วันนี้ ( 8 ก.ค.2569) นายวิรัช ฉัตรดรงค์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ กล่าวถึง ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม เดือน มิ.ย. อยู่ที่ระดับ 88.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 84.7 เดือน พ.ค.การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีฯ มีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน ได้แก่ มาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และสนับสนุนการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ ผ่านการสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 43,200 ล้านบาท
ไทยช่วยไทยพลัส-ราคาพลังงานลด ดันดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นรอบ 4 เดือน
นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายช่วงกลางปีของผู้ประกอบการ รวมถึงโครงการ Amazing Thailand Grand Sale 2026 ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องดื่ม แฟชั่น และสินค้าไลฟ์สไตล์ ตลอดจนส่งเสริมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว
ขณะเดียวกัน การบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลก และราคาน้ำมันดีเซลภายในประเทศปรับลดลง ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนด้านพลังงาน และค่าขนส่งของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและปุ๋ย
ไทยช่วยไทยพลัส-ราคาพลังงานลด ดันดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นรอบ 4 เดือน
นอกจากนี้ โครงการ Thailand FastPass ยังช่วยเร่งรัดการลงทุน จำนวน 25 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวม 223,000 ล้านบาท และคาดว่าจะต่อยอดให้เกิดการลงทุนรวมมากกว่า 700,000 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานของภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี (Tech) ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 37.6 ตามการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ในตลาดโลกขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.0 ต่อปี ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง
ไทยช่วยไทยพลัส-ราคาพลังงานลด ดันดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นรอบ 4 เดือน
อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยในเดือน มิ.ย.2569 มีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขยายรายการสินค้าควบคุมเป็น 66 รายการ อาทิ ซอสปรุงรสและผลิตภัณฑ์มะพร้าว ซึ่งอาจจำกัดความสามารถของผู้ประกอบการ ในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอาหาร นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า เช่น มาเลเซีย เม็กซิโก และเวียดนาม ยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตในบางอุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดัน สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization: CapU) ที่ชะลอตัวลงตามคำสั่งซื้อที่ลดลงในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก สิ่งทอ และเครื่องนุ่งห่ม สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลาดรถกระบะยังคงได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ สะท้อนจากยอดขายรถกระบะที่ลดลงร้อยละ 5.13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (Year-on-Year: YoY) ขณะที่ความต้องการจากตลาดต่างประเทศลดลงร้อยละ 12.31 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค.2569 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ที่เกี่ยวเนื่อง
ไทยช่วยไทยพลัส-ราคาพลังงานลด ดันดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นรอบ 4 เดือน
จากผลการสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,328 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือน มิ.ย.2569 พบว่า ปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง เศรษฐกิจโลก /ราคาพลังงาน/ เศรษฐกิจภายในประเทศ และการเข้าถึงสินเชื่อ/ อัตราแลกเปลี่ยน (โดยเฉพาะในมุมมองของผู้ส่งออก) /นโยบายภาครัฐและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 94.5 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 91.8 ในเดือน พ.ค.2569
โดยมีปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยที่ต้องติดตามไม่ว่าจะเป็น ด้านปัจจัยบวก มาตรการโซลาร์ภาคประชาชน และแผนปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด อาทิ แผงเซลล์แสงอาทิตย์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน ส่งผลดีต่อภาคการผลิตที่เกี่ยวเนื่อง
ไทยช่วยไทยพลัส-ราคาพลังงานลด ดันดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ฟื้นรอบ 4 เดือน
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกาภายใต้มาตรา Section 301 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาในประเด็นด้านแรงงาน (Labor Force) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) โดยประเทศไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่อยู่ในขอบเขตการพิจารณา ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มสูงขึ้น และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศเศรษฐกิจหลัก จากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะการค้า การลงทุน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้รวบรวมข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะต่อไปและมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐให้วางแผนและกำหนดเป้าหมายในการสร้างความสมดุลระหว่างโครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า ความสามารถในการแข่งขัน และเป้าหมายการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำให้ชัดเจน ควบคู่กับการบูรณาการการทำโครงการภายใต้วงเงินกู้ 200,000 ล้านบาท ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งเร่งศึกษาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้า SMR, ไฮโดรเจน ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ รวมถึงเสนอให้ภาครัฐเร่งพัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังสินค้านำเข้าในกลุ่มเสี่ยงที่อาจเข้าข่ายทุ่มตลาด (Early Warning) ทั้งในมิติของปริมาณการนำเข้าและราคาสินค้าที่ผิดปกติ เพื่อใช้เป็นกลไกสนับสนุนภาคเอกชนด้านข้อมูลสำหรับยื่นคำร้องเปิดการใช้มาตรการทางการค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ เสนอให้ภาครัฐออกแคมเปญรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคสินค้าไทย ควบคู่กับมาตรการส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศ Made in Thailand (MiT) เช่น การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าไทยไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่า และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน เช่น การยกเว้นภาษี เป็นต้น เพื่อส่งเสริมและขยายโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย
อ่านข่าว:
รัฐรื้อสัญญาซื้อไฟเอกชนโซลาร์-ลม หั่นราคารับซื้อเหลือ 2.16 บาท
ส.อ.ท.จี้รัฐปรับราคาพลังงาน รับต้นทุนโลกขาลง หนุนแข่งขัน-ลดค่าครองชีพ
กกพ. ไฟเขียว “โซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่” กฟน.-กฟภ. เปิดรับยื่นคำขอ 1 ก.ค. นี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GRya5Ldu5zo8HzVGIP5ub
