ธปท.เปิดจุดเปราะบาง “เศรษฐกิจไทย” เร่งคุม BNPL หวั่นซ้ำเติมหนี้

ธปท.เปิดจุดเปราะบาง-“เศรษฐกิจไทย”-เร่งคุม-bnpl-หวั่นซ้ำเติมหนี้

ธปท.เปิด 5 จุดเปราะบาง “เศรษฐกิจไทย” ปี 2569 จับตา 30% ครัวเรือนรายได้ไม่พอ ห่วง BNPL โตเร็ว ซ้ำเติมหนี้ครัวเรือน พร้อมจับตา SMEs อสังหาฯ และสภาพคล่องธุรกิจรายใหญ่

2 ต.ค.2569 – ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย 2569 โดยระบุว่า ระบบการเงินไทยในภาพรวมยังมีเสถียรภาพ โดยธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร และสหกรณ์ออมทรัพย์ยังมีฐานะอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะที่ตลาดการเงินยังสามารถทำหน้าที่สนับสนุนเศรษฐกิจได้ตามปกติ

อย่างไรก็ดีภายใต้ความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลางและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ทั่วถึง ยังมี 5 จุดเปราะบางสำคัญ ที่ต้องจับตา ทั้งจากภาคต่างประเทศและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ประกอบด้วย

1. สงคราม–พลังงาน กระทบต้นทุนไทยผ่าน 3 ช่องทาง

รายงานระบุว่า ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางยังไม่หมดไป แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงบ้าง โดย ธปท.ประเมินว่าผลกระทบต่อไทยส่งผ่านหลัก ๆ 3 ช่องทาง ได้แก่ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น การขาดแคลนวัตถุดิบ และความผันผวนของราคาสินทรัพย์และอัตราผลตอบแทนในตลาดการเงิน

โดยไทยมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงดังกล่าวค่อนข้างมาก เพราะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วน มากกว่า 60% ของการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด ขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยมีข้อจำกัดด้านกันชนรองรับแรงกระแทกมากขึ้น จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง พื้นที่ทางการคลังที่จำกัด ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง และเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดีผลกระทบเริ่มเห็นผ่านต้นทุนสินค้าและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจที่ใช้พลังงานสูง ขณะที่กลุ่มขนส่ง วัสดุก่อสร้าง เกษตร รวมถึงท่องเที่ยวและโรงแรม มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น หากต้นทุนไม่สามารถส่งผ่านไปยังราคาขายได้เต็มที่ ก็จะกดดันกำไรและท้ายที่สุดอาจกระทบคุณภาพสินเชื่อของสถาบันการเงิน

2. ครัวเรือน 30% เสี่ยง “รายได้ไม่พอรายจ่าย”

ในรายงานระบุถึง จุดเปราะบางที่กระทบประชาชนโดยตรง คือฐานะการเงินของครัวเรือน ธปท.ประเมินว่า ประมาณ 30% ของครัวเรือนทั้งหมดอาจมีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้บางครัวเรือนต้องนำเงินออมออกมาใช้ หรือเปลี่ยนสินทรัพย์ทางการเงินเป็นสภาพคล่องเพื่อประคองการดำรงชีวิต

โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ย ไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน พบว่าประมาณหนึ่งในสามอยู่ในกลุ่มเปราะบางหรือจำเป็นต้องพึ่งเงินเก็บ เนื่องจากรายได้แทบไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ในแต่ละเดือน หากเงินเก็บไม่เพียงพอ อาจต้องกู้เพิ่มเพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดหาย และทำให้การหลุดพ้นจากกับดักหนี้ทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ความสามารถของครัวเรือนในการรับมือกับ Income Shock ยังจำกัด ขณะที่สินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้มีแนวโน้มลด ทำให้ความสามารถในการรองรับภาวะฉุกเฉินลง

3. SMEs ที่เก่งยังติดข้อจำกัดด้านเงินทุน

ขณะที่อีกหนึ่งประเด็นเชิงโครงสร้างที่ ธปท.ให้ความสำคัญ คือ การจัดสรรเงินทุนที่ยังไม่ทั่วถึงและไม่มีประสิทธิภาพ (Misallocation of Capital) ธุรกิจ SMEs มีความเปราะบางเพิ่มขึ้นจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น รวมถึงมีข้อจำกัดในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค ขณะที่กันชนทางการเงินของธุรกิจลดลงจากการเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจหลายระลอก

ตัวเลขที่สะท้อนปัญหานี้ชัดเจนคือ เมื่อเปรียบเทียบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 30% พบว่า SMEs เข้าถึงสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพียง 21% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงได้ 63% ไม่เพียงเข้าถึงสินเชื่อยากกว่า แต่ SMEs ยังมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่า โดย EIR ค่ากลางอยู่ที่ 7.8% สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และ 6.6% สำหรับธุรกิจขนาดกลาง เทียบกับ 3.9% สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่

“ภาพดังกล่าวสะท้อนปัญหาเงินทุนไปไม่ถึงธุรกิจที่มีศักยภาพและทำให้ SMEs มีข้อจำกัดในการลงทุน ปรับตัว และขยายธุรกิจ ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วน SMEs ที่มีฐานะการเงินสามารถรองรับ Income Shock ลดลงจาก 22.7% เหลือเพียง 7.7% ขณะที่กลุ่มที่มีฐานะการเงินเปราะบางเพิ่มจาก 24.1% เป็น 30.8%”

4. อสังหาริมทรัพย์ซบเซา เสี่ยงโยงตลาดตราสารหนี้

รายงาน เปิดเผยด้วยว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ อุปทานคงค้างในระดับสูง และต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ซื้อได้เต็มที่ ทำให้สภาพคล่องของ developer บางรายตึงตัว โดยเฉพาะผู้ที่พึ่งพาการออก High Yield Bond หรือ HY Bond

จุดที่ต้องจับตาคือ developer พึ่งพาเงินทุนทั้งจากสินเชื่อสถาบันการเงินและตลาดตราสารหนี้ หากตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซายืดเยื้อ รายได้และสภาพคล่องที่ลดลงอาจทำให้ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลง และเพิ่มความเสี่ยงในการ rollover ตราสารหนี้เมื่อครบกำหนด

รายงานยังระบุว่า developer บางรายที่มีอันดับเครดิตอยู่ในระดับลงทุนได้ หรือ Investment Grade แต่เริ่มเข้าใกล้ระดับที่ไม่ควรลงทุน หากสงครามยืดเยื้อและกำลังซื้อในประเทศไม่ฟื้นตัว อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตและกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดตราสารหนี้

อย่างไรก็ตาม ธปท.ประเมินว่าความเสี่ยงต่อภาคการเงินในปัจจุบัน ยังมีขนาดค่อนข้างจำกัด โดย ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 สินเชื่อของ developer คิดเป็น 3.3% ของสินเชื่อธุรกิจในระบบสถาบันการเงิน และตราสารหนี้ที่ออกโดย developer คิดเป็น 7.9% ของยอดคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมด

5. ฐานะการคลัง–หนี้สาธารณะ เป็นโจทย์ที่ต้องจับตา

นอกจากความเสี่ยงจากภาคธุรกิจและครัวเรือนแล้ว ธปท.ยังติดตาม เสถียรภาพการคลัง อย่างใกล้ชิด หลังระดับหนี้สาธารณะและภาระดอกเบี้ยต่อรายได้อยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รายงานระบุถึงการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งอาจมีผลต่อการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ และมีนัยต่อทั้งเสถียรภาพตลาดการเงินและต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน

ขณะที่กรอบวินัยการคลังกำหนดเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของ GDP โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารัฐจะสามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย รวมถึงการปฏิรูปด้านรายได้ เช่น การเพิ่ม VAT หากดำเนินการไม่ได้ตามแผน หนี้สาธารณะอาจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและทำให้ภาระดอกเบี้ยของภาครัฐสูงขึ้นตามไปด้วย
ห่วง BNPL โตเร็ว ซ้ำเติมหนี้ครัวเรือน

รายงานระบุว่าด้วย ธปท. จับตาการขยายตัวของสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) หลังพบว่าครัวเรือนบางกลุ่มเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยากขึ้น โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย ขณะที่ BNPL มีจุดเด่นด้านการเข้าถึงง่ายและเงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อที่ผ่อนปรนกว่าสินเชื่อทั่วไป จึงอาจกลายเป็นอีกช่องทางที่ครัวเรือนใช้เพื่อประคองค่าใช้จ่ายในช่วงที่รายได้ไม่เพียงพอ

ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน เมื่อครัวเรือนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคจากสถาบันการเงินได้ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย จึงมีการหันไปพึ่งแหล่งเงินทุนอื่นมากขึ้น ทั้งการกู้จากสหกรณ์ การใช้บริการ BNPL ผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์ รวมถึงโรงรับจำนำ และบางส่วนอาจต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ

จุดที่ ธปท.ให้ความสำคัญคือ BNPL มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลต่อวินัยทางการเงินของประชาชน รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนในระยะยาว โดย ธปท.อยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณาแนวทางกำกับดูแลผู้ให้สินเชื่อให้เหมาะสมกับพัฒนาการของธุรกิจดังกล่าว

“โจทย์ใหญ่ คือ ครัวเรือนบางกลุ่มกำลังใช้สินเชื่อเพื่อรับมือกับปัญหารายได้และสภาพคล่อง หากรายได้ยังไม่ฟื้นตัว ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายและหนี้ยังอยู่ในระดับสูง การเข้าถึงสินเชื่อที่ง่ายขึ้นอาจช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องเฉพาะหน้า แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต”

จับตาธุรกิจรายใหญ่ เสี่ยงสภาพคล่องตึงตัว หนี้สูง

ด้านกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบการเงิน หรือ SiCorp (Systemically Important Corporations) ยังคงมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง โดยสามารถลดภาระหนี้ได้ช้ากว่าบริษัทจดทะเบียนกลุ่มอื่น ทั้งในประเทศและต่างประเทศนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง ทำให้ธุรกิจบางกลุ่มเผชิญความเสี่ยงด้านเครดิตเพิ่มขึ้น

สำหรับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สงครามในตะวันออกกลางทำให้ความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และ Supply Disruptions ที่กล่าวข้างต้นมีความชัดเจนขึ้น โดยบริษัทในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และปิโตรเคมีบางรายได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่บางรายเผชิญการขาดแคลนวัตถุดิบจากการพึ่งพาแหล่งวัตถุดิบในตะวันออกกลาง

ธปท.ได้ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง หรือ Liquidity Gap ของกลุ่ม SiCorp ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาดีเซลเฉลี่ยปี 2569 เพิ่มจาก 32 บาทเป็น 38 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20% พร้อมสมมติฐานว่าต้นทุนวัตถุดิบสำคัญ เช่น ปุ๋ย เม็ดพลาสติก และค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ Supply Disruptions ทำให้รายได้ลดลงจากการลดกำลังการผลิต และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ

ผลการประเมินพบว่า SiCorp บางแห่งมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเปราะบางอยู่เดิมและถูกซ้ำเติมด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น รวมถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ

กลุ่มที่ต้องจับตา ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเผชิญกำลังซื้ออ่อนแอและต้นทุนวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น, ปิโตรเคมีบางรายที่มีปัญหาอุปทานส่วนเกิน และ ธุรกิจการค้า ที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงในช่วงสงคราม ขณะที่ปิโตรเคมีบางรายได้รับผลกระทบจากการพึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ตาม ธปท.ระบุว่า ธุรกิจรายใหญ่ส่วนใหญ่ยังมีฐานะการเงินที่เข้มแข็งและสามารถปรับตัวได้ เช่น การหาแหล่งผลิตใหม่ การเพิ่มสต็อกวัตถุดิบ และการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้ซื้อ รวมถึงสามารถจัดหาสภาพคล่องจากแหล่งเงินทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ ซึ่งนักลงทุนยังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้คุณภาพสูง

ความเสี่ยงยังไม่ลามระบบการเงิน

แม้ SiCorp บางรายมีสภาพคล่องตึงตัวขึ้น แต่ความเชื่อมโยงกับระบบการเงินยังอยู่ในระดับจำกัด โดยกลุ่มธุรกิจที่เปราะบางอยู่เดิมมีภาระหนี้กับสถาบันการเงินคิดเป็น 2% ของสินเชื่อธุรกิจทั้งระบบ และมียอดคงค้างตราสารหนี้คิดเป็น 1.9% ของตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งหมด ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจาก Supply Disruptions มีภาระหนี้กับสถาบันการเงินเพียง 0.4% ของสินเชื่อธุรกิจทั้งระบบ

ธุรกิจรายใหญ่ยังไม่ได้กำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องทั้งระบบ แต่คือ บางบริษัทเริ่มมี Liquidity Gap สูงขึ้น หากต้นทุนเพิ่ม รายได้ลด และสถานการณ์ยืดเยื้อ ซึ่ง ธปท.จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหากสถานการณ์สงครามมีความรุนแรงหรือยืดเยื้อกว่าที่คาด

รายงานฉบับเต็ม : www.bot.or.th

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/275302/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s_XGGGaGswKvE3q2QbD85