“ดร.กิตติ” เสนอทางออกเศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง เปลี่ยนแจกเงินเป็นจ้างงาน เร่งลงทุนปรับโครงสร้างประเทศ

“ดร.กิตติ”-เสนอทางออกเศรษฐกิจไทยโตต่ำเรื้อรัง-เปลี่ยนแจกเงินเป็นจ้างงาน-เร่งลงทุนปรับโครงสร้างประเทศ

วันพุธ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 14.01 น.

ชูแผนลงทุนภาครัฐ 5 ปี ควบคู่ดึงทุนต่างชาติและลดพึ่งพานำเข้า คาดดันเศรษฐกิจโตสูงสุด 4.2% ในปี 2574 เตือนจับตาดุลต่างประเทศ พร้อมยอมรับหนี้สาธารณะอาจเกิน 70% ของ GDP ชั่วคราว

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ดร.กิตติ ลิ่มสกุล  นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย เปิดเผยผลการศึกษาเรื่อง “ทางออกจากภาวะเติบโตต่ำและเส้นทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย พ.ศ. 2570–2579” โดยเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจจากการแจกเงินไปสู่การสร้างงานที่มีผลิตภาพ ควบคู่กับการเร่งลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ดร.กิตตินำเสนอในโอกาสการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 โดยใช้แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคที่ประมาณค่าจากข้อมูลทางการย้อนหลังระหว่างปี 2533–2568 เพื่อวิเคราะห์แนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวต่ำต่อเนื่อง ตลอดจนประเมินผลกระทบด้านการลงทุน หนี้สาธารณะ รายได้ครัวเรือน และเสถียรภาพภายนอกประเทศ

เศรษฐกิจไทยโตต่ำจากปัญหาเชิงโครงสร้าง

ดร.กิตติระบุว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ในภาวะหดตัว แต่กำลังเผชิญกับการเติบโตต่ำเรื้อรัง โดยขยายตัวเฉลี่ยประมาณร้อยละ 2 ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2565 ลดลงจากร้อยละ 3.5 ในช่วงปี 2553–2562 และมากกว่าร้อยละ 5 ก่อนปี 2551

สาเหตุสำคัญมาจากสองปัจจัย ได้แก่ การเติบโตของผลิตภาพการผลิตรวม (Total Factor Productivity: TFP) ที่ลดลงจากร้อยละ 2.2 ต่อปี เหลือร้อยละ 1.4 ในช่วงปี 2565–2568 และความสามารถในการขยายตลาดส่งออกที่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับการค้าโลก

ขณะเดียวกัน โครงสร้างการผลิตและการใช้จ่ายของไทยยังพึ่งพาสินค้านำเข้าในระดับสูง ทำให้เงินที่ภาครัฐอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจส่วนหนึ่งไหลออกไปยังต่างประเทศ ส่งผลให้มาตรการกระตุ้นการบริโภคทั่วไปไม่สามารถสร้างผลผลิตและรายได้ภายในประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

รายงานจึงเสนอว่า การแก้ปัญหาไม่ควรจำกัดอยู่ที่การเพิ่มกำลังซื้อระยะสั้น แต่ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สามารถผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนสร้างงานที่มีคุณภาพและเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ

เสนอเปลี่ยนงบแจกเงิน 47,000 ล้านบาท สู่โครงการจ้างงาน

สำหรับมาตรการระยะสั้น ดร.กิตติเสนอให้ปรับงบประมาณเงินโอนแบบร่วมจ่ายประมาณ 47,000 ล้านบาทต่อปี มาเป็นโครงการจ้างงานภาครัฐในเขตเมืองและชนบทสำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยไม่เพิ่มวงเงินงบประมาณเมื่อเทียบกับมาตรการเดิม

โครงการดังกล่าวกำหนดค่าจ้างวันละ 372 บาท ทำงานคนละ 120 วันต่อปี คิดเป็นรายได้ประมาณ 44,600 บาทต่อคนต่อปี และรองรับผู้เข้าร่วมได้ประมาณ 800,000 คน หรือเทียบเท่าการจ้างงานเต็มเวลาสุทธิประมาณ 320,000 ตำแหน่ง

งานที่ดำเนินการควรเป็นงานที่สร้างประโยชน์แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก การปรับปรุงถนนในชุมชน และการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้เงินงบประมาณหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมเพิ่มรายได้ให้ประชาชนโดยตรง

ผลการศึกษาประเมินว่า เงินงบประมาณ 1 บาทที่ใช้กับการจ้างงานภาครัฐสามารถสร้าง GDP ได้ประมาณ 0.9 บาทในปีแรก และประมาณ 1.3 บาทในบางช่วงของการประเมิน เทียบกับมาตรการเงินโอนที่สร้าง GDP ได้ประมาณ 0.3 บาทในปีแรก

