นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจ ได้มีการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางรับมือกับความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ โดยการหารือครั้งนี้ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
โดยที่ประชุมเห็นพ้องกันว่าข้อมูลในปัจจุบันยังมีจำกัดมาก เนื่องจากสถานการณ์เพิ่งเริ่มต้น จึงยังไม่สามารถออกมาตรการช่วยเหลือออกมาได้ทันที สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำคือการประเมินว่ามีโอกาสเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง เพื่อเตรียมการล่วงหน้า และค่อยๆ ทยอยออกมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
“สถานการณ์การจัดเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เพิ่งเริ่มต้นมาได้เพียง 2 วัน ทุกฝ่ายจึงยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ เพื่อรอดูผลกระทบที่แท้จริง เบื้องต้นการที่สหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกันหมดที่ 15% ถือเป็นเรื่องที่ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้นในช่วงแรก หากมองในแง่ดี ประเทศไทยได้ผลกำไรจากส่วนต่างภาษีเพิ่มขึ้นถึง 4% จากเดิมที่เคยเผชิญอัตรา 19%ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามได้กำไร 5% เมื่ออัตราภาษีถูกปรับให้เท่ากัน ภาษีจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักในการแข่งขันอีกต่อไป แต่ผู้ประกอบการแต่ละประเทศจะต้องกลับไปแข่งขันกันที่พื้นฐานและความสามารถของอุตสาหกรรมการส่งออกของตนเองแทน ซึ่งที่ผ่านมาการส่งออกของไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็ปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง“
อย่างไรก็ดี มีความไม่แน่นอนสูงของมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่า อัตราภาษี 15% เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่มีผลบังคับใช้แค่ 150 วันเท่านั้น หลังจากพ้นช่วงนี้ไปแล้ว ยังไม่มีใครทราบว่าอัตราภาษีจะเปลี่ยนแปลงไปเป็น 10% 15% หรือ 20% สถานการณ์อาจจะเริ่มมีความท้าทายมากขึ้น หากสหรัฐฯเปลี่ยนวิธีการจากการกำหนดภาษีเป็นรายประเทศ ไปเป็นการพุ่งเป้าเก็บภาษีเป็น รายสินค้า หรือ รายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอลูมิเนียม หรือ อุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประเมินผลกระทบได้ยาก และสุดจะคาดเดา และต้องอาศัยวิธีการติดตามสืบหาข่าวอย่างใกล้ชิด
สำหรับกลุ่มประเทศที่เคยเจรจาอัตราภาษีที่ 19% ไปก่อนหน้านี้แล้ว หรือประเทศที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องใช้อัตราใด แม้จะมีกระแสคำพูดของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่า ประเทศที่เจรจาเสร็จแล้วให้ใช้อัตรานั้นได้เลย แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีคำสั่งศาลที่อาจทำให้เกิดการโต้แย้งทางกฎหมายจากประเทศอื่นๆ ตามมาได้ ส่วนการจะพิจารณาปรับลดอัตราย้อนหลังให้กับยอดภาษีคงค้างหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่สุดคาดเดา
ในส่วนของการปรับตัวของผู้ประกอบการภายใต้ภาวะที่ไม่มีความแน่นอนนี้ นายดนุชาแนะนำว่า ควรเน้นไปที่การดูแลเรื่องการทำตลาดเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ายังสามารถจำหน่ายต่อไปได้ สำหรับประเด็นเรื่องการจ่ายภาษีไปก่อนหน้านี้ ประเมินว่ามีโอกาสสูงมากที่จะเกิดการฟ้องร้องในศาลสหรัฐฯ เพื่อขอเคลมภาษีคืน เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาผู้ส่งออกของไทยและผู้นำเข้าปลายทางได้แบ่งปันการรับภาระภาษีส่วนนี้กันอยู่ หากมีคดีแรกที่ศาลตัดสินออกมาอย่างไร คำตัดสินนั้นก็จะกลายเป็นมาตรฐาน ให้ผู้ประกอบการทุกรายได้รับสิทธิแบบเดียวกัน
“การบริหารนโยบายภาครัฐในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นไม่มีความแน่นอน และความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปีนี้ไม่ได้มีจำกัดแค่เรื่องมาตรการภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเสี่ยงด้านการทหารและภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น การเคลื่อนกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมา ดังนั้น หากจะถามว่าเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกหรือครึ่งปีหลังเสี่ยงเรื่องอะไร คำตอบคือเสี่ยงทั้งปี เนื่องจากปัจจุบันประเทศขนาดใหญ่ยังคงมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง ทำให้ต้องเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา”นายดนุชา กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1222369&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw019GmpisAbkQctQoVU_eJh
