ตัวช่วยการเข้าถึง
ภาษา
สืบค้น Chula.ac.th
ไม่พบผลลัพธ์สำหรับ ““
การค้นหาล่าสุด
การค้นหายอดนิยม

ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “5 ทศวรรษเศรษฐกิจไทย Thailand Next” มองภาพเส้นทางที่ผ่านมาของเศรษฐกิจไทย และคาดหมายถึงอนาคต“ ในงาน “Dinner Talk” และ “PRACHACHAT BUSINESS AWARDS 2026” จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน โดยเน้นย้ำว่าประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ 8 ประการพร้อม ๆ กัน ซึ่งสภาวะวิกฤตได้กลายเป็นความปกติใหม่ที่ทุกภาคส่วนปฏิเสธไม่ได้ ความท้าทายทั้ง 8 ประการนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังส่งผลกระทบลูกโซ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนี้

1. Technology Disruption (ความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี)
การขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการก้าวเข้าสู่ยุค Next Generation of AI กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างและนิยามใหม่ให้แก่กระบวนการทำงาน การพัฒนาบุคลากร และการบริหารองค์กรทั้งหมด ปัจจุบันประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกกำลังพิจารณาคือ การค้นหาขีดความสามารถที่มนุษย์ยังคงทำได้ดีกว่า AI โดยเฉพาะการนำภูมิปัญญา ประสบการณ์ และทักษะความคิดเชิงวิพากษ์ของมนุษย์มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการทำงานของ AI เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นศักยภาพขั้นสูงที่เทคโนโลยียังไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ในปัจจุบัน ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยนับจากนี้ คือการวางยุทธศาสตร์รับมือความปั่นป่วนทางเทคโนโลยีที่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ ระบบการจัดการศึกษา และรูปแบบการทำงาน หากประเทศไทยไม่มีมาตรการรองรับที่มีประสิทธิภาพ ไทยจะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันและถูกแซงหน้าในที่สุด โจทย์สำคัญคือการยกระดับและปรับเปลี่ยนศักยภาพประชากรจากยุคก่อน 4.0 ให้ก้าวสู่การเป็นผู้ใช้งาน AI ที่มีประสิทธิภาพสูง
2. Demographic Disruption (วิกฤตโครงสร้างประชากร)
ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าแนวโน้มประชากรไทยจะมีอายุขัยเฉลี่ยที่ยาวนานขึ้นในระดับ 90 – 100 ปี แต่ปัญหาสำคัญคือช่วงเวลาของชีวิตที่ประชากรมีสุขภาพแข็งแรง สามารถพึ่งพาตนเองและทำงานได้กลับไม่ได้ยาวนานตามไปด้วย สภาวะดังกล่าวทำให้เกิดช่องว่างระหว่างประชากรผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีกับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงหรือช่วยเหลือตนเองได้น้อยลง โดยมีระยะห่างกว้างถึงประมาณ 30 ปี วิกฤตโครงสร้างนี้ถือเป็นโจทย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในเชิงการดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการสวัสดิการ และการวางนโยบายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ
3. Pandemic Disruption (ความไม่แน่นอนจากโรคระบาด)
แม้สังคมโลกจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 มาแล้ว แต่ความผันผวนจากโรคระบาดระลอกใหม่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จากรายงานสถานการณ์การก่อตัวของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ส่งผลให้ประเด็นการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบบริการทางการแพทย์กลับมาเป็นข้อจำกัดหลักของไทยและนานาประเทศอีกครั้ง โจทย์สำคัญของภาครัฐคือ การบริหารจัดการนโยบายสาธารณสุขโดยมุ่งเน้นไปที่ “ความเท่าเทียมทางสุขภาพ” มากกว่าเพียงแค่ “ความเสมอภาคทางสุขภาพ” เนื่องจากกลุ่มประชากรที่เปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่ห่างไกล มีข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบบริการทางการแพทย์ที่สูงกว่าปกติ การจัดสรรความช่วยเหลือในระดับที่เท่ากันทั้งหมดจึงไม่เพียงพอที่จะสร้างความทั่วถึงในการรักษาพยาบาล รัฐจำเป็นต้องยกระดับการสนับสนุนแก่กลุ่มเปราะบางเป็นกรณีพิเศษเพื่อสร้างความเท่าเทียมที่แท้จริง
4. Environmental Disruption (ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ)
วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบเชิงลึกต่อทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนรายย่อย ภาคเกษตรกรรม ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทั้งหมดอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจโรงแรมอย่างรุนแรง พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกเริ่มปรับเปลี่ยนจากการเดินทางมาท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวหรือหน้าแล้ง ไปเป็นการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝนแทน เนื่องจากในฤดูแล้ง ค่ามลพิษทางอากาศพุ่งสูงเกินมาตรฐานในระดับสีม่วงต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน
นโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ประกอบด้วย 3 แกนหลัก คือ
