แม้ในปี 2568 ที่ผ่าน หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ได้เผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่สร้างความผันผวนอย่างหนักให้กับเศรษฐกิจโลก อีกทั้งในประเทศไทยยังเผชิญกับเหตุการณ์ภัยพิบัติใหญ่ตั้งแต่ต้นปี ความขัดแย้ง และความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจไทยซบเซา อีกทั้งความต้องการของผู้บริโภคลดลง เนื่องจากยอดจำหน่ายของเครื่องปรับอากาศไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์เพราะสภาพอากาศไม่ร้อนนานเท่าที่ควร
จากปัจจัยลบที่รุมเร้าและไม่สามารถควบคุมได้ต่างๆ ส่งผลให้ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของปี 2568 ที่ผ่านมา (เดือนมกราคม-พฤศจิกายน) มีมูลค่าตลาดรวมเพียง 70,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2567 ถึง 7.1%
และถึงแม้ ภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจะติดลบ แต่ล่าสุด โตชิบา ไทยแลนด์ โดย นางสาวเสาวณีย์ สิราริยกุล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ได้ออกมาเปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของโตชิบาไทยแลนด์ ในปี 2568 ที่ผ่านมานั้น กลับเติบโตเกินคาดถึง 22% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตรวมของตลาด
สำหรับความสำเร็จดังกล่าว ที่ทำให้โตชิบา ไทยแลนด์ เติบโตสวนตลาด นางสาวเสาวณีย์ ระบุว่า เกิดจากการที่ผู้บริโภคตอบรับ และหันมาให้ความสนใจกับสินค้าในกลุ่มพรีเมี่ยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถทำยอดขายสินค้ารวมได้สูงสุดถึง 2.4 ล้านเครื่องในปี 2568
โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจและเติบโตสูงสุดในปีที่ผ่านมาของโตชิบา ไทยแลนด์ คือ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำ (+60%) เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก (31%) กลุ่มเครื่องซักผ้า (+30%) ไมโครเวฟ (+17%) และ ตู้เย็น (+12.1%)
และนอกจากยอดขายเติบโตเกิดคาดแล้วแล้ว โตชิบา ไทยแลนด์ ยังสามารถรักษาอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ได้ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 หรือเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 16% ซึ่งสูงกว่าตลาดมาก และจากการเติบโตของผลประกอบการอย่างต่อเนื่องยังส่งผลให้ โตชิบา มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงขึ้นในทุกปีอีกด้วย
“จากผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ส่วนแบ่งทางการตลาดในสินค้ากลุ่มตู้เย็นและไมโครเวฟของโตชิบาไทยแลนด์ขยับมาเป็นที่อันดับหนึ่ง จากที่เคยเป็นอันดับสองหรือสามมาตลอด”
แน่นอนว่าในปี 2569 ประเทศไทยและอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าจะยังคงเผชิญกับความท้าทายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้อยู่ ดังนั้น โตชิบา ไทยแลนด์ จึงได้วางแผนกลยุทธ์การดำเนินงานไว้ว่า ในปีนี้จะขยายทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์ที่จะเพิ่มกลุ่มประเภทสินค้า ควบคู่ไปกับการขยายไลน์อัพในกลุ่มสินค้าเดิม ที่จะเน้นให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี ดีไซน์ ขนาด และความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีหลากหลายเพิ่มขึ้นในยุคปัจจุบันอีกด้วย
โดยโตชิบา ไทยแลนด์ จะเพิ่มงบส่งเสริมการตลาดสูงถึง 12.5% เพื่อนำมาดำเนินกลยุทธ์การตลาด สำหรับเจาะกลุ่มเป้าหมาย Young Generation หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตและมีอิทธิพลต่อสังคม ด้วยวิธีขยายฐานลูกค้ากลุ่มเดิมสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มากยิ่งขึ้น
แต่ในปี 2569 จะคำนึงถึงความจำเป็นในการนำ AI หรือเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาสินค้ามากยิ่งขึ้น เนื่องจากเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการและตอบโจทย์ในความพึงพอใจในการตัดสินใจซื้อสินค้า มากกว่าเทคโนโลยีที่เกินความจำเป็น
