คอลัมน์การเมือง – แม่นยำ ตรงจุด แต่อาจยังไม่เข้มข้นพอ นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน 2

คอลัมน์การเมือง-–-แม่นยำ-ตรงจุด-แต่อาจยังไม่เข้มข้นพอ-นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลอนุทิน-2

นโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เป็นเหมือนแผนที่นำทาง

บอกว่ารัฐบาลจะนำพาประเทศเดินไปในทิศทางไหน อย่างไร ?

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 เป็นเครื่องมือและโอกาสที่ทีมไทยแลนด์ นายกฯ และรัฐมนตรีมืออาชีพ จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ ในรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ และมีเสียงข้างมากในสภา

วันนี้ มาติดตามต่อว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 มีความเข้มข้น แม่นยำ เพียงพอรับมือกับวิกฤตโลกขณะนี้ หรือไม่?

ภาพรวม จะพบว่า รัฐบาลอนุทิน 2 มีนโยบายบริหารจัดการเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่พึ่งพาอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ภาคการผลิตการเกษตร การส่งออก การท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน ก็มีนโยบายที่จะสร้างโอกาสและคว้าโอกาสที่เกิดจากเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และภาคบริการด้วยเช่นกัน

….

2.3 มีนโยบายสนับสนุนภาคเกษตร กระตุ้นการเพิ่มมูลค่า ยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร

“…ด้านการเกษตร รัฐบาลจะ “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน โดย 

1.สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ศักยภาพของดิน และแหล่งน้ำในพื้นที่ พัฒนาการทำการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการทำการเกษตร รวมถึงช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยืดหยุ่น ควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้และเทคนิคการเกษตรสมัยใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทานให้แก่เกษตรกรผ่านโครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนายกระดับทักษะการใช้แม่ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 

2.พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงการผลิตสินค้าเกษตรกับอุตสาหกรรมแปรรูป โดยใช้ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นตัวกำหนดทิศทาง เพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ปริมาณน้ำและสภาพอากาศในระดับตำบล พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรที่ไม่สร้างภาระและต้นทุนให้แก่เกษตรกร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบต่อคุณภาพสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน การปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน อาทิ การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ ปุ๋ยคุณภาพสูง โดยสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในด้านปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ยเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกร ตลอดจนดำเนินการจัดการที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในสิทธิที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม ดำเนินการตรวจสอบและจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน

3.สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่ใช้ผลิตภัณฑ์เกษตรในพื้นที่ พัฒนากลไกที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด อาทิ การยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อทำหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่การผลิตและร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาช่องทางการตลาด เพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่กลุ่มเกษตรกร

รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ปรับปรุงรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่มีความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ พัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ สร้างความมั่นคงด้านปริมาณและคุณภาพสินค้าเกษตรควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหาร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลก…”

2.4 มีนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้จากเครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว

“…ในด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลจะ “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง” โดย 

1.ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ โดยออกกฎหมายเพื่อนำภารกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมอัตลักษณ์และความหลากหลายทางภาษาที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม และยกระดับบทบาทของวัฒนธรรมไทยในเวทีระหว่างประเทศผ่านการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy) เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความหลากหลายและมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของประเทศ อันจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม 

2.พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand) โดยนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สร้างความประทับใจ ความทรงจำที่ดีงาม และความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ

เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยซ้ำเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง โดยเริ่มต้นจากการต่อยอดกับธุรกิจและบริการในสาขาที่ประเทศมีความได้เปรียบ อาทิ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม วิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน ควบคู่กับการเชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยว ผนวกสินค้าและบริการไทย อาทิ ผลไม้ อาหาร สปา ให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการแปรรูป ไปจนถึงธุรกิจชุมชน ทำให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

3.ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการจัดนิทรรศการ การประชุม และกิจกรรมสันทนาการระดับนานาชาติ อาทิ คอนเสิร์ต กีฬา ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของคนต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากรูปแบบการทำงานและใช้ชีวิตของคนทำงานในยุคใหม่ที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมไทย 

