ศูนย์วิจัยกสิกรไทย หั่น GDP ปี 69 เหลือ 1.2% หากสงครามยืดเยื้อนาน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย-หั่น-gdp-ปี-69-เหลือ-1.2%-หากสงครามยืดเยื้อนาน

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จนทำให้ต้องมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจใหม่ จากเดิมที่เคยมองว่าปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 1.9% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น และราคาน้ำมันในช่วงต้นปีที่ผ่านมายังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปโดยที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและความไม่แน่นอนในภาคขนส่ง กลายเป็นปัจจัยลบหลัก โดยเฉพาะผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น ฮีเลียม ปุ๋ย น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคการผลิต

สงครามยืดเยื้อ รุนแรง เกิน 3 เดือน หั่นจีดีพีเหลือโต 2%

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้แบ่งการประเมินผลกระทบออกเป็น 2 ฉากทัศน์ ดังนี้

  • กรณีไม่ยืดเยื้อ  หากความขัดแย้งคลี่คลายได้ภายใน 2 เดือน คาดว่า GDP จะถูกปรับลดลงประมาณ 0.2% ลงมาอยู่ที่ราว 1.7% ขณะที่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นจาก 0.4% ไปอยู่ที่ 0.9%
  • กรณียืดเยื้อและรุนแรง หากสงครามลากยาวและราคาน้ำมันดิบยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกินกว่า 3 เดือน อาจฉุด GDP จาก 1.9% ลงมาเหลือเพียง 1.2% หรือในกรณีเลวร้ายที่สุดคือเศรษฐกิจไทยไม่เติบโตเลย โดยไตรมาสแรกอาจขยายตัวได้ แต่ไตรมาสที่เหลือจะติดลบ จนนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่เงินเฟ้ออาจพุ่งแตะระดับ 3%

ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง นายบุรินทร์ ระบุว่า กลุ่มที่ใช้พลังงานสูงและกลุ่มปิโตรเคมีกำลังเผชิญวิกฤตหนัก เนื่องจากไม่สามารถนำเข้า ฟีดสต็อก (Feedstock) หรือวัตถุดิบพื้นฐานมาผลิตได้ ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกลุ่มเม็ดพลาสติก และ PVC ซึ่งจะลุกลามไปถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำอย่าง บรรจุภัณฑ์อาหาร ที่จะขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหาการเดินเรือยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยค่าระวางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 4-5 เท่า ขณะที่ค่าประกันภัยเรือบางเส้นทางพุ่งสูงขึ้นถึง 10-80 เท่า การเดินเรือต้องเลี่ยงไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮป (Cape of Good Hope) ทำให้ระยะเวลาขนส่งเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ อีกทั้งยังเกิดภาวะ Disruption ทั่วโลกจากการที่บริษัทเดินเรือประกาศภาวะสุดวิสัย (Force Majeure) เลือกเดินเรือเฉพาะเส้นทางที่ได้กำไรสูงสุดเท่านั้น

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่

สำหรับข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ นายบุรินทร์ ย้ำว่าภารกิจเร่งด่วนคือการจัดการแหล่งพลังงานและวัตถุดิบเพื่อควบคุมค่าครองชีพ แม้จะคาดการณ์ว่าสถานการณ์อาจคลี่คลายใน 2 เดือน แต่รัฐต้องมีมาตรการรองรับหากเกิดการขาดแคลนพลังงานในระยะสั้น รวมถึงการพิจารณานำ ถ่านหิน กลับมาใช้ชั่วคราวหากจำเป็น เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่หาได้ง่ายและถูกกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่​ มองว่าจะเป็นไปตามกระบวนการ​ และคณะรัฐมนตรีจะใกล้เคียงกับชุดก่อน​ ส่วนการดำเนินนโยบายยังคงต่อเนื่อง ขณะที่การผลักดันงบประมาณปี​ 2570 คาดว่าจะบังคับใช้ได้ในไตรมาส​ 4​ ของปีนี้

เราเชื่อว่าเศรษฐกิจเอเชียจะอยู่รอดได้ เพราะกลไก Supply Chain จะค่อยๆ ปรับตัว เหมือนวิกฤตน้ำมันในปี 1973 อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก แต่ต้องใช้พลังงานอย่างประหยัด และรัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกลไกราคาตลาดของสินค้าอุตสาหกรรมมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดปัญหาของขาดแคลนและตลาดพังทลายในที่สุด

มองเป็น Wake up call ไทยต้องเร่งปรับสัดส่วนพลังงานสะอาด

ส่วนในระยะยาว ระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ถือเป็น Wake up call ให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับสัดส่วนพลังงานสะอาด เนื่องจากปัจจุบันเอเชียพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซสูงถึง 60%  ดังนั้น มองว่ารัฐบาลควรส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพ รวมถึงการพิจารณา พลังงานนิวเคลียร์ หรือโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SMR) เป็นทางเลือกเพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในอนาคต เช่นเดียวกับโมเดลของจีนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ไม่มาก เพราะมีการเตรียมพร้อมด้านพลังงานสะอาดมาอย่างยาวนาน

ไทยเผชิญภาวะ “Triple Deficit”

ด้านเสถียรภาพทางการเงิน นายบุรินทร์  ระบุว่า มีความกังวลต่อภาระทางการคลังจากการตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งไทยเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังใช้นโยบายนี้ ขณะที่ประเทศอื่นปล่อยให้เป็นไปตามกลไกลตลาด ส่งผลให้ไทยเผชิญภาวะ “Triple Deficit” หรือการขาดดุล 3 ด้าน คือ ขาดดุลการคลัง ขาดดุลพลังงาน และขาดดุลจากการนำเข้าสินค้าที่แพงขึ้น

ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.80 – 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสอ่อนค่าลงได้อีกหากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงวันละเกือบ 1 ล้านบาร์เรล

พร้อมประเมินว่า​ราคาค่าน้ำมันที่​อยู่ในระดับสูง​อยู่ในระดับสูง​ และความเชื่อมั่นที่ลดลง​ ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย​ โดย​ช่วงเทศกาลสงกรานต์​ ​เห็นสัญญาณการยกเลิกการจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบิน​ 10-15% ​ แต่ในวิกฤตินี้จะเห็น​สัดส่วนนักท่องเที่ยวพำนักระยะสั้นเพิ่มขึ้น​ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาท

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MaGqtOLz8xjc1iWONDVqa