ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 ก.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเวทีเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ณ โรงแรมรอยัลริเวอร์

“วันนี้เราต้องยอมรับว่าเราป่วยเป็นมะเร็ง วันนี้ให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด ให้วิตามินก็ช่วยประคองได้ แต่ยาเคมีบำบัด จะรอให้ในอีก 5 เดือน 6 เดือน หรืออีกปีหนึ่งค่อยมาทำการเปลี่ยนผ่านเรื่องพลังงานหรือ ถ้าเราไม่รีบเปลี่ยนผ่าน ไม่รีบทำตัวเองให้แข็งแรง ไม่รีบรักษาโรคที่ต้นตอ ประเทศก็จะยิ่งแย่”

นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตโลกในปัจจุบันแตกต่างจากวิกฤตที่ผ่านมา เพราะไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ระยะสั้นที่กระทบราคาพลังงานหรือการค้าโลก แต่กำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโลก ทั้งวิถีชีวิต วิธีการทำงาน วิธีการดำเนินธุรกิจ และการบริหารประเทศ โดยรัฐบาลจึงต้องมองสถานการณ์ในภาพใหญ่ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ 3 ด้าน โดยประการแรก คือ การเปลี่ยนผ่านจากโลกาภิวัตน์สู่โลกที่ให้ความสำคัญกับ Security First จากเดิมที่ภาคธุรกิจเลือกลงทุนในประเทศที่มีต้นทุนต่ำที่สุด แต่ปัจจุบันให้ความสำคัญกับประเทศที่มีเสถียรภาพและห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงมากกว่า

“สมัยก่อนเราหาที่ที่ผลิตได้ถูกที่สุด แต่วันนี้ไม่ได้หาแค่ต้นทุนที่ถูกที่สุดแล้ว เราหาที่ที่มั่นคงที่สุด ไม่ใช่ Efficiency First แต่เป็น Security First”

นายเอกนิติ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงด้านที่ 2 คือ Green energy Transition หรือการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสงครามและความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทำให้ราคาพลังงานผันผวน ประเทศที่ยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งประเทศไทยยังนำเข้าพลังงานคิดเป็นเกือบร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติกว่าร้อยละ 60 จึงมีความเปราะบางต่อวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ

ส่วนการเปลี่ยนแปลงด้านที่ 3 คือ AI Transformation ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของทุกภาคส่วน ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การสรุปข้อมูล การแปลภาษา ไปจนถึงการตัดสินใจทางธุรกิจและการบริหารองค์กร โดยประเทศที่สามารถนำ AI มาปรับใช้ได้เร็ว จะได้เปรียบในการแข่งขัน

“วันนี้มันไม่ใช่แค่ Digital Transformation แต่มันคือ AI Transformation ใครขึ้นรถไฟขบวน AI ได้ก่อน ก็จะได้เปรียบ แต่ใครปรับตัวไม่ทัน ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า นอกจากปัจจัยภายนอก ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 เรื่อง ได้แก่ วิกฤตพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ และความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน ทำให้ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นลูกโซ่

“วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนวิกฤตในอดีต วิกฤตครั้งนี้เกิดจากพลังงาน เกิดจากสงคราม แล้วลามมาเป็นวิกฤตค่าครองชีพ”

นายเอกนิติ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ รัฐบาลได้กำหนดกรอบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้แนวคิด “5T” ประกอบด้วย Target, Transition, Transform, Transparency และ Together ซึ่งเป็นทั้งแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการข้อแรก Target คือ การใช้นโยบายและงบประมาณอย่างตรงเป้าหมาย เพราะทรัพยากรของรัฐมีจำกัด การดำเนินมาตรการต่าง ๆ จึงต้องมุ่งช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งประชาชนรายได้น้อย เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และเอสเอ็มอี (SMEs) แทนการใช้งบประมาณแบบหว่านทั่วประเทศ พร้อมออกแบบมาตรการที่ไม่ใช่เพียงการเยียวยาระยะสั้น แต่ต้องช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาว

นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวอย่างคือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่รัฐบาลไม่ได้มุ่งเพียงกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI “นกกระซิบ” เข้ามาช่วยผู้ประกอบการรายย่อย วิเคราะห์ยอดขาย พฤติกรรมลูกค้า ต้นทุนสินค้า ช่วงเวลาที่ขายดีที่สุด รวมถึงช่วยจัดทำบัญชีเบื้องต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบและยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจรายเล็ก

สำหรับหลักการข้อที่สอง Transition นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เพราะหากยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง ประเทศจะยังคงเผชิญต้นทุนพลังงานที่ผันผวนและสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน รัฐบาลจึงเร่งผลักดันการลงทุนด้านพลังงานสะอาด ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายเอกนิติ กล่าวว่า หลักการข้อที่สาม Transform คือ การปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทุนมนุษย์ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน รวมถึงเร่งสร้างระบบนิเวศด้าน AI ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้

หลักการข้อที่สี่ Transparency คือ การสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการ โดยรัฐบาลจะเปิดเผยข้อมูลภาครัฐและข้อมูลงบประมาณในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ประชาชน ภาคธุรกิจ นักวิชาการ และสื่อมวลชนสามารถเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบ และนำไปใช้วิเคราะห์ต่อได้ เพราะความโปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้การดำเนินนโยบายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนหลักการข้อสุดท้าย Together นายเอกนิติ กล่าวว่า การพัฒนาประเทศไม่สามารถอาศัยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน สถาบันการเงิน ภาคการศึกษา นักวิจัย และประชาชน เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนทั้ง 5T ได้พร้อมกัน จะช่วยให้ประเทศรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ และการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส หากทุกภาคส่วนร่วมกันเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

“ประเทศไทยแย่มานานแล้ว ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำ ไม่ช่วยกันทำ ประเทศไทยก็จะยิ่งถอยหลังไปเรื่อย ๆ” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวทิ้งท้าย