‘อนุทิน’ รีเซ็ตประเทศฝ่าความท้าทาย หวังเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

‘อนุทิน’-รีเซ็ตประเทศฝ่าความท้าทาย-หวังเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

ดังนั้น การรีเซ็ตประเทศไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนนโยบาย แต่คือ การเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีบริหารความร่วมมือ ซึ่งเราจะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพี่น้องประชาชน ที่จะต้องปรับตัว และให้ความร่วมมือไปพร้อมกัน

นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับในส่วนของภาครัฐบาล ที่มีตน เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น สิ่งที่ต้องรีเซ็ต เพื่อวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ ประกอบด้วยดังนี้

1.การรีเซ็ต ด้านความมั่นคง ก่อนที่เศรษฐกิจจะเดินหรือจะวิ่งต่อไปได้ ความมั่นคงของประเทศจะต้องมีความชัดเจน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยใช้พลังทั้งการทูต การทหาร และพลังทางเศรษฐกิจ เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ชีวิตพี่น้องประชาชน เปลี่ยนความตึงเครียดให้กลับมาเป็นความร่วมมือในอนาคตอันใกล้ และนี่คือความคาดหวังและทิศทางที่จะดำเนินต่อไป

ขณะเดียวกัน จะต้องจัดการกับปัญหาภัยทางสังคมที่กัดกล่อนประเทศ ทั้งยาเสพติด พนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางเทคโนโลยี เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายชีวิตของประชาชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกท่าน โดยมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของประเทศเราด้วย ดังนั้นจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน แบบเป็น Unitเดียวกัน บูรณาการ ยึดหลักนิติธรรมด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยกฎหมายของประเทศจะต้องมีความศักดิ์สิทธิไม่เลือกปฏิบัติ และต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งคือส่วนหนึ่งที่เป็นต้นทุนแฝง อยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศเรา และ มีผลกระทบต่อผู้เป็นผู้ประกอบการไม่มากก็น้อย

ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD หรือ Organisation for Economic Co-operation and developmentซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ที่หากประเทศไหนได้เข้าเป็นสมาชิกได้ จะเป็นการยกระดับเรตติ้งของประเทศเช่นกัน โดยจะเน้นในเกณฑ์เรื่องการมีกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่จะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไทยจะต้องเร่งยกเครื่องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆให้ได้มาตรฐานสากล และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมในโลกยุคปัจจุบัน

2.รีเซ็ตด้านเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นเรื่องสำคัญ คือ การสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ ส่งเสริมภาคเกษตรกร และการสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นตัวได้ โดยในเรื่องการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนนั้น ได้เร่งดำเนินการลดค่าครองชีพต่างๆ รวมถึงลดค่าพลังงาน ลดค่าขนส่ง รวมถึงจัดให้มีโครงการต่างๆ ให้เข้าถึงทุกชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลความเจริญเ พื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในราคาที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการล่าสุด โดยที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมาโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจเฉพาะกิจ ที่เป็นการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ซึ่งได้ผ่านครม.เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับฐานรากไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท โดยเป็นผลจากรัฐบาลใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท และจากการเติมเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 20,000 กว่าล้านบาท โดยโครงการคนละครึ่งรัฐบาลเติม 44,000 ล้านบาท ประชาชนเติม 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 88,000 ล้านบาท รวมโครงการบัตรสวัสดิการ จะส่งผลให้มีเม็ดเงินรวมกว่า 100,000 ล้านบาท

เชื่อว่าเขาเหล่านั้นจะทำการใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายตัวของเม็ดเงิน มั่นใจว่าจะทำให้มีการเสริมรายได้เพิ่มมากขึ้นในวงกว้าง ฝากให้ทุกท่านกระจายข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ เพราะหากเขาไม่เข้าใจ อาจทำให้เขาสูญเสียโอกาสได้

นายอนุทิน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันจะเสริมความมั่นคงทางการเกษตร และพลังงานด้วยแนวทาง smart farming โดยจะสนับสนุนเรื่องพลังงานพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และภาคครัวเรือนและภาคเกษตร รวมถึงบริหารราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ที่ช่วยทั้งชาวนา และทำให้อยู่ในกติกาใหม่ของโลกไปพร้อมกัน ส่วนเรื่องการเสริมศักยภาพของภาคเอกชนและเอสเอ็มอี รัฐบาลเข้าว่า ท่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการค้า สงครามการค้า และความผันผวนจากตลาดโลก ซึ่งไทยจะต้องเร่งเจรจาข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน Agreement on Reciprocal Tax นอกจากนี้ยังผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยการนำ AI และ Big DATA มาปรับใช้ในการผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงอุตสาหกรรมอนาคตอย่างเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และกรีนเทคโนโลยี เป็นต้น

