เอกนิติ ชู 5 เสาหลักนำเศรษฐกิจไทย รับมือ 4 บริบทโลกใหม่สู่ความยั่งยืน | เดลินิวส์

เอกนิติ-ชู-5-เสาหลักนำเศรษฐกิจไทย-รับมือ-4-บริบทโลกใหม่สู่ความยั่งยืน-|-เดลินิวส์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง  เปิดเผย ปาฐกถาพิเศษ ในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2025 (SX2025) โดยระบุว่า ทุกวันนี้บริบทโลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากในการปรับตัวให้ก้าวทันโลก โดยเฉพาะในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวทันตามบริบทใหม่ของโลก ซึ่งในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไป โดยจัดแบ่งได้เป็น 4 เรื่องหลักๆ

  1. บริบทเศรษฐกิจโลก โดยหลังสงครามโลกทำให้เกิดโลกแห่งการค้าเสรี ใครผลิตได้ดีได้เก่ง ก็จะได้เปรียบ ซึ่งไทยก็เข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนนั้น เช่น มีการตั้งอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว จนทำให้การลงทุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมหาศาล อย่างไรก็ตาม วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนอย่างรุนแรง จากโลกเสรีเป็นโลกแห่งการเลือกข้าง ค้าขายเฉพาะพวกของตนเอง และเกิดการกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น
  2. บริบทสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเรื่องของคน จากยุคเบบี้บูมเมอร์ไปสู่โอลเดอร์ บูมเมอร์ ทั่วโลกก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย คนเกิดน้อยคนแก่เยอะ ขาดแรงงาน แต่ไทยน่าห่วงกว่า เพราะ มีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินกว่า 20% ของประชาชน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 15% แต่ขณะเดียวกันระบบสวัสดิการสังคมยังดูแลไม่ทั่วถึง เพราะประกันสังคมมีสมาชิกแค่ 12 ล้านคน และอยู่ในระบบข้าราชการ 2-3 ล้านคน ซึ่งต่อไปรัฐบาลจะต้องมีภาระงบประมาณ ค่าใช้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม หนี้สาธารณะมากขึ้น สวนทางกับการจัดเก็บรายได้ลด กำลังซื้อน้อยลง แต่รัฐบาลยังพอมองว่าไทยยังมีโอกาส ในการทำธุรกิจทั้งภาคบริการ อาหาร และสุขภาพ ดูแลรองรับคนสูงวัยจากทั่วโลกให้มาพำนัก ซึ่งจะก่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศจำนวนมากมาดูแลคนที่เดือดร้อนต่อไป
  3. เรื่องความเหลื่อมล้ำ  ซึ่งประเทศพบว่ามีความเหลื่อมล้ำมาก คนไทยจนก่อนแก่ โดยหากกางรายได้พบว่าคนที่รวยสุด 20% ของประชากร มีสัดส่วนรายได้รวมกัน 55% ของจีดีพี ขณะที่คนจนที่สุด 20% กลับมีรายได้รวมกันเพียง 6% แตกต่างกันลิบลับ และถ้าดูแลไม่ดีจะกลายเป็นปัญหาสังคมมากยิ่งขึ้น ยิ่งการก้าวของโลกจากยุคอนาล็อคไปสู่ยุคดิจิตอล และกำลังก้าวไปเร็วมากสู่ยุคเอไอ ถ้าเราไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์อาจทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำมากขึ้น เพราะตอนนี้คนไทยเข้าใช้โซเชียลมีเดียเยอะ แต่ยังไม่นำมาใช้ต่อยอดทางธุรกิจเท่าที่ควร
  4. เทรนด์สิ่งแวดล้อม ก๊าซเรือนกระจก การเปลี่ยนแปลงของปัญหาสิ่งแวดล้อม จากปัญหาโลกร้อนไปสู่โลกสีเขียว ใครไม่อยู่ในเทรนด์นี้ โอกาสการทำธุรกิจจะยากขึ้น

ทั้งนี้ จากเทรนด์โลกที่กำลังเปลี่ยนไปใน 4 เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องปรับตัวเข้า ขณะที่ในมุมเศรษฐกิจมหภาค มุมของรัฐบาลแม้จะอยู่เพียง  4 เดือนแต่ก็ต้องทำให้ได้ โดยสิ่งที่รัฐบาลทำ คือ การทำ ESG Plus  คือ เศรษฐกิจประเทศต้องเติบโตมากขึ้น ควบคู่กับการดูแลธรรมาภิบาล และสิ่งแวดล้อม

นายเอกนิติ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยด้วยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงดิ่งเหว โดยครึ่งปีแรกโต 3% แต่ครึ่งปีหลังโต 1% โดยเฉพาะไตรมาสสี่อาจโตเหลือ 0.3% เป็นโจทย์ของรัฐบาลว่าจะทำให้การเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ดังนั้นรัฐบาลจึงวางหลักคิดการทำงานดูแลเศรษฐกิจ ภายใต้ ควิก บิ๊ก วิน หรือกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ต้องช่วยคนตัวเล็กให้อยู่ได้ลดความเหลื่อมล้ำ ให้มีธรรมาภิบาล ภายใต้การมีวินัยทางการคลัง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่

