วิเคราะห์ 4 กับดักสำคัญที่รั้งเศรษฐกิจไทย
แกนหลักในวิสัยทัศน์ของนายเอกนิติ คือการวิเคราะห์ถึง “โรค” ที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเขาได้ระบุถึง 4 กับดักสำคัญ ที่ทำให้การเติบโตหลังวิกฤตปี 2540 ชะลอตัวลงอย่างน่าใจหาย
1.กับดักด้านการลงทุน (The Investment Trap): ตัวเลขที่น่าตกใจคือ สัดส่วนการลงทุนของรัฐและเอกชนเคยสูงถึง 40% ของ GDP ก่อนปี 2540 แต่ปัจจุบันกลับลดฮวบลงมาเหลือเพียง 20% “ไม่มีการลงทุนใหม่ จะเอาที่ไหนไปโต” นายเอกนิติตั้งคำถามเชิงท้าทาย
2. กับดักด้านประชากร (The Demographic Trap): ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยประชากร 1 ใน 5 มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งหมายถึงรายได้ที่หายไปจากระบบ ขณะที่คนรุ่นใหม่กลับมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ก่อให้เกิดปัญหา “Skills Mismatch” ที่รุนแรง
3.กับดักด้านเทคโนโลยี (The Technology Trap): แม้คนไทยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทันโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของ AI
4. กับดักด้านหนี้สิน (The Debt Trap): หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ได้กัดกินกำลังซื้อของประชาชนระดับฐานรากจนหมดสิ้น ทำให้กลไกการบริโภคภายในประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่มาจากระดับ “จุลภาค”
การฟื้นฟูระยะยาว
แม้เวลา 4 เดือนจะไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ แต่นายเอกนิติเชื่อว่าจะสามารถ “สร้างแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ได้ โดยได้วางแนวทางการแก้ปัญหาแต่ละกับดักไว้อย่างชัดเจน
แก้กับดักการลงทุน: ปรับยุทธศาสตร์ของ BOI ใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปสู่การดึงดูด การลงทุนแนวใหม่ เช่น Data Center, เซมิคอนดักเตอร์, เศรษฐกิจ BCG ที่ต่อยอดจากฐานการเกษตรของประเทศไปสู่ Smart Farming และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ ห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น มอเตอร์ และเกียร์
แก้กับดักด้านคน: มุ่งเน้นการ “สร้างคนให้ตรงกับความต้องการของตลาด” ผ่านการ Reskill และ Upskill อย่างจริงจัง โดยใช้กองทุนเพิ่มทักษะ 1 หมื่นล้านบาท และจัดอบรมระยะสั้นในรูปแบบ Bootcamp ที่เข้มข้นและใช้ได้จริง
แก้กับดักเทคโนโลยี: ให้ BOI เป็นหัวหอกในการสนับสนุน การวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างเต็มที่ โดยจะมอบเงินทุนสนับสนุน (Grant) สูงถึง 50% เพื่อจูงใจให้เกิดนวัตกรรมในประเทศ
แก้กับดักหนี้สิน:
หนี้ครัวเรือน: จัดตั้งกองทุน 26,000 ล้านบาท เพื่อเข้า ซื้อหนี้เสียและปรับโครงสร้างหนี้ ให้กับลูกหนี้รายย่อย เป็นการ “ดึงเขาออกมา” จากวงจรหนี้
หนี้ SMEs: เติมสภาพคล่องและผลักดันให้ SMEs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่
หนี้สาธารณะ: ยกระดับวินัยการคลังและสร้างความโปร่งใส โดยยืนยันว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มูลค่า 44,000 ล้านบาท มาจากงบกลาง ไม่ได้เป็นการก่อหนี้เพิ่ม
นี่คือการ”มองสั้น แต่คิดยาว” ที่ใช้มาตรการกระตุ้นเร่งด่วนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนรากฐานที่สำคัญคือ วินัยทางการเงินและการคลังที่เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ จะเป็นการกลับมาอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L8a9dLQKvGLErVTgZLVte
