นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกค่อนข้างยืดหยุ่น หลังจากมีการประกาศอัตราภาษีสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังมีความเสี่ยงสูง หากเปรียบเทียบจากปีที่ผ่านมา
สำหรับภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปรับตัวดีขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ช่วงต้นปี โดยช่วงครึ่งแรกของปี 68 ขยายตัว 3% จากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ
ขณะที่ ช่วงครึ่งหลังของปี มีแนวโน้มชะลอลง จากภาคการผลิต ส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราวและการส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว
ดังนั้น บทบาทนโยบายการเงินระยะข้างหน้า จะต้องอยู่ในระดับที่ผ่อนคลาย เพื่อเอื้อต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมามีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 3 ครั้ง เพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ประเมินไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี เพื่อดูแลภาวะการเงินให้เอื้อต่อการปรับตัวของธุรกิจ และลดภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและภาคครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
ในระยะข้างหน้าการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม จะต้องดูความเหมาะสมของแนวโน้มเศรษฐกิจ และภาวะการเงินควบคู่ไปกับประสิทธิผลการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และพื้นที่การใช้นโยบายการเงินน้อยลง
ทั้งนี้ ธปท. ได้ประเมินช่วงครึ่งหลังของ ปี 68 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ แต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น คนละครึ่งพลัส ช่วยหนุนการฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 ซึ่งจะมีผลต่อ GDP ไตรมาสที่ 4 เพิ่มขึ้น 0.2% – 0.3%
โดยคาดว่า GDP ไตรมาสที่ 3 จะขยายตัว 1.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ติดลบ 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นการติดลบครั้งแรกในรอบหลายปี เป็นผลจากการปิดซ่อมโรงงาน / และการปิดเพื่อปรับปรุงการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ปิโตรเลียม และเครื่องดื่ม แต่ยังไม่ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายของเศรษฐกิจ เพราะคาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 ซึ่งคาดว่า จะขยายตัว 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลทำให้ทั้งปี 68 GDP ไทย จะขยายตัวได้ที่ 2.2%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในปี 69 โดยคาดว่า GDP จะเติบโตที่ 1.6% จากผลกระทบภาคการส่งออก ที่คาดว่าจะชะลอลงจากผลมาตรการภาษีสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 68 และส่งผลกระทบมากขึ้นในช่วงต้นปี 69
พร้อมยืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 1.50% ไม่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็ยอมรับว่าอัตราการขยายตัวในระดับที่ประเมินไว้ยังต่ำกว่าศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ซึ่งจะต้องอาศัยมาตรการทางการคลังและการแก้ปัญหาเฉพาะได้ รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ถึงจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ศักยภาพได้
นายสักกะภพ กล่าวต่อว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย ได้ส่งผลกระทบทำให้การลงทุนของไทยยังคงอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ในจำนวนมาก แต่การตัดสินใจลงทุนยังไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลต่อปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย โดยการลงทุนจากการส่งเสริมของ BOI คิดเป็นสัดส่วน 20% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด แม้จะถือเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีการนำเข้าวัตถุดิบเป็นส่วนใหญ่มากกว่าการใช้วัตถุดิบในประเทศ ทำให้ผลประโยชน์ไม่เกิดกับเศรษฐกิจในประเทศมากนัก ดังนั้น ควรมีการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มการลงทุนโดยเฉพาะที่อยู่นอก BOI
ด้านนายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทย ยังไม่เห็นสัญญาณภาวะเงินฝืด ซึ่งความเสี่ยงภาวะเงินฝืดของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ เงินเฟ้อต่ำปัจจุบันถูกขับเคลื่อนจากราคาสินค้าที่ลดลงเพียงบางหมวดโดยราคาอื่นไม่ได้ปรับลดลงต่อเนื่องและเป็นวงกว้าง / เครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาที่สะท้อนแนวโน้มเงินเฟ้ออย่างทรงตัวใกล้เคียงอดีต / และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวได้ดี
ทั้งนี้ เงินเฟ้อที่ติดลบ มาจากการลดลงของราคาน้ำมันและอาหารสด เนื่องจากไทยเป็นประเทศ ที่ผลิตอาหารได้เองจึงทำให้ราคาอาหารไม่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น รวมถึงรัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ราคาสินค้าที่ลดลง ไม่ได้ปรับลดอย่างต่อเนื่องและเป็นวงกว้างในหลายสินค้า
ธปท. คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะกลับมาเป็นบวกในไตรมาสที่ 2 ของปี 69 และกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 1-3% ช่วงต้นปี 70
แต่อย่างไรก็ตาม ธปท. จะติดตามสถานการณ์ของภาวะเงินฝืดอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากมีสัญญาณความเสี่ยงภาวะเงินฝืดเกิดขึ้น การตัดสินใจนโยบายการเงินก็จะเปลี่ยนไป เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยก็จะเข้ามามีผลช่วยดูแลเงินเฟ้อมากขึ้น
ขณะที่ นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ธปท. ยังได้ประเมินตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 จากสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และการแก้ปัญหาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยที่เริ่มเห็นผลและทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมา โดยประเมินว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 68 จะมีจำนวน 33 ล้านคนและเพิ่มขึ้นเป็น 35 ล้านคนในปี 69 ขณะที่ นักท่องเที่ยวจีน คาดว่า จะมีจำนวน 4.4 ล้านคนและเพิ่มเป็น 6 ล้านคนในปี 69
พร้อมยืนยันว่า ปัญหา Scammer (สแกมเมอร์) ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเดินทางมาท่องเที่ยวไทย แต่ทั้งนี้ ก็ยังต้องติดตามในเรื่องผลกระทบทางด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในอนาคต
โดยการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (The IMF-World Bank Annual Meetings 2025) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ได้มีการหยิบยกปัญหาสแกมเมอร์ขึ้นมาพูดคุย ซึ่งเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ โดยที่ประชุมเห็นว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบในระดับโลกจึงมองว่าไม่ใช่ปัญหาที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแก้ไขได้แต่ต้องเป็นความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ
ในส่วนของไทย นโยบายของ ธปท. ยืนยันว่า จะไม่ให้เกิดเงินเทาจากสแกมเมอร์ หรือ การฟอกเงินจากธุรกิจที่ผิดกฎหมาย ในระบบสถาบันการเงินไทย ซึ่งได้มีการทำงานร่วมกับตำรวจ และ ปปง. อย่างต่อเนื่อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/259777&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mquqMaT9icXil-D86XPyl