- Mitigation (การบรรเทาผลกระทบ): การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อลดมลพิษ ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีเนื่องจากมีเทคโนโลยีรองรับอยู่แล้ว
- Offset (การชดเชย): การขับเคลื่อนระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit Trading) ซึ่งไทยมีพัฒนาการที่เป็นรูปธรรม
- Adaptation (การปรับตัว): การปรับโครงสร้างเพื่อป้องกันและรองรับความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ซึ่งเป็นมิติที่ดำเนินการได้ยากที่สุด
5. Education Disruption (ความผันผวนในระบบการศึกษา)
โครงสร้างการศึกษาในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความปั่นป่วนจากการลงทุนในทุนมนุษย์ที่ยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ปัญหาหลักคือการผลิตบัณฑิตและกำลังพลในรูปแบบเดิมที่เสร็จสิ้นออกมาแล้วเผชิญภาวะว่างงาน หรือมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานและภาคเอกชน ส่งผลให้ระบบอุดมศึกษาต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับรูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต การยกระดับทักษะ และการสร้างทักษะใหม่ ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ
นอกจากนี้ รูปแบบการทำงานภายในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังคงมีลักษณะแยกส่วนเป็นไซโล ตามคณะหรือภาควิชา สวนทางกับปัญหาของโลกยุคปัจจุบันที่เป็นโจทย์ข้ามศาสตร์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมผู้สูงอายุ หรือเทคโนโลยีขั้นสูง สถาบันการศึกษาจึงจำเป็นต้องทำลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างดังกล่าว โดยปรับเปลี่ยนมาเน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงร่วมกับภาคธุรกิจเอกชน
การขับเคลื่อนเพื่อสร้าง “อาจารย์พันธุ์ใหม่” ที่มีความเข้าใจในกลไกธุรกิจจริง มีความรู้เชิงลึกในมิติด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนมีความเข้าใจในโครงสร้างการบริหารงานส่วนท้องถิ่น จะเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาหลักสูตรและการสร้างบุคลากรให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่
6. Energy Disruption (ความผันผวนเชิงนโยบายพลังงาน)
มิติด้านพลังงานถือเป็นความปั่นป่วนรูปแบบใหม่ที่มีความผันผวนสูง แม้ทิศทางนโยบายโลกจะมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน แต่ในทางปฏิบัติ นโยบายของประเทศมหาอำนาจกลับมีการปรับเปลี่ยนตามผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในระยะสั้น เช่น การกลับมาสนับสนุนการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เพื่อผลทางการหาเสียงเลือกตั้ง นอกจากนี้ ในภูมิภาคยุโรปที่เคยเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด เมื่อเผชิญกับสภาวะวิกฤตขาดแคลนพลังงานก็จำเป็นต้องหันกลับมาพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินชั่วคราว ก่อนที่จะสลับกลับมาเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนอีกครั้งเมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ความยืดเยื้อและความผันผวนสลับไปมาในนโยบายพลังงานโลกเช่นนี้ เป็นสภาวะกดดันที่ทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องปรับโครงสร้างต้นทุนและแผนพลังงานให้มีความยืดหยุ่นสูง
7. Geoeconomic Disruption (ภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจโลกแตกแยก)
ภาวะภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงจากการบังคับใช้มาตรการกำแพงภาษีฝ่ายเดียว ซึ่งส่งผลให้ระบบการค้าเสรีพหุภาคีในเวทีโลกที่มีสมาชิกกว่า 190 ประเทศถูกลดทอนบทบาทลงอย่างสิ้นเชิง รูปแบบการค้าและการเจรจาได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความตกลงแบบทวิภาคี และการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้าฝ่ายเดียวเป็นหลัก
ในมิติตลาดเงินโลก เริ่มเกิดกระแสการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยหลายประเทศพยายามแสวงหาสกุลเงินทางเลือกในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ รวมถึงการปรับลดสัดส่วนสินทรัพย์ทุนสำรองไปสู่ทองคำ เงิน และโลหะแพลตินั่ม จนส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ในเวทีเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง World Economic Forum (Davos) เริ่มมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท Stable Coin มาใช้เป็นระบบการเงินทางเลือก ระบบการเงินโลกจึงอยู่ในสภาวะเปลี่ยนผ่านที่ยังไม่มีความชัดเจน ผสานกับแนวโน้มการแยกห่วงโซ่อุปทานระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และสงครามเทคโนโลยี ที่ทวีความรุนแรงขึ้น
8. Geopolitical Disruption (ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก)
