‘เอกชน’ หวั่นเปลี่ยนรัฐบาลเศรษฐกิจทรุด เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ
15 ธ.ค. 2025 เวลา 7:30 น.
สรท.หวั่นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเสี่ยงสะดุด ชี้ เจรจาภาษีสหรัฐส่อเลื่อน การลงทุนใหม่ชะลอ รอดูทิศทาง หวังรัฐบาลใหม่ เร่งเดินหน้าโครงการต่อเนื่อง “หอการค้า “ จี้ เร่งเลือกตั้งใหม่ แนะรัฐบาลรักษาการ เดินหน้าเจรจาการค้า-ฟื้นเชื่อมั่นประเทศ ส.อ.ท.หวั่นยุบสภาฉุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสะดุด จับตา ระบบราชการ “เกียร์ว่าง” ผ่อนคันเร่งรอดูท่าทีรัฐบาลใหม่
- ภาคเอกชนกังวลว่าการยุบสภาและเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลรักษาการจะทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ต้องหยุดชะงักและส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว
- ความไม่แน่นอนทางการเมืองกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติอย่างรุนแรง ทำให้การตัดสินใจลงทุนโครงการใหม่ๆ ในไทยต้องชะลอออกไปเพื่อรอดูทิศทางของรัฐบาลใหม่
- การเจรจาข้อตกลงด้านภาษีที่สำคัญกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเดิมตั้งเป้าจะให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี มีแนวโน้มสูงที่จะต้องเลื่อนออกไป ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก
การประกาศยุบสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2568 มีผลต่อโครงการที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการ เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติได้
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ในทางการเมืองคงคิดว่ามีเหตุผลเพียงพอดีแล้วที่ประกาศยุบสภา แต่ในเชิงเศรษฐกิจภาคเอกชนยังคาดหวังในเรื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในหลายมาตราว่าจะไปต่อไปจนถึงเดือน ม.ค.ปีหน้า โดยมีหลายมาตรการที่กำลังดำเนินอยู่
อย่างไรก็ตามบางมาตรการด้านเศรษฐกิจที่ยังไม่มีความชัดเจนหรืออยู่ในระหว่างพิจารณาต้องหยุดหรือชะลอเพื่อรอการชี้ขาดจาก กกต. หาก กกต.เห็นว่าเกี่ยวข้องกับผลทางการเมือง ก็อาจหยุดชั่วคราว ส่งผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศชะงักงัน
สำหรับด้านการส่งออกนั้นก็มีความกังวลในประเด็นการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ที่เดิมตั้งเป้าจะปิดดีลภายในสิ้นปีนี้ แต่ด้วยภาวะการเมืองเช่นนี้ ทำให้ “ดีลสำคัญมีโอกาสเลื่อน” ซึ่งก็ต้องยอมรับสภาพ แต่ที่ผลกระทบที่ “หนักที่สุด” คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายใหญ่ที่กำลังพิจารณาเข้ามาลงทุนไทย ซึ่งนักลงทุนหลายรายเข้าแถวรออยู่
แต่ตอนนี้ต้องหยุดดูสถานการณ์ก่อน ว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเดินหน้าอย่างไร ซึ่งความไม่แน่นอนเพียง 1-2 เดือน สามารถทำให้เม็ดเงินลงทุนชะลอหรือย้ายปลายทางได้ ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตเศรษฐกิจในปีหน้าโดยตรง
“มาตรการด้านเศรษฐกิจที่เดินต่อไม่ได้ มีผลแน่นอน ทำให้เศรษฐกิจชะลอได้ เพราะตอนนี้เศรษฐกิจในประเทศก็ย่ำแย่อยู่แล้ว”
นายธนากร กล่าวว่า ขอฝากถึงรัฐบาลใหม่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความต่อเนื่อง” เพราะหลายโครงการที่หน่วยงานราชการเตรียมไว้และประเมินว่าดีแล้ว ควรเดินหน้าต่อทันที ไม่จำเป็นต้องเริ่มคิดใหม่ทำใหม่ ซึ่งจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจชะงักยาว เพราะขณะนี้เวลาเราน้อยมาก เศรษฐกิจเราย่ำแย่อยู่แล้ว
“อย่าไปชะงักอะไรที่กำลังเดินหน้าอยู่ หากโครงการดีแล้ว ทำต่อเลย ซึ่ง รัฐบาลใหม่ควรเดินหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการตัดสินใจลงทุนของต่างชาติ”
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ส่วนตัวมีความกังวลว่า การยุบสภาและเข้าสู่ช่วงรัฐบาลรักษาการที่เป็นเวลาประมาณ 60 วัน อาจส่งผลกระทบต่อความเข้มข้นในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่จำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการพยุงเศรษฐกิจ หรือ GDP ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
ทั้งนี้ มาตรการ “Quick Big Win” ที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวการคลัง ออกมาเพื่อหวังไม่ให้เศรษฐกิจไทยเหมือน “รถติดหล่ม” มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประกาศว่า GDP ในไตรมาสที่ 3 เหลือเพียง 1.2% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 0.5% แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะถือว่าทำได้ดีแล้วและได้ผลตอบรับที่ดีในช่วงต้น แต่จำเป็นต้องคอยติดตามว่าการเป็น “รัฐบาลรักษาการ” จะส่งผลอย่างไร และจะลดความเข้มข้นในการเดินมาตรการเหล่านี้หรือไม่
ส.อ.ท. รับ ไทยเจอ 3 ปัญหาใหญ่ คาราคาซัง
นายเกรียงไกร กล่าวเน้นย้ำว่า ขณะนี้มีปัญหาใหญ่หลายเรื่องที่ยังคง “คาราคาซัง” อยู่ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ปกติ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการขับเคลื่อนจากรัฐบาลอำนาจเต็ม แต่กลับมาอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการ ได้แก่
