เมื่อสังคมสูงวัยกำลังเปลี่ยนอนาคตเศรษฐกิจไทย

เมื่อสังคมสูงวัยกำลังเปลี่ยนอนาคตเศรษฐกิจไทย
เมื่อสังคมสูงวัยกำลังเปลี่ยนอนาคตเศรษฐกิจไทย

เมื่อสังคมสูงวัยกำลังเปลี่ยนอนาคตเศรษฐกิจไทย

เมื่อสังคมสูงวัยกำลังเปลี่ยนอนาคตเศรษฐกิจไทย

เมื่อพูดถึงสังคมสูงวัย เรามักนึกถึงจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ภาระงบประมาณด้านสวัสดิการ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล แต่หากมองไปยังประเทศไทยในปี 2578 

คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “เราจะดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างไร” แต่คือ “เราจะออกแบบเศรษฐกิจ สังคม และระบบการพัฒนาประเทศอย่างไร เมื่อคนมีอายุยืนยาวขึ้น แต่ประชากรวัยทำงานลดลง” เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไม่ใช่เพียงปัญหาของผู้สูงอายุ แต่เป็นจุดเปลี่ยนของอนาคตประเทศไทย

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) โดยคาดว่าในปี 2578 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากร แต่กำลังส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน ระบบสุขภาพ ครอบครัว และเมือง

เมื่อสังคมสูงวัยไม่ใช่ปัญหาของระบบใดระบบหนึ่ง

ความท้าทายสำคัญอาจไม่ใช่การมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่คือการที่ระบบต่าง ๆ ปรับตัวไม่ทันและไม่พร้อมกัน ลองนึกถึงคนวัยทำงานที่ต้องดูแลพ่อแม่สูงอายุ พร้อม ๆ กับหารายได้และดูแลลูก หากชุมชนไม่มีบริการดูแลผู้สูงอายุที่เข้าถึงได้ เขาอาจจำเป็นต้องลดเวลาทำงานหรือออกจากตลาดแรงงาน 

จากปัญหาการดูแลในครอบครัว กลายเป็นปัญหากำลังแรงงาน รายได้ครัวเรือน ผลิตภาพทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ขณะเดียวกัน เมื่อประชากรวัยทำงานลดลง ฐานผู้เสียภาษีและผู้สมทบระบบประกันสังคมอาจเผชิญแรงกดดัน ขณะที่ความต้องการบริการสุขภาพและการดูแลระยะยาวเพิ่มขึ้น

นี่คือ เหตุผลว่าทำไมประเทศไทยจึงไม่สามารถรับมือสังคมสูงวัยด้วยนโยบายผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองเป็น “การเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ” (Systemic Transformation) ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจแรงงาน สุขภาพ สวัสดิการ และการพัฒนาเมืองเข้าด้วยกัน

จากวิกฤติสังคมสูงวัยสู่ Longevity Economy

หากเรามองผู้สูงอายุเป็นเพียงผู้รับสวัสดิการ เราอาจมองเห็นแต่ภาระงบประมาณ แต่หากมองประชากรทุกช่วงวัยในฐานะผู้มีศักยภาพ เราจะเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่

รายงาน OECD สะท้อนอัตราการจ้างงานของประชากรอายุ 60–64 ปีแตกต่างกันอย่างมากระหว่างประเทศ สะท้อนว่าโอกาสทำงานในวัยสูงอายุไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอายุเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับสุขภาพ ทักษะ และสภาพแวดล้อมการทำงานด้วย

ประเทศไทยควรเปลี่ยนจากเศรษฐกิจที่แบ่งชีวิตเป็นสามช่วง คือ เรียน ทำงาน และเกษียณ ไปสู่ Multi-stage Life ที่คนสามารถเรียนรู้ เปลี่ยนอาชีพ ทำงาน และสร้างคุณค่าได้หลายช่วงของชีวิต การทำงานยืดหยุ่น การเรียนรู้ตลอดชีวิต การลดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอายุ และการสร้างงานที่เหมาะสมกับศักยภาพ จะช่วยให้ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นกลายเป็นโอกาส ไม่ใช่ช่วงเวลาของความเปราะบางที่ยาวนานขึ้น 