มิติด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกเผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างประเทศมหาอำนาจ ส่งผลกดดันให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกข้าง โดยมีการนำมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจมาเชื่อมโยงกับมิติด้านความมั่นคงและการทหารอย่างเข้มข้น ความขัดแย้งหลายจุดทั่วโลกถูกระงับไว้ชั่วคราวด้วยมาตรการบังคับทางภาษีและการค้า โดยไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งพื้นฐานที่ต้นตอ
นอกจากนี้ สัญญาณความแตกแยกเชิงนโยบายระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้นในหลายกรณี เช่น ข้อพิพาทเหนือสิทธิในการดูแลพื้นที่กรีนแลนด์ ขณะเดียวกัน ประเทศที่เผชิญมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรง เช่น เวเนซุเอลา ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างการเงินไปพึ่งพาเงินหยวนของจีนในการทำธุรกรรมหลัก ท่ามกลางวิกฤตการเมืองภายใน
ในส่วนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา รวมถึงความตึงเครียดในจุดต่าง ๆ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นเป้าหมายรายต่อไปของประเทศมหาอำนาจ หลังจากวิกฤตการณ์ในภูมิภาคอื่นเริ่มทรงตัว การประเมินฉากทัศน์ว่ามหาอำนาจอาจมีการแบ่งเขตอิทธิพลและความรับผิดชอบทางการเมืองโลก โดยปล่อยให้ภูมิภาคเอเชียอยู่ภายใต้กรอบการดูแลของจีน จึงเป็นสมมติฐานสำคัญที่ประเทศไทยต้องนำมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดจุดยืนทางยุทธศาสตร์
เตือนรับมือเอฟเฟกต์ ‘สงครามตะวันออกกลาง’ ทุบเศรษฐกิจไทยโดยตรง
ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ วิเคราะห์เจาะลึกถึงเหตุผลที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (หรือเอเชียตะวันตก) ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากในความเป็นจริงเชิงภูมิศาสตร์ ตะวันออกกลางก็คือส่วนหนึ่งของทวีปเอเชีย เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ลามไปถึงกลุ่มฮูตีในเยเมน และฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ผลกระทบจึงส่งตรงถึงไทยที่เป็นประเทศพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันทันที
แรงกระแทกดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทั้งในด้านต้นทุนขนส่ง โลจิสติกส์ ปัจจัยสี่ สินค้าอุปโภคบริโภค และภาคการเกษตรที่ต้องเผชิญปัญหาราคาปุ๋ยและวัตถุดิบพุ่งสูง ตลอดจนอำนาจซื้อจากต่างประเทศที่ลดลง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเสี่ยงจากการขู่ทำลายระบบเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้ทะเลแดงและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตถึง 30-40% ของเอเชีย
2 เดือนอันตราย! SMEs เสี่ยงล่มสลาย จี้ คลัง-แบงก์ชาติ เร่งกู้สถานการณ์
ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้น กำลังลุกลามเข้าสู่ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างรุนแรง ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ ได้แสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ของกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมส่งสัญญาณถึงผู้บริหารนโยบายการคลังและการเงินของประเทศให้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือ
“ผลต่อค่าครองชีพของคนที่รายได้น้อย ขั้นต่อไปก็น่าจะเป็นผลกระทบต่อธุรกิจขนาดย่อม ซึ่งท่านผู้ว่าแบงก์ชาติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ก็คงจะต้องหาทางแก้ไข ซึ่งน่าจะล่มสลายถ้าเราไม่ทำอะไรเลยใน 2 เดือนข้างหน้า ทั้ง ๆ ที่มีข้อจำกัดทางด้านการคลังและการเงิน”
ทางออกประเทศไทย: เลิกคิดเรื่อง ‘เป็นกลาง’ แล้วใช้ Convening Power สร้างจุดยืน
สำหรับแนวทางการปรับตัวของประเทศไทย ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสนอแนะว่าไทยควรเปลี่ยนทัศนคติในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำว่า “เป็นกลาง” ซึ่งมักถูกตีความผิดในเวทีสากล แต่ให้เน้นย้ำสถานะการ “ไม่เป็นคู่ขัดแย้ง (Party to the conflict)” พร้อมทั้งหันกลับมาใช้เวทีพหุภาคี เช่น อาเซียน อาเซียน+3, IMF และ World Bank ให้เป็นประโยชน์
นอกจากนี้ ประเทศไทยควรใช้ประโยชน์จาก “พลังแห่งความร่วมมือ” ในฐานะประเทศขนาดกลางที่ไม่เล็กหรือไม่ใหญ่เกินไป ในการเป็นแกนกลางจัดเวทีระดมสมองเพื่อกำหนดสถาปัตยกรรมใหม่ทางด้านพลังงาน และการสร้างระเบียบโลกใหม่
ศ. (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยโจทย์ใหญ่ 2 ข้อที่ฝากให้ทุกภาคส่วนนำไปคิดเป็นการบ้าน ข้อแรกคือ ประเทศไทยทำใจยอมรับระเบียบโลกใหม่ที่วิกฤตจะอยู่ยาวนานกว่าที่คิด เพราะการคิดว่าเมื่อสงครามจบแล้วทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมคือวิธีคิดที่อันตรายที่สุด และข้อสอง ถ้าทำใจยอมรับได้แล้ว วันนี้เรามียุทธศาสตร์รองรับระเบียบโลกใหม่นี้แล้วหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นในระดับกระทรวง ทบวง กรม ภาคเอกชน สื่อมวลชน หรือภาคการผลิตบุคลากรของประเทศ
คุณอาจจะชอบ
สาระความรู้และข่าวสาร
แชร์
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/410968/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wF3BEX4KhGxYA7gW5Cq_F
