วันพุธ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.25 น.
ปชป. ร่วมเวทีถกสภาดิจิทัลฯ! เสนอ 5 แนวทางจัดการอย่างมีกลยุทธ์พัฒนา”เศรษฐกิจดิจิทัล” ไทย เพื่อให้ประเทศสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงของชาติ
เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค ได้เข้าพบและหารือกับสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย ณ ทรูดิจิทัลพาร์ค เพื่อรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
การหารือครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นถึง ความท้าทายเชิงโครงสร้าง ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล พร้อมกับเสนอให้รัฐบาลบริหารจัดการอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อทำให้ประเทศมีความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ
1. ความท้าทายด้านอธิปไตยข้อมูลและความมั่นคงของชาติ
ประเด็น: การจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลสำคัญของพลเมือง (เช่น ข้อมูลสุขภาพและการเงิน) โดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ และการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม
แนวทางพิจารณา: หลายประเทศพัฒนาแล้วได้นำนโยบาย Data Localization มาใช้เพื่อบังคับให้บริษัทแพลตฟอร์มต่างชาติต้องมาจัดตั้งนิติบุคคลหรือศูนย์ข้อมูลในประเทศ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการตอบโต้ทางการค้าจากมหาอำนาจ โดยอาจพิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมายที่ไม่ใช่ประเด็นการค้าโดยตรง เช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (GDPR-like) หรือการกำหนดข้อมูลที่มีความอ่อนไหวสูงเป็นพิเศษ (เช่น ข้อมูลพันธุกรรม) ให้ต้องจัดเก็บภายในประเทศเท่านั้น
2. วิกฤตการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัล (Digital Talent Gap)
ประเด็น: แม้ว่าตลาดงานดิจิทัลจะมีความต้องการสูงและเสนอค่าตอบแทนที่สูง แต่ประเทศไทยยังคงมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะที่จำเป็น โดยเฉพาะในสายงาน STEM
ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง: ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การผลิตของมหาวิทยาลัย แต่เกิดจากระบบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่ยังไม่สามารถกระตุ้นให้นักเรียนเห็นความสำคัญและสนใจในสายงาน STEM โดยปัจจุบัน สัดส่วนบัณฑิตสาย STEM ของไทยยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก (ประมาณ 20% เทียบกับเป้าหมาย 50%) และสัดส่วนประชากรที่มีทักษะการเขียนโค้ดก็ยังอยู่ในระดับต่ำ (16%)
3. ปัญหาในกลไกสนับสนุนสตาร์ทอัพและการร่วมลงทุน
ประเด็น: สภาพแวดล้อมทางกฎหมายและการลงทุนในประเทศยังไม่เอื้ออำนวย ทำให้นิติบุคคลสตาร์ทอัพส่วนใหญ่เลือกไปจดทะเบียนในต่างประเทศ (เช่น สิงคโปร์)
ข้อจำกัดของกลไกรัฐ: โมเดลการร่วมลงทุน (Co-investment) ของภาครัฐมีแนวโน้มให้เอกชนรับความเสี่ยงสูงในช่วงเริ่มต้น (Seed Stage) และรัฐบาลจะเข้าร่วมลงทุนเมื่อความเสี่ยงลดลงแล้ว (บริษัทเริ่มอยู่รอด) ซึ่งเป็นแนวทางที่สวนทางกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่รัฐบาลมักยอมรับความเสี่ยงสูงในช่วงแรกเพื่อกระตุ้นนวัตกรรม ปัญหานี้ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลของเจ้าหน้าที่รัฐเรื่องการถูกฟ้องร้องภายใต้มาตรา 157
4. การให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลมูลค่าสูง
ประเด็น: หน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งยังคงมุ่งเน้นไปที่การดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม (Infrastructure Layer) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มน้อยลง เมื่อเทียบกับเลเยอร์ที่สูงขึ้นในห่วงโซ่คุณค่าดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน, ข้อมูล, และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
แนวทางพิจารณา: เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ประเทศควรปรับกลยุทธ์ไปเน้นที่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supplier) หรือการส่งออกวิศวกร AI ให้กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แทนที่จะมุ่งสร้างแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกด้วยตนเอง
5. ความจำเป็นในการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ
ประเด็น: ความพยายามในการร่างกฎหมายกำกับดูแล เช่น กฎหมาย AI นั้นมีความจำเป็น แต่การคัดลอกกฎหมายจากต่างประเทศโดยไม่คำนึงถึงบริบทของไทยอาจกลายเป็นการสร้างข้อจำกัดให้กับผู้ประกอบการไทย
แนวทางพิจารณา: ควรพิจารณานำกรอบการกำกับดูแลที่มุ่งเน้นการสนับสนุนให้เกิดการนำ AI ไปใช้ (Adoption) ในภาครัฐและเอกชนในวงกว้างก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ กำหนดขอบเขตข้อจำกัดตามมา เพื่อไม่ให้การกำกับดูแลเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/458025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KYS34ONb-HvT5MSLXBfqX
