพาะ นอกจากนี้ ธนาคารกลางเช็กอาจต้องปรับนโยบายดอกเบี้ยหรือตรึงดอกเบี้ยในกรณีที่เงินเฟ้อแผ่วลงหรือเศรษฐกิจชะลอ ซึ่งจะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและอัตราสินเชื่อในเช็ก ทั้งนี้ การเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายอาจเน้นที่ผู้บริโภครายได้ปานกลางถึงสูงในเมืองใหญ่ที่มีกำลังซื้อ โดยเน้นสินค้าคุณภาพสูง เช่น สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์อาหารแบบพรีเมียม เป็นต้น สำหรับธุรกิจที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศ ควรพิจารณาใช้สัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (forward contracts) หรือเครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ เพื่อป้องกันความผันผวน นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามนโยบายการเงินและท่าทีทางการเมืองที่เกี่ยวกับการคลังและการลงทุนของเช็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะสามารถนำมาปรับแผนการดำเนินธุรกิจได้ทันท่วงทีต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/n7jsvr17tbd6pzew2lsjhuip&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hb9T3iOYDj7MZ5Jw1jYQS
