การจัดการ

การจัดการ

การจัดการ “เงินเฟ้อ” กับ “ดอกเบี้ย” นโยบายการเงินไทยในภาวะท้าทาย


13/11/2568 | 58 |

หนึ่งในประเด็นเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนมากที่สุดคือ “อัตราเงินเฟ้อ” ซึ่งหมายถึงระดับราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น เงินในกระเป๋าของเราจะมีค่าน้อยลง หรือซื้อของได้น้อยลงนั่นเอง ดังนั้น การควบคุมเงินเฟ้อจึงเป็นภารกิจหลักของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

สถานการณ์เงินเฟ้อในปัจจุบัน

ข้อมูลจาก กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า) ซึ่งเป็นผู้จัดทำและเผยแพร่ตัวเลขเงินเฟ้อของไทย ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในช่วงที่ผ่านมามีความผันผวน โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงาน (เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า) และราคาอาหารสด ซึ่งเป็นสินค้าที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน

แม้ว่าแรงกดดันด้านราคาจากฝั่งอุปทาน (ต้นทุนการผลิต) จะเริ่มคลี่คลายลงบ้างตามสถานการณ์โลก แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและการบริโภค ก็อาจส่งผลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ (ความต้องการซื้อสินค้า) ได้เช่นกัน

บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่เหมาะสม โดยเครื่องมือสำคัญที่ ธปท. ใช้คือ “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ซึ่งกำหนดโดย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

  • เมื่อเงินเฟ้อสูง: กนง. อาจพิจารณา “ขึ้น” อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ลดความต้องการใช้จ่ายและกู้ยืมเงิน ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อราคาสินค้า

  • เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว (และเงินเฟ้อต่ำ): กนง. อาจพิจารณา “ลด” อัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมถูกลง ส่งเสริมการลงทุนและการบริโภค

ความท้าทายในการดำเนินนโยบาย

การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีความท้าทายอย่างมาก กนง. ต้องสร้างสมดุลระหว่างสองเป้าหมายหลัก:

  1. การควบคุมเงินเฟ้อ: ไม่ให้สูงจนเกินไปจนกระทบค่าครองชีพของประชาชน

  2. การสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ: ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรงจนเกินไปจนทำให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวต้องสะดุด

นอกจากนี้ ธปท. ยังต้องจับตาดูประเด็นอื่นๆ ประกอบ เช่น เสถียรภาพระบบการเงิน (รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน) และความผันผวนของค่าเงินบาท


Line


———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/441962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Qt-e_s_Y9zlyHl57-zmod