“เราแยกแยะชัดเจนระหว่าง AI ที่มีไว้แค่เป็นฟังก์ชัน Nice to have แต่ไม่ได้ใช้จริง กับ AI ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต เราเชื่อว่าคนยุคใหม่ต้องการสินค้าที่เป็นสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น เช่น ที่ผ่านมาเราจึงเน้นพัฒนาผ่านแอปพลิเคชัน TSmartLife ที่เปลี่ยนมือถือที่ปัจจุบันกลายเป็นปัจจัยที่ 5 มาช่วยควบคุมและปรับตั้งค่าทุกอย่างในบ้านให้เหมาะสมกับพฤติกรรมเฉพาะบุคคลอย่างสมเหตุสมผล”
จากกลยุทธ์ทั้งหมดดังกล่าว ส่งผลให้ โตชิบา ไทยแลนด์ คาดการณ์ว่าในปี 2569 บริษัทจะโตขึ้นกว่า 30% ส่วนอัตราการเติบโต CAGR ของตลาดรวมจะโตประมาณ 3.8% และคาดว่าน่าจะมีมูลค่าสูงถึง 105,600 ล้านบาท ที่มาจากสัดส่วนของเครื่องปรับอากาศประมาณ 30% เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็กประมาณ 28% ตู้เย็นและเครื่องซักผ้าอย่างละ 17% ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำประมาณ 8%
พร้อมกับตั้งเป้าเป็นอันดับ 1 ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่เพียงแค่เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยแต่ต้องเป็นอันดับ1 ในภูมิภาคอาเซียน ให้ได้
“เรามั่นใจจากแผนกลยุทธ์การดำเนินงานของเราที่วางไว้ จะทำให้ปีนี้และในอนาคตโตชิบาจะกลายเป็นเบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างแน่นอน”
นอกจากนี้ นางเสาวณีย์ ยังได้เปิดเผยมุมมอง ด้วยว่า แม้เวียดนามจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทย ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว แต่ตนเองยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย โดยมองว่าไทยมีข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะท่ามกลางนโยบายกีดกันทางการค้าและภาษี (Tariff) จากสหรัฐฯ ซึ่งนโยบายของทรัมป์แม้จะมีข้อเสียแต่ก็มีข้อดีซ่อนอยู่ คือการทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่จากจีนตัดสินใจ Relocate หรือย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยมากขึ้น
และจากความเชื่อมั่นนี้ ทำให้บริษัทแม่ของโตชิบา ไทยแลนด์ (Midea Group) ตัดสินใจลงงบประมาณลงทุนในไทยปี 2569 อย่างต่อเนื่องและถือเป็นงบก้อนที่ ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ (Biggest Ever) เพื่อดันให้โตชิบา ไทยแลนด์ ก้าวขึ้นเป็น เบอร์หนึ่งของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน
นากจากนี้ นางสาวเสาวณีย์ ยังได้ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เกี่ยวกับนโยบายที่อยากเห็นและอยากให้เร่งทำด้วยว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุดจากรัฐบาล คือความเชื่อมั่น โดยอยากให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและผู้บริโภค ผ่านมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายที่จับต้องได้
“เราอยากให้รัฐบาลช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและเพิ่มกำลังซื้อให้ผู้บริโภคเข้าถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพได้ง่ายขึ้น ในฐานะเอกชนเราพร้อมลงทุนอย่างเต็มที่อยู่แล้ว หากรัฐบาลสนับสนุนเราก็จะเกิดโมเดล Win-Win ที่คุ้มค่าต่อการลงทุนและส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”
ทั้งนี้ ด้วยแผนงานที่รัดกุมและงบลงทุนมหาศาล โตชิบา ไทยแลนด์ จึงเป็นหนึ่งในองค์กรที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในปี 2569 นี้ ว่าจะสามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำแห่งอาเซียนได้ตามที่ประกาศไว้ท่ามกลางความท้าทายที่มีเข้ามาอยู่ตลอดได้หรือไม่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YMLjvDkGAHXke5vpoaUPB