1. สถานการณ์ภาคใต้ ที่อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูหลังจากประสบอุทกภัยอย่างหนักทั้ง 9 จังหวัด การที่รัฐบาลเป็นรักษาการอาจส่งผลให้การเร่งฟื้นฟูเกิดความล่าช้าหรือสะดุดไปได้
2. การปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์การปะทะรอบ 2 ยังคงทวีความรุนแรงและกินบริเวณกว้าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้า การท่องเที่ยว และภาคการเกษตรในจังหวัดชายแดนหลายแห่งในภาคอีสาน ทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพ และนิคมอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดดำเนินการ
3. การเจรจาระหว่างประเทศ ในการเจรจาสำคัญระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ถือเป็น “การบ้านใหญ่” ที่ยังคงค้างและชะลออยู่ หากมีการเจรจาหรือติดต่อจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯเข้ามาในช่วงนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีข้อจำกัดหรือเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจหรือไม่
8 ความท้าทายที่รัฐบาลต้องแก้ไข
นายเกรียงไกร กล่าวว่า รัฐบาลรักษาการและรัฐบาลอำนาจเต็มนั้นไม่เหมือนกัน จากประสบการณ์ในอดีตของไทยพบว่า ทันทีที่รัฐบาลประกาศยุบสภา ข้าราชการประจำส่วนใหญ่มักจะ “ปล่อยเกียร์ว่าง” หรือผ่อนคันเร่งในการทำงานลง เนื่องจากต้องรอจับตาดูสถานการณ์และท่าทีว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลชุดหน้า ทำให้มาตรฐานการทำงานและอำนาจในการสั่งการกับข้าราชการประจำลดลง
“ส.อ.ท. จึงฝากให้ปลัดกระทรวงต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดำเนินการการบ้านที่ค้างอยู่เหล่านี้อย่างเข้มข้นต่อไป ดังนั้น ในช่วงนี้จะต้องจับตาว่านโยบายหรือมาตรการต่างๆ ที่ประกาศและอนุมัติไปแล้วจะมีการขับเคลื่อนได้เต็มที่หรือไม่”
นายเกรียงไกร กล่าววว่า ความท้าทายของภาคอุตสาหกรรมไทย อาทิ 1. มาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2. ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก 3. ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ 4. ข้อพิพาทตามแนวชายแดน 5. หนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ 6. การแข็งค่าของเงินบาท 7. ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และ 8. ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย กับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา การเมือง งบประมาณที่ไม่สมดุล การทุจริต และกฎหมายล้าสมัย
“หอการค้า” จี้เร่งเลือกตั้งดันรัฐอำนาจเต็ม
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นทางการเมืองในการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการยุบสภาในครั้งนี้ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในประเทศและระหว่างประเทศที่มีความผันผวนสูง รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนและปัจจัยเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลก ซึ่งล้วนส่งผลต่อเสถียรภาพและการบริหารประเทศ จึงเห็นว่าเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของกรอบประชาธิปไตยและกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ หอการค้าไทยขอเรียกร้องให้มีการเร่งดำเนินการจัดการเลือกตั้งตามกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มโดยเร็ว เนื่องจากในปัจจุบันยังมีกฎหมายสำคัญและกรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่รอการพิจารณาและผ่านสภา และต้องมีขับเคลื่อนอีกหลายประเด็น อาทิ การเจรจาด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า เช่น FTA Thai-EU ซึ่งล้วนมีความสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายพจน์ กล่าวว่า ในระหว่างช่วงรัฐบาลรักษาการ หอการค้าไทยเห็นว่า รัฐบาลรักษาการณ์ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่มติคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบปัญหา รวมถึงการดูแลสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งสามารถและควรดำเนินการต่อเนื่องโดยไม่ให้เกิดความสะดุด โดยให้ระวังเรื่องข้อจำกัดของรัฐบาลรักษาการณ์ตามระเบียบ
หอการค้าไทย รวมถึง กกร เชื่อมั่นว่าทั้ง รัฐบาลรักษาการ ข้าราชการ และภาคเอกชน จะสามารถร่วมกันทำงานต่อเนื่องเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศได้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แม้จะมีข้อจำกัดบางประการก็ตาม
“หอการค้าไทยไม่ต้องการให้การยุบสภาในครั้งนี้ส่งผลให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก และขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความเชื่อมั่น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง และมีรัฐบาลชุดใหม่โดยเร็วเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ”นายพจน์ กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1212081&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PgbEhcIZJbQquzq_jmj2_
