ถูกวางตัวเป็น “คีย์แมนด้านเศรษฐกิจ” คนสำคัญของทั้งพรรคภูมิใจไทย และรัฐบาลอนุทิน 2 สำหรับ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ในโอกาสทำงานครบ 3 เดือน “ศุภจี” ให้สัมภาษณ์ถึงการทำงานที่ผ่านมา แผนงานการทำงานในระยะต่อไปทั้งระยะสั้นและการวางแผนสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ในช่วง 3 ดือนแรกของการทำงานเป็นช่วงเวลาที่มีวิกฤตหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องเข้าไปแก้ปัญหา ทั้งเรื่องของวิกฤตค่าครองชีพ และพลังงานจากผลกระทบในตะวันออกกลาง วิกฤตราคาสินค้าเกษตรซึ่งมีทั้งเรื่องราคามะพร้าวตกต่ำ มาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้ง ราคาทุเรียนที่มีแนวโน้มที่ราคาลดลงซึ่งทั้งหมดทำให้ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เข้ามามาก
- เน้นแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ-วางแผนล่วงหน้า
นางศุภจีกล่าวว่าในการทำงานเน้นในเรื่องของการวางแผนแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า รวมทั้งใช้เทคโนโลยีเข้ามาวางแผนเพื่อเพิ่มราคา โดยร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดทำ “Dashboard” ติดตามราคาสินค้าเกษตร และนำมาใช้ในการติดตามราคา และผลผลิตข้าว เพื่อพยากรณ์ราคาและผลผลิตล่วงหน้า 2 เดือน ทำให้สามารถตัดสินใจซื้อนำตลาดเพื่อพยุงราคาได้ทันท่วงทีก่อนที่ราคาจะลดลง ผลก็คือราคาข้าวสารขาวปรับตัวขึ้นจาก 334 ดอลลาร์ต่อตันซึ่งเคยต่ำกว่าคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนาม มาอยู่ที่ 480 ดอลลาร์ต่อตัน
อีกตัวอย่างก็คือเรื่องราคาทุเรียนที่ราคาของประเทศไทยยังไม่ต่ำมากหรือไม่เกิดภาวะทุเรียนล้นตลาดเหมือนกับประเทศใกล้เคียงเนื่องจาก ได้ใช้กลยุทธ์ในการสร้างดีมานด์ทุเรียนของไทยว่าเป็นทุเรียนเนื้อพรีเมียมจนสามารถส่งออกเพิ่มได้ในหลายตลาด ขณะที่ราคามะพร้าวก็ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาลูกละ 2 บาท ขึ้นมาเป็น 15 บาท ส่วนการแก้ปัญหากุ้งที่ไทยมีปัญหาการส่งออกไปยังมาเลเซีย
ตอนนี้ใช้กลไกการรับซื้อนำตลาด โดยมีการตั้งเป้าช่วยรับซื้อกุ้งเดือนละไม่ต่ำกว่า 400 ตัน แต่ในช่วงประมาณ 3 อาทิตย์แรก สามารถช่วยรับซื้อไปได้แล้วถึง 2,900 ตัน เนื่องจากพบว่าปริมาณกุ้งที่มีปัญหาจริงสูงกว่าข้อมูลในระบบ
- ประสานงานเอกชนช่วยแก้ปัญหา ลดใช้งบประมาณ
นางศุภจีกล่าวว่าจากข้อจำกัดของเรื่องงบประมาณทำให้โมเดลการแก้ปัญหาในรูปแบบการใช้ความร่วมมือกับเอกชน (Matching) มีความสำคัญโดยสามารถประสานงานกับภาคเอกชน เช่น ประสานงานกับเครือข่ายร้านอาหารและห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น MK และ Go Wholesale ให้เข้ามาช่วยรับซื้อกุ้งจากเกษตรกร ขณะที่โครงการไทยช่วยไทย นำผลผลิตกุ้งไปขายผ่านเครือข่ายความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อระบายสินค้าออกสู่ตลาดภายในประเทศ
“ในการทำงานพยายามจะแก้ปัญหาก่อนเกิด แต่หากปัญหาเกิดขึ้นแล้วก็เน้นแก้ปัญหาที่ต้นน้ำ ใช้ความร่วมมือกับภาคเอกชน ลดการใช้งบประมาณรัฐ โดยยึดหลักการว่าปัญหาต้องแก้ที่คนได้รับความเดือดร้อน ไม่ใช่การออกมาแก้ตัวว่าทำไม่ได้ แม้การทำงานที่ผ่านมาไม่ได้มีข่าวออกมามากนัก แต่หลักการทำงานยังยึดที่การเข้าไปแก้ปัญหาเพราะต้องการให้ประชาชนได้ประโยชน์จริง”นางศุภจี กล่าว
- บูรณาการข้ามกระทรวงปั้นเศรษฐกิจมูลค่าสูง
สำหรับการทำงานในบทบาทของรองนายกรัฐมนตรี นางศุภจีกล่าวว่าการทำงานจะเน้นการบูรณาการเพราะงานที่รับผิดชอบที่อยู่ในส่วนอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ในคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เนื่องจากงานด้านการผลิต การค้า และการบริการ ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้เพียงกระทรวงเดียวได้ โดยได้มีการแบ่งงานของอนุกรรมการออกเป็นด้านต่างๆและได้มอบหมายให้คณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รับผิดชอบงานในด้านสำคัญๆ ได้แก่
นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาให้เป็นประธานในการดูแลคลัสเตอร์ด้าน การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ (Wellness Tourism) และช่วยวางรากฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยในเรื่องการท่องเที่ยวประเทศไทยจะต้องแก้ปัญหาเรื่องที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายน้อยลง โดยต้องหันไปโฟกัสในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเพื่อเป็นตัวขับเคลื่อนและสร้างรายได้ใหม่ๆ ถือเป็น New S-Curve ที่จะสร้างการเติบโตให้ประเทศในอนาคต
