ดุสิต เรสซิเดนเซส กับยอดขาย 95% บอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางอสังหาฯ ระดับอัลตร้าลักชัวรี่

ดุสิต-เรสซิเดนเซส-กับยอดขาย-95%-บอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางอสังหาฯ-ระดับอัลตร้าลักชัวรี่

2. นิยามใหม่ของความหรูหรา: Branded Residence และ Ecosystem ของการใช้ชีวิต

หมดยุคที่ความหรูหราจะวัดกันแค่ขนาดห้องหรือวัสดุปูพื้น ความสำเร็จของดุสิตสะท้อนว่า ผู้ซื้อระดับบนยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับ “ความไร้กังวล”

โมเดล Branded Residence ภายใต้บริการ ‘Graciously Dusit Hospitality’ ตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างตรงจุด การผสานโรงแรมระดับตำนาน อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า เข้ากับพื้นที่สีเขียวอย่าง “สวนดุสิตอรุณ” (Roof Park) ขนาด 7 ไร่ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Mixed-Use Ecosystem

นี่คือการรีเซ็ตย่านสีลม-พระราม 4 ให้กลายเป็น Super Core CBD ที่แท้จริง ลูกค้าระดับนี้ไม่ได้ซื้อแค่ “ที่อยู่” แต่ซื้อ “คุณภาพชีวิต” ที่มีงาน การพักผ่อน และธรรมชาติรวมอยู่ในที่เดียว ซึ่งเป็นเทรนด์ที่มาแรงทั่วโลกหลังยุคโควิด-19

3. Sustainability: มาตรฐานใหม่ที่ขาดไม่ได้

การที่โครงการนี้เป็นเรสซิเดนซ์แห่งแรกในอาเซียนที่พัฒนาตามเกณฑ์ LEED Gold v4.1 บ่งบอกว่า “ความยั่งยืน” (Sustainability) ไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่เป็นข้อกำหนดพื้นฐาน (Prerequisite) ของสินทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ไปแล้ว

กลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักในปัจจุบันมีความตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมและ Well-being สูงมาก การที่อาคารสูง 299 เมตรแห่งนี้ใส่ใจเรื่องนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยตัดสินใจซื้อ นอกเหนือไปจากความหรูหราทางกายภาพ

ดุสิต เรสซิเดนเซส กับยอดขาย 95% บอกอะไรเราเกี่ยวกับทิศทางอสังหาฯ ระดับอัลตร้าลักชัวรี่

4. ความยืดหยุ่นของราคา (Price Inelasticity) ในตลาดบนสุด

ข้อมูลระบุว่า ยูนิตระดับ Penthouse 7 ห้อง ถูกจับจองไปแล้วถึง 5 ห้อง และยูนิตขนาดใหญ่ที่สุด 900 ตารางเมตร ที่ทางบริษัท วิมานสุริยา เก็บไว้เป็น “ไพ่ตาย” ใบสุดท้าย คาดว่าจะทำราคาได้แตะระดับ 500,000 บาทต่อตารางเมตร

ปรากฏการณ์นี้ยืนยันทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า ตลาดระดับบนสุดมีความยืดหยุ่นต่อราคาน้อยมาก (Price Inelastic) หากสินค้านั้นตอบโจทย์เรื่องความหายาก (Scarcity) และคุณค่าทางใจ (Legacy) ราคาที่สูงขึ้นแทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ

ก้าวต่อไป: บทพิสูจน์โมเดล ‘ภูเก็ต-พัทยา’

ความสำเร็จที่กรุงเทพฯ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อโมเดลนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า “เวิร์ก” ดุสิตธานีและเซ็นทรัลพัฒนาจึงไม่รอช้าที่จะขยายความสำเร็จนี้ไปยังหัวเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง ภูเก็ต และ พัทยา ภายในปี 2569

การขยายตัวนี้ไม่ใช่แค่การสร้างตึกใหม่ แต่คือการนำจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของการเป็น Global Destination ไปปักหมุดในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากทั่วโลก

ยอดขาย 95% ของดุสิต เรสซิเดนเซส ไม่ได้บอกเราแค่ว่า “โครงการนี้ขายดี” แต่มันกำลังตะโกนบอกเราว่า ในขณะที่เศรษฐกิจฐานรากอาจกำลังดิ้นรน ยอดพีระมิดของไทยยังคงแข็งแกร่ง และพร้อมจะจ่ายไม่อั้นให้กับสินทรัพย์ที่พวกเขามั่นใจว่าจะเป็น “มรดก” ที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F621desMhZLa6Ka9s_giB