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของโครงการขึ้นอยู่กับคุณภาพของงาน การบริหารจัดการ และความสามารถในการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการจ่ายค่าจ้างเพื่อให้เกิดการใช้จ่ายเท่านั้น

เร่งลงทุน 5 ปี ปรับโครงสร้างสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง

ในระยะปานกลางระหว่างปี 2570–2579 รายงานเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนภาครัฐด้านอุปทานในช่วง 5 ปีแรก หรือปี 2570–2574 จากนั้นทยอยลดระดับการลงทุนส่วนเพิ่มลง โดยไม่สร้างภาระรายจ่ายลงทุนในระดับสูงอย่างถาวร

สาขาการลงทุนที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อการเกษตร ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ข้อมูล และเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) โดยเฉพาะการนำข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศมาใช้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

นอกจากนี้ รัฐบาลควรลดรายจ่ายประจำลงประมาณร้อยละ 5–7 ภายใน 5 ปี ด้วยมาตรการไม่รับบุคลากรทดแทนผู้เกษียณอายุในบางตำแหน่งตามความเหมาะสม เพื่อเปิดพื้นที่ทางการคลังสำหรับการลงทุนที่สร้างกำลังการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและกิจการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมกำหนดเงื่อนไขส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มประโยชน์ที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจไทย

คาดเศรษฐกิจโตได้ 2.9–4.2% หากดำเนินการตามแผน

ผลการจำลองเศรษฐกิจนำเสนอแนวทางพัฒนาประเทศ 2 ฉากทัศน์ โดยฉากทัศน์ที่ 1 ใช้แผนการลงทุนในระดับที่ระมัดระวังมากกว่า ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 เป็นแนวทางที่เร่งการลงทุนและคาดหวังผลการเติบโตสูงกว่า

ในฉากทัศน์ที่ 1 เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวร้อยละ 2.9 ในปี 2574 และร้อยละ 2.3 ในปี 2579 ขณะที่ฉากทัศน์ที่ 2 คาดว่าจะเติบโตได้ร้อยละ 4.2 ในปี 2574 และร้อยละ 3.0 ในปี 2579 เทียบกับกรณีฐานที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียงร้อยละ 1.7 ในปี 2574

สำหรับรายได้ครัวเรือนในปี 2579 คาดว่าจะสูงกว่ากรณีฐานร้อยละ 6.5 ในฉากทัศน์ที่ 1 และร้อยละ 14 ในฉากทัศน์ที่ 2 หรือคิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10,000 บาท และ 21,700 บาทต่อคนต่อปี ตามลำดับ เมื่อคำนวณด้วยราคาปี 2567

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากแบบจำลองภายใต้ข้อสมมติด้านการลงทุน การเพิ่มผลิตภาพ การลดสัดส่วนการนำเข้า และการลงทุนจากต่างประเทศ จึงไม่ใช่การรับประกันว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ตามเป้าหมายโดยอัตโนมัติ

เตือนหนี้สาธารณะเกิน 70% ชั่วคราว แต่ต้องมีแผนลดหนี้ชัดเจน

รายงานประเมินว่า การเร่งลงทุนภาครัฐอาจทำให้หนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นเกินร้อยละ 70 ในช่วงหลายปีแรก ก่อนจะทยอยลดลงเมื่อการลงทุนส่วนเพิ่มลดระดับลง ขณะที่ผลผลิตและรายได้ภาษีขยายตัวสูงขึ้น

ภายใต้ฉากทัศน์ที่ 1 หนี้สาธารณะต่อ GDP คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70.7 ในปี 2574 และลดลงเหลือร้อยละ 67.1 ในปี 2579 ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 หนี้สาธารณะอาจอยู่ที่ประมาณร้อยละ 72.2 ในปี 2574 ก่อนลดลงเหลือร้อยละ 65.7 ในปี 2579 ตามข้อสมมติของแบบจำลอง

แต่หากรัฐบาลไม่สามารถลดสัดส่วนการนำเข้าได้ หรือยังคงระดับการลงทุนสูงต่อเนื่องหลังปี 2574 หนี้สาธารณะอาจไม่ลดลงตามเป้าหมาย โดยในบางกรณีอาจสูงถึงร้อยละ 72–78 ของ GDP ในปี 2579