4.สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว ผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง และส่งเสริมให้ภาคเอกชนและชุมชนท้องถิ่นร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมโยงกับสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน

5.ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จัดให้มีระบบประกันภัย ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และอุบัติเหตุภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับระบบให้บริการสาธารณสุขของประเทศ พัฒนาระบบตรวจสอบและรับรองสถานที่ท่องเที่ยวและบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรฐานตามหลักสากล รวมทั้งปรับปรุงการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและสร้างความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวทุกรูปแบบ…”

2.5 มีนโยบายสร้างและคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนทางเทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคใหม่

“..รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะ “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดย 

1.สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ การกำหนดกลไกควบคุมการส่งสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศเพื่อส่งออกโดยไม่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ อาทิ การปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส การผลักดันให้สินค้าและบริการ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมของผู้ประกอบการ SMEs เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการจัดการปัญหานอมินีที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างไม่ตรงไปตรงมาเพื่อลดผลกระทบกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs และการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายลงโทษผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง 

2.ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย ด้วยรูปแบบต่างๆ อาทิ การให้สินค้าและบริการไทยเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าในการจัดซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ของภาครัฐจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง การปรับปรุงโครงสร้างภาษีและดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย อาทิ การให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand First) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการไทย 

3.บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า โดยแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคเพื่อให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพันธมิตรทางการค้า ยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม และดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่ ขยายกรอบมูลค่าธุรกิจโดยการเจรจาเพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าให้กับสินค้าและบริการของไทยกับประเทศพันธมิตร เน้นการกระจายตลาด ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศหลักและสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกรายย่อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs 

4.ส่งเสริมการค้าภาคบริการ โดยพัฒนาความสามารถของผู้บริการไทยในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และจัดทำกรอบข้อตกลงด้านการค้าภาคบริการกับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างการค้าของประเทศที่มีความหลากหลายและมีภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น…”

3. สรุปภาพรวมนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 เขียนออกมา
ได้ดี แม่นยำ ตรงจุด มีความทันสมัย สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้บริหารมืออาชีพในรัฐบาล

แต่การนำนโยบายไปขับเคลื่อนให้เกิดผลงานจริง เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก

เพราะต้องฝ่าฟันกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางตั้งแต่ปีแรก

และยังต้องเผชิญกับแรงต้านทางการเมืองในประเทศอย่างรุนแรง เพราะพรรคการเมือง ทุกกลุ่ม ทุกสี จะพยายามบดขยี้ ตีกระแทกพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย ที่ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

ฝ่ายที่เสียพื้นที่ เสียเก้าอี้ในสภา ไม่มีพรรคไหนอยู่เฉยแน่นอน จะใช้กลไกเครือข่าย ทั้งในโซเชียลมีเดีย สื่อหลัก และการจัดตั้งทางการเมืองในพื้นที่ ช่วงชิงโอกาส และทำลายจุดแข็งทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยอย่างหนัก

(รัฐมนตรีมืออาชีพจะถูกรุมถล่มดิสเครดิตทางการเมืองอย่างหนัก)

รัฐบาลอนุทิน 2 จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังทางการเมือง ไม่ทำผิดกฎหมายไม่พอจะต้องเสริมสร้างความชอบธรรมทางการเมืองทุกย่างก้าว

นโยบายเศรษฐกิจ ควรต้องมีความเข้มข้นมากกว่าปกติ เหยียบคันเร่งหนักขึ้น

เพื่อพาประเทศชาติและประชาชนขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง เพื่อมีแรงส่งไปถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ตามนโยบายที่แถลงไว้

มิฉะนั้น จะถูกฝ่ายการเมืองตรงข้ามรัฐบาล นำผลลบจากสงครามมาตอกย้ำ ขยายผล ทำลายความชอบธรรมทางการเมือง เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนประเทศต่อไป

สารส้ม

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66101&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VE0TaQyypXNRcCRH-tYDh