นาย โฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ (José Antonio Kast) ผู้สมัครฝ่ายขวาจากพรรครีพับลิกันและอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของชิลี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยเอาชนะผู้สมัครจากฝ่ายซ้าย นาง ฌาเน็ตต์ จารา (Jeannette Jara) สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในสมัยประธานาธิบดีกาเบรียล โบริช ไปด้วยคะแนน 7.3 ล้านเสียงต่อ 5.2 ล้านเสียง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 58.16 ของจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 12.5 ล้านคน นับเป็นการได้รับคะแนนเสียงการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของชิลี ตลอดการหาเสียงนายคาสต์ เน้นประเด็นด้านความมั่นคง การอพยพ อาชญากรรม และฟื้นฟูเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยกล่าวว่าชิลีเป็นประเทศที่กำลังตกอยู่ในความวุ่นวายและความไม่มั่นคง เขาให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยและปราบปรามการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายและอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด รวมถึงดำเนินการลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลอย่างเข้มงวด และนำพาประเทศกลับสู่ยุคทองของการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกต่อผู้สนับสนุนในฐานะว่าที่ประธานาธิบดี นายคาสต์กล่าวว่า “ชิลีจะกลับมาเป็นอิสระจากอาชญากรรม และเป็นอิสระจากความหวาดกลัวอีกครั้ง เขาให้คำมั่นว่าจะสร้างกำแพงกั้นตามแนวชายแดนทางตอนเหนือของชิลี สร้างเรือนจำที่มีระบบรักษาความปลอดภัยสูงที่สุด และเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวนมากกว่า 300,000 คน[1] ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเวเนซุเอลา ทั้งนี้ นายคาสต์จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของชิลีอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มีนาคม 2569 โดยเขาได้เตือนผู้อพยพผิดกฎหมายว่า พวกเขาควรออกเดินทางออกจากชิลีก่อนวันดังกล่าว หากต้องการมีโอกาสกลับเข้ามาชิลีอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมืองอย่างชัดเจนของการเลือกตั้งในครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากคะแนนนิยมที่ลดลงอย่างมากจากผลงานของรัฐบาลฝ่ายซ้ายในปัจจุบัน ชัยชนะของนายคาสต์แสดงให้เห็นถึงการกลับมามีอำนาจของรัฐบาลฝ่ายขวาในภูมิภาคลาตินอเมริกาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับประเทศอาร์เจนตินา เอกวาดอร์ คอสตาริกา และเอลซัลวาดอร์
บทวิเคราะห์/ความเห็นของสคต.ฯ
ชัยชนะของนาย โฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ (José Antonio Kast) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ กระแสรัฐบาลอนุรักษ์นิยมในชิลีกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งจากความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาอาชญากรรมและการอพยพผิดกฎหมายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญที่เปลี่ยนไปของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากประเด็นความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ไปสู่ประเด็นความมั่นคงและความปลอดภัยสาธารณะ แม้ว่าชิลียังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในลาตินอเมริกา แต่ปัญหาอาชญากรรมรุนแรงกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยชิลีมีดัชนีการก่ออาชญากรรมอยู่ที่ 60.5[1] ต่อประชากร 1 แสนราย สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 26 ของโลก ในการนี้ สคตฯ ขอสรุปนโยบายหลักของนาย โฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ (José Antonio Kast) ดังนี้
1. มาตรการด้านความมั่นคงและความปลอดภัยทางสังคม เพิ่มงบประมาณและการดำเนินการของรัฐด้านความมั่นคง สร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่ชายแดนทางเหนือของชิลี สร้างกำแพงคูน้ำและการเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิด สร้างเรือนจำเพิ่มขึ้น และเพิ่มเจ้าหน้าที่ราชฑัณฑ์ใหม่อีก 5,000 นาย เพิ่มกำลังตำรวจและทหารในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ
2. มาตรการด้านการย้ายถิ่นฐาน ในช่วง 6 ปี ที่ผ่านมามีการอพยพผิดกฎหมายเข้าสู่ประเทศชิลีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 47 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการหลั่งไหลเข้าประเทศชิลีของชาวเวเนซุเอลา จากประมาณ 10,000 คนในปี 2561 เป็น 337,000 คนในปี 2566 หัวใจสำคัญของนโยบายการย้ายถิ่นฐานของนายคาสต์ คือ การเนรเทศผู้อพยพที่มีสถานะผิดกฎหมายทั้งหมด โดยได้กำหนดเวลา 90 วันในการออกจากประเทศโดยสมัครใจ มิเช่นนั้น รัฐบาลจะติดตามและเนรเทศพวกเขาและอาจต้องเผชิญกับการลงโทษหรือจำคุก
3. มาตรการด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจ มีแผนที่มุ่งเน้นการลดงบประมาณของรัฐบาลและการลดขั้นตอนทางราชการ เพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยนายคาสต์เสนอให้ตัดงบประมาณของชิลี 6 พันล้านเหรียญสหรัฐจากงบ 82 พันล้านเหรียญสหัรฐภายใน 18 เดือน เขายังมีแผนที่จะตรวจสอบบัญชีของรัฐบาลกลางและปราบปรามสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองของพนักงานรัฐ ใช้แนวทางเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการลดกฎระเบียบและสร้างแรงจูงใจในการลงทุน เพิ่มการจ้างงาน ลดความซับซ้อนของการจัดเก็บภาษีสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และลดข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการพลังงานและเหมืองแร่ นอกจากนี้ เขายังวางแผนที่จะลดภาษีในด้านต่าง ๆ เช่น ลดอัตราภาษีลงลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 27 เหลือร้อละ 23 และลดภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกด้วย
ผลกระทบต่อประเทศไทย นโยบายทางเศรษฐกิจของชิลีภายใต้รัฐบาลของนายโฆเซ่ อันโตนิโอ คาสต์ (José Antonio Kast) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ สคต.ฯ คาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางการค้าระหว่างไทยกับชิลี เนื่องจากจุดยืนที่สนับสนุนนโยบายการตลาดเสรี มุ่งเน้นการลดภาษี การลดกฎระเบียบ ปรับปรุงกลไกการค้าเสรีที่มีอยู่ และส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน ทั้งนี้ สคต.ฯ คาดว่านโยบายต่างประเทศของนายคาสต์ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ จะเอื้ออำนวยต่อภาคธุรกิจของชิลี โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าของประเทศไทย รวมถึงการสร้างเสถียรภาพของรัฐบาลและความสัมพันธ์ทางการค้าในระยะยาว โดยในปัจจุบัน มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย – ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนตุลาคม 2568 อยู่ที่ 1,118.36 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.04) โดยไทยได้ดุลการค้าที่ 120.40 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญของชิลีจากไทย อาทิ (1) รถยนต์และส่วนประกอบ (พิกัดศุลกากรที่ 87) รวมมูลค่า 290.80 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 47.40 (2) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (พิกัดศุลกากรที่ 84) รวมมูลค่า 110.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.89 และ (3) ปลากระป๋อง (พิกัดศุลกากรที่ 16) รวมมูลค่า 59.19 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.51 เป็นต้น
__________________________
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก
ธันวาคม 2568
[1] https://worldpopulationreview.com/country-rankings/crime-rate-by-country
[1] chrome-extension://efaidnbmnnnibpcajpcglclefindmkaj/https://www.ine.gob.cl/docs/default-source/demografia-y-migracion/publicaciones-y-anuarios/migraci%C3%B3n-internacional/estimaci%C3%B3n-poblaci%C3%B3n-extranjera-en-chile-2018/sintesis-epe2023.pdf?sfvrsn=cc51129c_10
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/v3ak60zdcl1z0dhyb3k6pead&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14bhzFwoCgLMysNFm5MyaS