ทั้งนี้ต้องไม่ละเลยหลักประกันรายได้สำหรับผู้ที่ไม่สามารถหรือไม่ประสงค์จะทำงานต่อ เศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) จะเปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจและบริการใหม่ ตั้งแต่เทคโนโลยีสุขภาพ ที่อยู่อาศัย การท่องเที่ยว การเงิน ไปจนถึงเศรษฐกิจการดูแล (Care Economy)

เปลี่ยนจากการรักษาโรค สู่การลงทุนในสุขภาวะตลอดชีวิต

ชีวิตที่ยืนยาวขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นโดยอัตโนมัติ การให้ความสำคัญกับแนวคิดสูงวัยแบบสุขภาพดี และการรักษาความสามารถในการดำรงชีวิต ผ่านระบบสุขภาพที่เน้นการป้องกัน การดูแลแบบบูรณาการ และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตจึงสำคัญมาก

สิงคโปร์เป็นตัวอย่างของการปรับระบบผ่านนโยบาย Healthier SG ที่เน้นสุขภาพเชิงป้องกันและการดูแลต่อเนื่องโดยแพทย์ปฐมภูมิ ควบคู่กับเชื่อมโยงที่อยู่อาศัย การเดินทาง และบริการดูแลในชุมชน ขณะที่ญี่ปุ่นพัฒนาระบบ Community-Based Integrated Care เพื่อเชื่อมบริการสุขภาพ การดูแลระยะยาว และการสนับสนุนการดำรงชีวิตในชุมชน

สิ่งสำคัญคือ การสร้างสังคมอายุยืนไม่สามารถฝากไว้กับโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบสุขภาพ การดูแล ครอบครัว และสภาพแวดล้อมที่ประชาชนใช้ชีวิตอยู่

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนอะไร ก่อนปี 2578

การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอายุยืนต้องการการปฏิรูปเชิงระบบอย่างน้อยสามประการ

1.Lifelong Capability & Economic Security สร้างระบบเรียนรู้และความมั่นคงตลอดช่วงชีวิต เชื่อมการพัฒนาทักษะ การทำงานยืดหยุ่น การเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณ และหลักประกันรายได้ โดยกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. และหน่วยงานเศรษฐกิจต้องร่วมกันออกแบบการเปลี่ยนผ่าน

2.Integrated Health & Care System เปลี่ยนจากการรักษาโรคเป็นหลัก ไปสู่ Prevention และ Health Promotion พร้อมเชื่อมบริการสุขภาพ การดูแลระยะยาว และบริการสังคม โดยกระทรวงสาธารณสุข สปสช. สสส. กระทรวง พม. และท้องถิ่นต้องสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน

3.Place-Based Longevity Transformation เปลี่ยนจากนโยบายรายหน่วยงานไปสู่การพัฒนาพื้นที่ที่เชื่อมสุขภาพ การทำงาน ที่อยู่อาศัย การเดินทาง และการมีส่วนร่วมทางสังคม เพราะประชาชนไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในแผนระดับชาติ แต่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน ชุมชน และเมือง

ประเทศไทยอาจเริ่มจาก Longevity Living Lab ในพื้นที่เมือง ชนบท และพื้นที่เศรษฐกิจที่มีบริบทแตกต่างกัน ให้หน่วยงานนโยบาย ท้องถิ่น มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และประชาชนร่วมกันทดลองแนวทางใหม่ ประเมินผล แล้วขยายสิ่งที่ได้ผล นี่คือการเปลี่ยนจาก Future Thinking สู่ Future-to-Action จากการคาดการณ์จำนวนผู้สูงอายุ ไปสู่การออกแบบระบบและลงมือสร้างอนาคตที่ต้องการ 

ปี 2578 จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเส้นตายของวิกฤติประชากร แต่เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะคิดใหม่ว่า เราต้องการสร้างสังคมแบบใดสำหรับชีวิตที่ยืนยาวขึ้นของคนทุกวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการลงมือทำของเราตั้งแต่วันนี้

เมื่อสังคมสูงวัยกำลังเปลี่ยนอนาคตเศรษฐกิจไทย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/opinion/1258105&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lqrd0xnJ3qzZ3gLX8lXhq

Related Post