ดร.กิตติจึงเสนอให้รัฐบาลกำหนดแผนการคลังระยะกลางที่ชัดเจน เปิดเผยเส้นทางการเพิ่มขึ้นและลดลงของหนี้สาธารณะ พร้อมกำหนดเงื่อนไขชะลอการลงทุนหากดุลบัญชีเดินสะพัดและสถานะการเงินระหว่างประเทศมีความเสี่ยงสูงขึ้น

ชี้ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ดุลต่างประเทศ ไม่ใช่ตัวเลขหนี้เพียงอย่างเดียว

ประเด็นที่รายงานเน้นย้ำคือ ความเสี่ยงสำคัญของแผนลงทุนไม่ได้อยู่ที่ระดับหนี้สาธารณะเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถของประเทศในการรักษาเสถียรภาพด้านการค้าและการชำระเงินระหว่างประเทศ

การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ และชิ้นส่วนจากต่างประเทศขยายตัวตามไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่การลงทุนอยู่ในระดับสูงสุด รายงานประเมินว่าดุลการค้าอาจแย่ลงเมื่อเทียบกับกรณีฐานประมาณร้อยละ 4.6 ของ GDP ในฉากทัศน์ที่ 1 และร้อยละ 9.0 ในฉากทัศน์ที่ 2

ดังนั้น การดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ การสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเพิ่มผลิตภาพต่อคน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ช่วยให้การลงทุนสร้างผลตอบแทนแก่เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน

รายงานยังชี้ว่า แผนลงทุนทั้งสองฉากทัศน์ต้องการแรงงานเพิ่มประมาณ 1.1–2.0 ล้านคนภายในช่วงเวลาที่ประเมิน การขาดแคลนแรงงานจึงเป็นอีกข้อจำกัดที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ทั้งผ่านการพัฒนาทักษะแรงงานไทย การปรับระบบรองรับแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

เส้นทางสู่ประเทศรายได้สูงต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษ

สำหรับเป้าหมายการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง รายงานระบุว่า รายได้ประชาชาติต่อหัวของไทยอยู่ที่ประมาณ 7,690 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เกณฑ์ประเทศรายได้สูงของธนาคารโลกที่ใช้ในการศึกษานี้อยู่ที่ 14,375 ดอลลาร์สหรัฐ

ภายใต้กรณีฐาน ไทยอาจใช้เวลาถึงปี 2603 จึงจะผ่านเกณฑ์ดังกล่าว ส่วนฉากทัศน์ที่ 1 คาดว่าจะถึงเป้าหมายประมาณปี 2594 และฉากทัศน์ที่ 2 ประมาณปี 2588 ซึ่งหมายถึงการย่นระยะเวลาได้ประมาณ 9–15 ปี

อย่างไรก็ตาม การไปถึงเป้าหมายดังกล่าวยังต้องอาศัยการเติบโตที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มผลิตภาพ การปรับโครงสร้างการผลิต และการรักษาเสถียรภาพทางการคลังและต่างประเทศ ไม่ใช่ผลจากการลงทุนระยะสั้นเพียงครั้งเดียว

เสนอรัฐบาลเลือกเส้นทางลงทุนที่สอดคล้องกับความสามารถของประเทศ

ดร.กิตติสรุปข้อเสนอเชิงนโยบายว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ้างงานแทนการแจกเงิน เร่งลงทุนในสาขาที่เพิ่มกำลังการผลิต ลดรายจ่ายประจำที่ไม่จำเป็น และดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง

พร้อมเสนอให้เลือกฉากทัศน์ที่ 1 เป็นแนวทางหลัก เนื่องจากมีความระมัดระวังด้านเสถียรภาพภายนอกมากกว่า ขณะที่ฉากทัศน์ที่ 2 ควรดำเนินการต่อเมื่อมีข้อผูกพันด้านการลงทุนจากต่างประเทศรองรับอย่างเพียงพอ

ดร.กิตติกล่าวว่า “ไทยกู้เพื่อลงทุนได้ หากเป็นการลงทุนที่มีกำหนดสิ้นสุดและสร้างกำลังการผลิตจริง สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือดุลต่างประเทศ ไม่ใช่ตัวเลขหนี้เพียงอย่างเดียว และแม้ทำได้ตามแผน ไทยยังต้องใช้เวลาอีกประมาณยี่สิบปีจึงจะเป็นประเทศรายได้สูง”

ทั้งนี้ รายงานย้ำว่า ตัวเลขคาดการณ์ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อสมมติหลายประการ โดยเฉพาะความสามารถในการลดการพึ่งพาการนำเข้า การเพิ่มผลิตภาพ และการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องติดตามผลอย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับขนาดการลงทุนให้สอดคล้องกับฐานะการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำเกิดผลในระยะยาวอย่างแท้จริง

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/494248&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3B9KRgScPq-wf7mAudqXO8