วันนี้เราต้องตั้งเป้า เพราะวันนี้เราตามเวียดนาม และถือเป็นฝันร้ายของผม โดยไม่คิดว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศในภูมิภาค โดยพวกเราจะต้องช่วยกัน ซึ่งไม่เกินความสามารถ เรานำมาไกลมาก จนเราอาจจะรู้สึกอยู่ตัว และชะลอตัว ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และมีความสุขกับสิ่งที่เป็น แต่พอเผลอแปปเดียว เหมือนกระต่ายกับเต่า ที่พอตื่นขึ้นมาเขาแซงไปแล้ว ดังนั้นเราจะต้องกระโดดให้ทัน ด้วยประสบการณ์พื้นฐานที่ดีของระบบเศรษฐกิจไทย ที่วางรากฐานมาอย่างยาวนาน พื้นฐานโครงสร้าง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ สังคม มั่นใจว่า เรายังสามารถเกิดใหม่ โตใหม่ได้ ซึ่งหวังว่าประเทศไทยของเราจะยังสามารถคงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจภูมิภาคได้ หากเราร่วมมือกัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะเดียวกันไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับการเผชิญกับสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยวันนี้ประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพที่ดี รักษาทุกคน รักษาทุกที่ และรักษาทุกโรค แต่ทั้งนี้ก็มาพร้อมกับต้นทุนที่สูง อย่างไรก็ตาม หากไทยยังมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเชื่อว่ายังไปต่อได้อย่างแน่นอน และคนเหล่านี้จะไม่เป็นภาระของลูกหลาน โดยปัจจุบัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนการเกษียณอายุราชการจากปัจจุบัน ที่ 60 ปี ซึ่งเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวเอกชนมีระบบการรองรับอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน เราจะไม่ปล่อยให้เกิดวิกฤติเด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาของเราในอนาคต โดยจะร่วมกันส่งเสริมให้เด็กไทยเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีการพัฒนาทักษะ และกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิด

3.รีเซ็ตด้านสุดท้าย คือ ด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล ซึ่งโลกกำลังเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมาย Net Zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น 0 ในปี ค.ศ.2050 หรือ อีก 25 ปีข้างหน้า ซึ่งไทยจะดำเนินการจัดตั้งให้มีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน ผลักดันผลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม และเกษตรให้ได้ตามเป้า เพื่อให้ไทยมีที่ยืนในเวทีโลก ประชากรของไทยจะได้รับการยอมรับในทุกประเทศ ไม่ให้มีการ ตั้งกฎเกณฑ์ที่ทำให้เราเสียเปรียบในเรื่องการค้า นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.จัดการอากาศสะอาด พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสะอาด สิ่งเหล่านี้ คือการลงทุนระยาว เพื่อความยั่งยืนในอนาคตของประเทศ ตามหลักของสหประชาชาติ

ขณะที่ดิจิทัล จะเร่งสร้างความเป็นรัฐบาลดิจิทัล เชื่อมโยงกันทุกระบบ เป็นระบบที่เชื่อมโยงกันกันทั้งประเทศ ซึ่งจะมีผลคือ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นผลบวกต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น

ไม่มีรัฐบาลใดจะรีเซ็ตประเทศได้เพียงลำพัง เราต้องการพลังจากภาครัฐ เอกชน แรงงาน พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งสื่อสารมวลชนด้วย ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพแต่ขาดระบบที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพนั้นได้ทำงานอย่างเต็มที่ วันนี้อยากให้เรากลับมามองประเทศไทยของเราด้วยสายตาที่เป็นมิตร จริงใจซึ่งกันและกันและ เราจะเห็นประเทศ ที่ไม่ใช่เพียงประเทศที่ต้องการฟื้นตัว แต่เป็นประเทศไทยเวอร์ชั่นที่พร้อมจะเติบโตอีกครั้งอย่างยั่งยืน และแซงเพื่อนบ้าน เป็นหนึ่งในภูมิภาคให้ได้ เชื่อว่า ไม่เกินความสามารถ ยืนยัน ด้วยความมั่นใจมากกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคภูมิใจไทย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LwzBocID3W–DEnVkf3af