ส่วนในงานเรื่องของคลัสเตอร์เกษตรและอาหาร (Agriculture & Food Security) รวมถึงงานด้านชุมชนและวิสาหกิจสังคม (SE) ได้มอบหมายให้นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคากรุงเทพ ในฐานะประธานกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) มาเป็นประธานขับเคลื่อนงานในด้านนี้
- เร่งเจรจาสหรัฐ-EU-เปิดตลาดตะวันออกกลาง
สำหรับการเจรจาการค้ากับต่างประเทศในปัจจุบันมีโจทย์เรื่องการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีความซับซ้อน ทำให้การเจรจาการค้ามีความยากขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต ทำให้ในการเจรจาต้องมีการวางแผนการเจรจาอย่างมียุทธศาสตร์
ส่วนประเด็นเรื่องมาตรา 301 และมาตรา 122 ที่สหรัฐเปิดไต่สวนการส่งออกสินค้าจากไทยนั้นได้เตรียมจะเดินทางไปชี้แจงกับสหรัฐในวันที่ 15-17 ก.ค.นี้ เพื่อเจรจาหาข้อสรุปในเรื่องนี้ โดยถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการส่งออกของไทย โดยกฎหมายภาษีศุลกากร ของสหรัฐอเมริกา ในมาตรา 122 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ (Trade Act of 1974) จะหมดอายุลงแล้วในวันที่ 24 ก.ค.นี้ การเจรจาต้องมุ่งเน้นการชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงขึ้น
สำหรับ ประเด็นสำคัญในการไต่สวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐ นั้นครอบคลุม 2 เรื่องหลัก คือ กำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) และ แรงงานบังคับ โดยในเรื่องนี้สหรัฐแสดงความกังวลว่าไทยเป็นเพียงทางผ่าน โดยนำสินค้าจากจีนมาตกแต่งเพียงเล็กน้อยแล้วส่งออก (Circumvention) ซึ่งไทยได้ยื่นผลพิสูจน์ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ เครื่องจักร (Machinery), ยานยนต์ (Automotive) และผลิตภัณฑ์ยาง พบว่ามีสัดส่วนการผลิตจริงในประเทศสูงถึง 70-90% และไม่มีรายการใดที่มีสัดส่วนต่ำกว่า 60%
ส่วนประเด็นที่มาจากเรื่องภาษีแรงงานบังคับในปัจจุบันไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องเสียภาษี 12.5% เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศที่ชัดเจนในการห้ามรับสินค้าจากแรงงานบังคับ ขณะที่มาเลเซียเสียเพียง 10% เพราะมีการเซ็นความตกลงล่วงหน้าไปแล้ว ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการอุทธรณ์โดยระบุว่ากำลังเร่งออกกฎหมายรองรับและพิสูจน์ได้ว่าในกระบวนการผลิตของไทยไม่มีแรงงานบังคับจริง
- เตรียมข้อมูลเชิงลึกชี้แจงสหรัฐ
นอกจากนี้ไทยได้เตรียมข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองในการเจรจา โดยชี้ให้เห็นว่าดุลการค้าที่ไทยได้เปรียบสหรัฐฯ จนขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 7 นั้น กว่า 30% เป็นผลผลิตจากบริษัทของสหรัฐฯ ที่ตั้งฐานการผลิตอยู่ในไทยแล้วส่งกลับไปยังสหรัฐ
นอกจากนี้ยังได้เสนอรายการสินค้าประมาณ 6 กลุ่ม (Exempt List) ที่ควรได้รับการยกเว้นภาษี โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าวหอมมะลิ เนื่องจากเป็นสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่ได้ปลูกเอง และการเพิ่มภาษีจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาอาหารและค่าครองชีพของประชาชนอเมริกัน
“เราจะบอกเขาเลยว่าสิ่งที่คุณกำลังทำ คุณกำลังทำให้สินค้าอเมริกันที่คุณผลิตเองในประเทศไม่ได้ หรือคุณไม่สามารถทดแทนได้ทันที มีราคาสูงขึ้นนะ และมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ จากตัวชี้วัดเศรษฐกิจของเขาเอง” นางศุภจีกล่าวถึงหัวใจสำคัญของการสื่อสารกับฝ่ายสหรัฐฯ การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนเพื่อขจัดความไม่แน่นอนทางการค้าและรักษาผลประโยชน์สูงสุดของภาคธุรกิจไทย
สำหรับความคืบหน้าการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) นางศุภจีกล่าวว่าขณะนี้เหลือประเด็นค้างอีก 9 บท โดยจะสามารถเจรจาต่อได้ในเดือนกันยายนปีนี้โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในการเจรจารอบนี้จะพยามผลักดันให้เกิดความก้าวหน้ามากที่สุด พร้อมกันนี้ยังเร่งผลักดันการทำสัญญาการค้ากับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อเปิดประตูการขายสินค้าไทยไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูงซึ่งเป็นโอกาสที่สำคัญกับประเทศไทย
“แม้ในปัจจุบันภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังคงมีความขัดแย้งหรือการสู้รบกันอยู่ แต่ในที่สุดสถานการณ์จะคลี่คลาย หรือหากยังยืดเยื้อ ไทยก็ควร หาช่องทางและวิธีการค้าขายกับภูมิภาคนี้ให้ได้เพื่อสร้างโอกาสขยายตลาดในอนาคต”นางศุภจี กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1242355&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Vr24B61mUZcR4-H6YH_80
