
คำถามใหญ่ที่ท้าทายประเทศไทยในเวลานี้คือ “ทำอย่างไรไทยถึงจะเป็นพื้นที่แห่งการลงทุนระดับโลกด้านนวัตกรรมได้?” คำตอบจาก ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นั้นชัดเจนว่า “ยากมาก” หากเรายังไม่ยอมรับความจริงและเร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ เพราะในขณะที่โลกหมุนไปข้างหน้า GDP ของไทยกลับรั้งท้ายในกลุ่มอาเซียนและเรากำลังเป็นประเทศสุดท้ายที่เศรษฐกิจเติบโตช้าที่สุด
กับดักรายได้ปานกลางและอุตสาหกรรมที่ล้าหลัง
ปัญหาเศรษฐกิจไทยคือการยืนอยู่บน “โครงสร้างพื้นฐานทางอุตสาหกรรมแบบเดิม” มายาวนานเกินไป ทำให้เราติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ที่นับวันจะยิ่งปีนขึ้นจากหลุมนี้ยากขึ้นเรื่อยๆ
แม้คำว่า “Thailand 4.0” จะเป็นคำฮิตติดปากที่พูดกันมานาน แต่ในความเป็นจริง จากการจัดทำดัชนีชี้วัด พบว่า:
- เมื่อ 3-4 ปีก่อน: จากการสำรวจในพื้นที่ EEC ซึ่งเปรียบเสมือน “ไข่แดง” ของอุตสาหกรรมใหม่ พบว่ามีบริษัทที่เข้าเกณฑ์อุตสาหกรรม 4.0 เพียง 2% เท่านั้น ส่วนใหญ่กว่า 60-66% ยังจมปลักอยู่ที่ อุตสาหกรรม 2.0 ที่เน้นใช้แรงงานและการผลิตแบบเดิม
- ปัจจุบัน (3 เดือนที่ผ่านมา): จากการสำรวจซ้ำพบว่า อุตสาหกรรม 4.0 ขยับขึ้นมาเป็น 3% กล่าวคือ ในเวลา 4 ปี เราขยับขึ้นมาได้เพียง 1% เท่านั้น
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าหากเรายังอยู่ในระดับ 2.0 การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำย่อมส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันทันที ดังนั้นโจทย์เร่งด่วนอาจไม่ใช่การกระโดดไป 4.0 แต่คือการเร่งขยับจาก 2.0 ไปสู่ 3.0 ให้ได้เป็นอย่างน้อย ด้วยการสร้าง “คน” และ “งานวิจัยหรือเทคโนโลยี” ที่เพียงพอ
ทำไมประเทศอื่น ‘ขึ้นลิฟต์เศรษฐกิจ’ ได้สำเร็จ ?
เมื่อมองไปยัง จีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน หรือโปแลนด์ ประเทศเหล่านี้สามารถ “ขึ้นลิฟต์” ทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไทยยังหาทางขึ้นลิฟต์นั้นไม่เจอ
ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ได้ถอดบทเรียนจากหนังสือ Start-up Nation และประสบการณ์ตรงจากการเยือน Silicon Valley ถึงปัจจัยความสำเร็จในการสร้าง Ecosystem นวัตกรรมที่แท้จริง 3 ประการ:
- Flat Hierarchy (โครงสร้างที่แบนราบ): ปัจจัยที่ทำให้ Startup อยากไปตั้งฐานที่ San Francisco ไม่ใช่ New York หรือ Boston แต่คือ “ความไร้ลำดับชั้น” การเข้าถึงแหล่งทุน หรือการเข้าถึง CEO บริษัทใหญ่ สามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว เพียงแค่อีเมลฉบับเดียว ไม่ติดขัดขั้นตอนราชการหรือพิธีการที่ยุ่งยาก
- Rapid Networking (เครือข่ายที่รวดเร็ว): การมีเวทีแลกเปลี่ยน เชื่อมโยงคนในวงการให้มาเจอกันอย่างสม่ำเสมอและรวดเร็ว
- Government Investment (การลงทุนภาครัฐ): รัฐบาลต้องกล้าลงทุนในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะใน “งานวิจัยขั้นพื้นฐาน” ไม่ใช่แค่มุ่งเน้นแต่งานวิจัยเชิงกลยุทธ์ หรือหวังผลลัพธ์ระยะสั้น เท่านั้น เพราะนวัตกรรมเปลี่ยนโลก มักเกิดจากงานวิจัยพื้นฐานที่เข้มแข็ง
การเมืองเปลี่ยนได้ แต่นโยบายวิจัย ‘ห้ามเปลี่ยนไปมา’
ในประเด็นความท้าทาย ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ได้ลองถามว่าอะไรคือภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของไทย คำตอบที่ได้คือ “ความไม่เสถียรของการเมือง” เพราะเมื่อการเมืองเปลี่ยน นโยบายก็เปลี่ยน ทำให้ขาดความต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ได้ฝากข้อคิดสำคัญถึง สกสว. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) และหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัย ว่า:
การเมืองอาจจะไม่เสถียร แต่ สกสว. และนักวิจัย ต้องเสถียร ต้องยืนหยัดเป็นเสาหลักในการสร้าง Ecosystem นี้ให้ได้ ต้องมีความเสถียรเชิงนโยบายและลงทุนอย่างต่อเนื่อง
บทสรุป
การขับเคลื่อนประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลในชั่วข้ามคืน มันไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น 100 เมตร แต่เปรียบเสมือน “การวิ่งมาราธอน”
ต้องใช้จิตใจที่เข้มแข็ง เมื่อวิ่งไปได้ครึ่งทางอาจจะรู้สึกเหนื่อยล้า ท้อแท้ หรือสงสัยในสิ่งที่ทำ แต่จำเป็นต้องกัดฟันวิ่งต่อไปให้ครบ ห้ามออกนอกลู่นอกทาง เพื่อให้ถึงเส้นชัยคือการยกระดับประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางและสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/thailand-gdp-lags-asean-industry-2-0-trap&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aOD-zPvd1IXs-hKNzpM-c
