KKP Research ชวนสำรวจคำถามสำคัญว่า ‘การส่งออก’ ของไทยที่ยังเติบโตถึงสองหลัก ยังเป็นเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ดีเหมือนในอดีตอยู่หรือไม่? เริ่มจาก ทำไมการส่งออกไทยเติบโตได้ดีในปี 2568? พบว่า มูลค่าการส่งออกไทยในปี 2568 ในหลายเดือนทำสถิติสูงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกตัวเลขมา KKP Research ประเมินว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกไทยขยายตัวได้ดี คือ ความผันผวนของตัวเลขการส่งออกรายเดือนจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำและเครื่องประดับ การส่งออกที่เติบโตดีในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากราคาทองคำที่สูงขึ้นในปีนี้ แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตทองคำ ทำให้ไม่ได้มีกิจกรรมในภาคการผลิตทองคำโดยตรงและมีการนำเข้าสุทธิในหมวดทองคำ ยิ่งมูลค่าของการส่งออกทองคำเริ่มสูงขึ้นเทียบกับการส่งออกทั้งหมดจะทำให้ตัวเลขการส่งออกโดยรวมเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ แม้ว่าภาคการผลิตจะไม่ได้เติบโตขึ้นตามไปด้วย
อีกปัจจัย คือ การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐที่เร่งเติบโตกว่า 29% ในปี 2568 แม้ว่าสหรัฐจะประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสูงขึ้นต่อสินค้าไทย โดยการส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือน ส.ค.และ ก.ย. แม้จะมีการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าแล้ว ข้อมูลการส่งออกแสดงให้เห็นว่าหมวดสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งคิดเป็น 35-40% ของส่งออกไทยไปยังสหรัฐ ในปี 2567 ยังขยายตัวสูงกว่าระดับปกติ ในขณะที่กลุ่มสินค้าที่ไม่ได้รับการยกเว้นและต้องจ่ายภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้น ขยายตัวช้ากว่า สะท้อนว่าการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่องมีแนวโน้มเป็นการเร่งส่งออกชั่วคราว
อีกคำถามคือ ความเสี่ยงของภาคการผลิตคือการนำเข้าที่เร่งตัวขึ้น โดยนอกจากมูลค่าเพิ่มของสินค้าส่งออกไทยที่ลดลง ประเด็นที่น่ากังวลคือ การนำเข้าเร่งตัวขึ้นต่อเนื่อง มูลค่าการนำเข้าในปี 2568 เพิ่มสูงขึ้นกว่า 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ข้อมูลจะสะท้อนว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากจะเป็นวัตถุดิบหรือสินค้าทุนที่ใช้เพื่อการส่งออก โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ KKP research ประเมินว่า หลายสินค้าที่การนำเข้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็นสินค้าที่ใช้บริโภคในประเทศเช่นกัน สะท้อนว่าสินค้าจากต่างประเทศกำลังเข้ามาตีตลาดในประเทศมากขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าราคาถูกของจีน สะท้อนจากสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจีนต่อสินค้าทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น และส่วนหนึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตภายในประเทศในหลายกลุ่มสินค้า และในระยะถัดไปสถานการณ์นี้ยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
“สถานการณ์ในจีนปัจจุบัน ภาคการผลิตยังมีอุปทานส่วนเกินค้างในระดับสูงเนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศชะลอตัว แต่ยังมีการขยายการลงทุนในภาคการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้ตลาดต่างประเทศต้องเป็นตลาดที่รับกำลังการผลิตส่วนเกินนี้ ซึ่งในประเทศที่กำลังเผชิญกับสินค้าจีนทะลักก็คือประเทศไทย”
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นแรงกดดันที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะหากกำลังการผลิตในไทยปรับลดลงถึงจุดที่โรงงานขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้โรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทยไม่สามารถดำเนินกิจการต่อและต้องปิดตัวลงมากขึ้นในอนาคต ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบด้านลบต่อการจ้างงาน การใช้จ่ายภายในประเทศ และรวมไปถึงดุลการค้าของไทยในระยะข้างหน้า ประเด็นนี้คือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้แม้ว่าตัวเลขการส่งออกจะยังเป็นบวกก็ตาม.
ครองขวัญ รอดหมวน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/925982/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GDMZUjmXoMgQH4mvNJZbX
