ภาพการชุมนุมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา พร้อมป้ายประท้วงที่มีข้อความกำกับว่า ALL POWER BELONGS TO THE PEOPLE บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน ในกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงประเทศจีน เมื่อปี 1989 เป็นภาพที่ยากจะเชื่อว่า ครั้งหนึ่งประชาชนจีนเคยมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเปิดเผย ภาพดังกล่าวยังเป็นหนึ่งในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่กี่ชิ้นที่ยังค้นหาได้ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวการประท้วงต่อต้านรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เป็นอย่างดี

วันนี้เมื่อ 37 ปีที่แล้ว จีน หนึ่งในชาติมหาอำนาจของโลกในปัจจุบัน เกิดเหตุการณ์ ‘การสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ โดยรัฐบาลใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมและปราบปรามนิสิตนักศึกษา รวมถึงประชาชนที่ออกมารวมตัวกันเรียกร้อง ‘ประชาธิปไตย’ ให้กับประเทศ ส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัย ที่ไม่เพียงมีอิทธิพลต่อทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดมาได้เกือบ 4 ทศวรรษ
The Momentum ชวนผู้อ่านไล่เรียงลำดับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าว พร้อมสำรวจการปรับตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ตลอดจนทำความเข้าใจว่า บาดแผลจากเหตุการณ์เทียนอันเหมินหล่อหลอมเศรษฐกิจและการเมืองจีนมาจนถึงปัจจุบันอย่างไร
กาลครั้งหนึ่ง…ประชาธิปไตยเคย (เกือบ) เบ่งบาน
ภายหลังการอสัญกรรมของ เหมา เจ๋อตง (Mao Zedong) ผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนและประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ พร้อมกับการสิ้นสุดช่วงเวลาของการปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) ในปี 1976 จีนตกอยู่ภายใต้การนำของ เติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) ผู้นำคนสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้กับประเทศผ่านการประกาศใช้ ‘นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ’ ซึ่งทำให้จีนในช่วงเวลานั้นเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ทั้งนี้ การประกาศใช้นโยบายดังกล่าวอาจเกิดจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ ได้แก่
1.สถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศที่ย่ำแย่ อันเกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของเหมา เจ๋อตง และช่วงเวลาดำมืดของการปฏิวัติวัฒนธรรม
ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ผู้นำรุ่นแรกของประเทศจีนประกาศใช้ ‘นโยบายคอมมูนประชาชน’ (People’s Commune) และ ‘นโยบายก้าวกระโดดไกล’ (Great Leap Forward) โดยทั้ง 2 นโยบายมีลักษณะแบบรวมศูนย์ เพื่อต้องการกรุยทางไปสู่แนวทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง
อย่างไรก็ตาม นโยบายข้างต้นกลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ส่งผลให้เกิดปัญหาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงัก คุณภาพชีวิตของประชาชนย่ำแย่ จนมีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากมากกว่า 20 ล้านคน และท้ายที่สุดเกิดการแตกหักระหว่างบรรดาผู้นำภายในพรรคคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งนำไปสู่การปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งทำให้จีนต้องตกอยู่ในภาวะอนาธิปไตยยาวนานถึง 10 ปี
2. สำหรับสาเหตุที่ 2 คือ กระแสการเติบโตของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ที่เน้นการเปิดการค้าแบบเสรีและลดข้อจำกัดทางด้านการค้าและการลงทุน เช่น การลดกำแพงภาษี การลดบทบาทของรัฐและเพิ่มบทบาทเอกชน การเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวได้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตกและเดินทางเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียผ่านกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรและได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ จีนจึงได้รับผลกระทบจากแนวคิดเสรีนิยมใหม่จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากสาเหตุข้างต้น จึงทำให้เกิดข้อสรุปจากการประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ ครั้งที่ 3 ของสมัชชา 11 ในช่วงปลายปี 1978 และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ
สำหรับด้านการเมือง มีการแต่งตั้งให้ จ้าว จื่อหยาง (Zhao Ziyang) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ หู เย่าปัง (Hu Yaobang) ดำรงตำแหน่งเลขาธิการและประธานพรรคคอมมิวนิสต์ โดยหู เย่าปัง เป็นนักปฏิรูปสายเสรีนิยมคนสำคัญที่จะจุดประกายให้กับกลุ่มนิสิตนักศึกษาในเหตุการณ์เทียนอันเหมินครั้งนี้ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีการปฏิรูปเกิดขึ้นภายในพรรคซึ่งระบุว่า ผู้นำสูงสุดจะต้องมีวาระในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วาระละ 5 ปี และต้องไม่เกิน 2 วาระ เพื่อลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวบุคคลและเพื่อสร้างเสถียรภาพในการบริหารงานราชการแผ่นดิน
ในด้านเศรษฐกิจ เติ้ง เสี่ยวผิงเสนอให้เกิดการพัฒนาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘สี่ทันสมัย’ (Four Modernizations) ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงการเปิดรับเอาการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติเข้ามาปรับใช้ภายในจีน
ผลที่ตามมาจากการใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อ นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949 และมีการเข้ามาลงทุนจากชาวต่างชาติแล้ว ยังทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านการศึกษาด้วยเช่นกัน
กล่าวคือ จีนเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาเพื่อเร่งผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้น รวมถึงมีการรับเอาแนวคิดจากชาติตะวันตกเข้ามามากขึ้น ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลจีนยังมีศักยภาพมากพอที่จะส่งนิสิตนักศึกษาของประเทศไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
แม้ว่าเราจะได้เห็นแนวโน้มการเริ่มผลิบานของประชาธิปไตยจากการพัฒนาด้านการศึกษา อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดทางด้านการเมือง จึงทำให้ประเทศยังคงเต็มไปด้วยปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน การเล่นพรรคเล่นพวก หรือแม้กระทั่งการจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานบางประการของประชาชน ซึ่งแม้ว่าหู เย่าปังจะพยายามกวาดล้างปัญหาเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องก็ตาม แต่ในท้ายที่สุด เขาก็ถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งด้วยข้อกล่าวอ้างที่ว่า ‘ผิดพลาดต่อการดำเนินนโยบายทางการเมือง’
การเสียชีวิตของหู เย่าปัง ด้วยภาวะหัวใจวายในเดือนเมษายน 1989 นับเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การรวมตัวกันของกลุ่มนิสิตนักศึกษา บริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน เพื่อแสดงความอาลัยต่ออดีตผู้นำสายปฏิรูป แต่อีกนัยหนึ่ง การชุมนุมดังกล่าวยังถูกสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของกลุ่มนิสิตนักศึกษา อีกทั้งใช้เป็นพื้นที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังมากขึ้นอีกด้วย

การชุมนุมขยายตัวอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เดือนเมษายน 1989 เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่กลุ่มนิสิตนักศึกษาเริ่มอดอาหารประท้วงในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เพื่อกดดันให้รัฐบาลหันมารับฟังข้อเรียกร้องจากผู้ชุมนุม
การเคลื่อนไหวดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนจากหลายภาคส่วน ทั้งจากแรงงาน ปัญญาชน และข้าราชการ ส่งผลให้การประท้วงลุกลามไปตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่า เฉพาะในกรุงปักกิ่ง มีผู้ชุมนุมออกมารวมตัวกันมากกว่า 1 ล้านคน




กระทั่งในคืนวันที่ 3 เข้าสู่วันที่ 4 มิถุนายน 1989 ทหารจากกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People’s Liberation Army: PLA) จำนวนหลายพันคน พร้อมด้วยอาวุธรบอย่างรถถัง รถหุ้มเกราะ รวมถึง ‘กระสุนจริง’ ได้เข้าปิดล้อมจัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนจะเปิดฉากปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก



รัฐบาลจีนอ้างว่า มีผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวราว 3,000 ราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตมีประมาณ 200 ราย อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินอาจมีมากกว่าที่รัฐบาลจีนให้ข้อมูล โดยอาจสูงถึง 1 หมื่นราย
เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนที่รุนแรงที่สุดของประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีน อีกทั้งยังถูกมองว่าเป็นการปิดฉากความหวังในการเปิดกว้างทางการเมืองที่เริ่มก่อตัวขึ้นมาตลอดช่วงทศวรรษ 1980
กลบบาดแผลใหญ่ ด้วยการผลักดันประเทศก้าวสู่ WTO
ภายหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน จีนต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติอย่างหนัก โดยสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานธิบดี จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช (George H. W. Bush) รวมไปถึงชาติพันธมิตรอื่นๆ อย่างกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นประกาศคว่ำบาตรและจำกัดการร่วมมือกับจีน แม้ว่าจีนจะเพิ่งเปิดประเทศและมีความสัมพันธ์กับนานาประเทศได้เพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคคอมมิวนิสต์ก็เริ่มมีการ ‘ถอดบทเรียน’ เพื่อทำความเข้าใจสาเหตุการเรียกร้องของประชาชน และเพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก
ทั้งนี้ เหล่าผู้นำภายในพรรคกลับมีมุมมองต่อสาเหตุของเหตุการณ์แตกต่างกันออกเป็น 2 กระแส โดยฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า การปฏิรูปประเทศเกิดขึ้น ‘เร็ว’ เกินไป จนทำให้แนวคิดและค่านิยมจากตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่สังคมจีนและกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า ปัญหาเกิดจากการปฏิรูปที่ ‘ล่าช้า’ เกินไป โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ คอร์รัปชัน จนกระทั่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน
อย่างไรก็ดี เติ้ง เสี่ยวผิงซึ่งยังคงดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของจีนในขณะนั้นเห็นว่า จีนควรเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจให้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ภายใต้หลักการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตลาด ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์
ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศขนานใหญ่อีกครั้งในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ผ่านการปรับโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ ระบบสวัสดิการ รวมถึงการปฏิรูปหน่วยงานรัฐ
จีนพัฒนาระบบเศรษฐกิจได้ดีขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติอีกครั้ง และสามารถนำพาประเทศเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ได้สำเร็จในปี 2001 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศยิ่งเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสำรองเงินตราระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก
ความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการนิยามว่าเป็น ‘ความสำเร็จ’ ที่ทำให้องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งยังต้องนำพลวัตดังกล่าวของจีนมาใช้เป็นกรณีศึกษา ไม่เพียงแค่นั้น จีนยังสามารถก้าวเข้ามามีบทบาทและอิทธิพลในเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจวบจนถึงปัจจุบัน
พรรคคอมมิวนิสต์ฯ ถอดบทเรียน เพื่อความอยู่รอด
เหตุการณ์เทียนอันเหมินไม่ได้นำไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความเข้มแข็งและระมัดระวังต่อภัยคุกคามที่อาจจะสร้างความสั่นคลอนให้กับอำนาจของตนมากขึ้น ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นภายหลังเหตุการณ์นองเลือดดังกล่าว พรรคยุติความพยายามในการเปิดกว้างทางการเมือง และดำเนินมาตรการควบคุมทางการเมืองอย่างเข้มงวดมากขึ้น
ในช่วงแรก ผู้นำสายปฏิรูปหลายคนสูญเสียอิทธิพลทางการเมือง ขณะที่กลุ่มผู้นำสายอนุรักษนิยมได้รับบทบาทในการกำหนดทิศทางประเทศมากขึ้น จนกระทั่งในยุคผู้นำรุ่นที่ 5 อย่าง สี จิ้นผิง (Xi Jinping) แนวโน้มการรวมศูนย์อำนาจและการบริหารแบบบน-ล่าง (Top-Down) ก็ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น
ไม่เพียงแค่นั้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลจีนยังเพิ่มมาตรการการกำกับดูแลสังคมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายหน่วยงานด้านความมั่นคง ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้สอดส่องประชาชนภายในประเทศ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการชุมนุมประท้วงที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรค
และอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ ตลอด 37 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนไม่เคยดำเนินการสอบสวนหรือเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตและรายละเอียดของเหตุการณ์นี้ต่อสาธารณชนอย่างจริงจัง

ขณะเดียวกัน ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นเรื่องต้องห้ามภายในประเทศจีนที่ไม่สามารถกล่าวถึงได้ การกล่าวถึงเหตุการณ์เทียนอันเหมินผ่านสื่อ ตำราเรียน หรือบนโลกออนไลน์ภายในจีน ถูกควบคุมและเซนเซอร์อย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำว่า ‘เหตุการณ์ 4 มิถุนายน’ ‘การปราบปรามที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน’ หรือแม้แต่ภาพและเรื่องราวของ ‘ชายผู้ยืนขวางรถถัง’ (Tank Man) ก็ตาม
นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังจำกัดการจัดกิจกรรมรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ หรือแม้กระทั่งในพื้นที่เขตปกครองตนเองพิเศษอย่างฮ่องกง จนอาจทำให้เหตุการณ์นี้ค่อยๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ของชาวจีนรุ่นใหม่
ทั้งนี้ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจสามารถปฏิเสธได้ว่า หยดเลือดของนักศึกษาและประชาชนในวันนั้น ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้ ‘จีน’ กลายเป็น ‘จีน’ อย่างในทุกวันนี้
อ้างอิง:
– วรศักดิ์ มหัทธโนบล. (2557). เศรษฐกิจการเมืองจีน. กรุงเทพมหานคร: openbooks
– https://history.state.gov/milestones/1989-1992/tiananmen-square
– https://www.britannica.com/biography/Hu-Yaobang
– https://www.bbc.com/news/world-asia-china-27404764
– https://www.amnesty.org/en/latest/campaigns/2025/05/what-is-the-tiananmen-crackdown/
– https://www.pbs.org/wgbh/frontline/article/tiananmen-square-tank-man-china/
Tags: Chinese Communist Party, China, จีน, เทียนอันเหมิน, พรรคคอมมิวนิสต์จีน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-37-years-of-tiaanmen-crackdown/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BrZaHbmD4UYtBrUF2u_pH