1.การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภคและการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลเข้าไปส่งเสริม ผ่านการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการ 1,700 บาท เพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย ขณะที่คนชั้นกลางจะให้คนละครึ่งพลัส เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและสร้างการกระจายตัวเม็ดเงินไปให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย และรอบนี้ยังมีความพิเศษด้วยการสนับสนุนคนอยู่ในระบบภาษีให้ได้เงินมากขึ้นเป็น 2,400 บาท ขณะที่คนไม่อยู่ในระบบภาษีจะได้ 2,000 บาท นอกจากนี้ จะมีการอัพสกิลพ่อค้าแม่ค้าคนตัวเล็ก ผ่านแอพฯ ถุงเงิน 3  ด้าน ได้แก่ 1.ช่วยเปิดโอกาสให้ค้าขายผ่านทางออนไลน์ได้ 2.สอนให้ทำบัญชีดิจิทัลช่วยให้เป็นข้อมูลรู้รายรับรายจ่าย และนำไปกู้เงินได้ด้วย และ 3.สามารถใช้เอไอแบบง่ายๆ ได้

ขณะที่ด้านท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบเยอะจากนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป ได้มีนโยบายสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ จากปกติจะมีการเบิกจ่ายเดินทางไปสัมมนาช่วงปลายปีงบประมาณ ให้ย้ายมาทำตั้งแต่ช่วงต้นปีงบ โดยเน้น กระตุ้นเมืองรอง พร้อมกับส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเมืองรองลงทุนปรับปรุงห้องพัก โดยนำค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง ซ่อมแซม ตกแต่งมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

2. การแก้ปัญหาหนี้ประชาชน รัฐบาลมีแนวทางการใช้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซีภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ไข โดยซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินมาบริหาร ซึ่งไม่ต้องใช้งบประมาณ แต่นำเงินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่เหลือจากโครงการคุณสู้เราช่วย 26,000 ล้านบาท มาบริหารจัดการ เพื่อต่อลมหายใจและพัฒนาผู้ที่เคยเป็นหนี้เสียให้กลับเข้าสู่ในระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง

3.การช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยช่วยเหลือเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยค้ำประกันสินเชื่อ และหาช่องทางสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้ พร้อมกับจะมีมาตรการภาษีพี่ช่วยน้อง ให้บริษัทใหญ่เข้าไปช่วยเหลือบริษัทเล็ก หรือที่เป็นซัพพลายเชน จะได้ลดหย่อนภาษี 1.5 ถึง 2 เท่า รวมถึงการเร่งคืนภาษีให้ไวขึ้น และมีสินเชื่อสนับสนุนการปรับปรุงธุรกิจซัพพลายเชนให้ปรับตัวเข้ากับโลกยุคใหม่

4.การส่งเสริมการออม รัฐบาลกำลังสนับสนุนการออมโดยนำพฤติกรรมคนไทยที่ชอบซื้อสลากมาช่วยออม ซึ่งต่อไปใครซื้อสลากดิจิทัลของสำนักงานสลากฯ จะมีการแบ่งค่าบริหารจัดการบางส่วนเอาไปให้บัญชีผู้ซื้อในกรณีไม่ถูกรางวัล เพื่อใช้เป็นหลักประกัน สามารถเบิกถอนเป็นเงินสดไปใช้ได้หลังอายุ 55 ปี และนำไปเป็นหลักประกันการกู้เงินได้ เพื่อรองรับสังคมสูงวัย

5.การลงทุนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเน้นการรีสกิล เพราะไทยมีหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสามารถเดินหน้าไปสู่อนาคตได้ เช่น บีซีจีเรามีบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมเยอะและสามารถส่งต่อซัพพลายเชนไปยังเอสเอ็มอี นอกจากนี้ รัฐบาลจะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะตัวเลขยอดขอการลงทุนบีโอไอ มีเงินลงทุนที่ขอมาแล้วแต่ยังไม่ลงทุนถึง 400,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลเข้าไปอำนวยความสะดวกให้ เช่น เพิ่มความสะดวกในการอนุญาต เช่น ขอน้ำ ขอไฟ  ให้ง่ายขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาด รวมถึงให้บีโอไอ นำเงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 10,000 ล้านบาท มาใช้ใน 2 เรื่อง คือ การช่วยรีสกิล พัฒนาทักษะแรงงานไทย โดยร่วมกับเอกชนและสถาบันการศึกษา อีกเรื่องคือ เข้าไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มีความสามารถและปฏิบัติได้ตามเงื่อนไข

“จากแนวทาง 5 เสาหลักทั้งหมดของรัฐบาล จะต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ต้องตรวจสอบได้ โดยชี้แจงที่มาที่ไปของเงินงบประมาณ ให้มีธรรมาภิบาล มีเป้าหมาย และตัวชี้วัดการใช้จ่ายอย่างชัดเจน และนี่คือเป้าหมายที่จะทำให้เศรษฐกิจของไทยปรับตัวไปสู่บริบทโลกใหม่ในอนาคตได้อย่างยั่งยืน”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5172564/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OOFwFf0-1hEb2vnCAWWt3